Bro. Bancha’s Collection

Publications

Articles

1. นกพิราบ (Rock-Pigeon)

2. รวมพลังสร้างโลกสีเขียว
(Towards Future Green)

3. หน้าที่ & ความรับผิดชอบต่อสภาวะโลกร้อน (Global Warming)

หน้าที่ & ความรับผิดชอบต่อสภาวะโลกร้อน (Global Warming) 

  • สภาวะโลกร้อน ไม่ใช่ประเด็นปัญหาที่ไกลตัว

แต่เป็นวาระโลกที่ไทยต้องตระหนักถึงปัญหานี้ให้มากยิ่งขึ้น และต้องปรับตัวเร่งหาหนทางหยุดยั้ง มหันตภัย ทั้งหลายทั้งปวงอันเกิดจากภาวะโลกร้อนนี้ให้ได้

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโตแล้ว เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2545 ซึ่งดำรงสถานะเป็นประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 ที่อยู่ในกลุ่มกลไกการพัฒนาที่สะอาด สามารถเลือกเข้าร่วมโครงการได้ตามความสมัครใจ โดยไม่มีข้อบังคับใดๆ เป้าหมายของพิธีสารเกียวโต คือ ต้องการให้ประเทศเหล่านี้ร่วมลงนามยินยอมลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศลง ก่อนพิธีสารเกียวโตจะหมดอายุในปี 2555 แต่เป็นที่น่าเสียดายที่สหรัฐฯ และจีน ยังไม่ตระหนักถึงภาวะวิกฤติของโลกร้อนอย่างจริงจัง

จากการคาดการณ์ของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (2537) พบว่าในทุกๆ ปี ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเฉลี่ย2.5-6 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอีสานจะแล้งหนัก ปัจจุบันประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศเพียงแค่ 2.6 ตัน/คน/ปี ถึงแม้ยังไม่เกินค่ามาตรฐานที่ได้กำหนดไว้แต่เราก็ไม่ควรเพิกเฉยต่อการปลุกจิตสำนึกให้คนไทยหันมาห่วงใย ตระหนักถึงธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้น แม้จะเป็นเพียงการคาดการณ์ของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยก็ตาม ผลของความเสียหายจะขยายไปบริเวณกว้างเพียงใด ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนตลอดจนภาคธุรกิจ ต่างต้องอาศัยความร่วมใจกันหาแนวทาง เพื่อวางมาตรการให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

  • ไม่ว่าเราจะอยู่ในภูมิภาคใดของประเทศ ทุกคนต่างก็มิอาจจะหลักหนีปัญหาจากสภาวะโลกร้อน ไปได้…

สังคมไทยมีลักษณะเป็น สังคมการบริโภคเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำ แหล่งป่าไม้ แหล่งอาหาร แหล่งพลังงาน หรือแม้แต่สารประกอบต่างๆ ในดิน 

ปัญหาเหล่านี้… พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงย่วงใย โดยทรงโปรดฯ พระราชทานแนวพระราชดำริทุกขั้นตอน เพื่อจะให้สิ่งแวดล้อมกลับคืนมา… อันถือได้ว่า เป็นสิ่งที่สร้างสมดุล และเกื้อประโยชน์ ต่อการดำรงชีวิตของประชาชน หากเราต่างพร้อมใจกัน ดำเนินรอยตามแนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน นอกจากจะเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการป้องกันปัญหาโลกร้อนที่ใกล้ตัวเรามาทุกขณะ ได้อีก

ผลจากภาวะโลกร้อน ยังทำลายระบบนิเวศน์บริเวณชายฝั่งทะเลของเราอีกด้วย เนื่องจากไทยเรามีพื้นที่ชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 2,490 กิโลเมตร ซึ่งเป็นทั้งแหล่งทรัพยากรธรรมชาติกับแหล่งเศรษฐกิจสำคัญๆ ของไทยมากมาย ถ้าหากอุณหภูมิในทศวรรษหน้ายังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะมีผลกระทบกันเป็นวงจร ทั้งทางด้านธุรกิจ ด้านสังคมแวดล้อม ด้านสุขภาพอนามัย ฯลฯ แม้แต่กรุงเทพมหานคร ก็ต้องเผชิญกับปัญหาอันสืบเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น อย่างยากจะหลีกเลี่ยง 
  • อนาคตของโลกนี้จะเดินไปสู่จุดไหนมนุษยชาติจะมีวิถีชีวิตกัน อย่างไร ถ้าสภาวการณ์ของสภาพดินฟ้าอากาศเลวร้ายลงไปอีก…?

สำหรับสถาบันการศึกษา ซึ่งถือเป็นองค์กรสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ ให้แก่สังคม ประเทศชาติ ควรแสดงเจตนารมณ์ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมแก้ไขปัญหา สภาวะโลกร้อน โดยแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการทำภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วง จึงควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในอันดับต้นๆ โดยอาศัยบทบาทและวิสัยทัศน์ของการเป็นผู้นำ ที่ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อ สภาวะโลกร้อน ที่จะเกิดผลร้ายแรงในอนาคต เพื่อให้ประชาชนร่วมรับรู้ เช่น

  1. จัดให้มีการสัมมนาในกลุ่มผู้บริหารสถาบันการศึกษาทุกระดับ ให้ร่วมกันจัดทำโครงการรณรงค์คืนสภาพแวดล้อมที่ดี เพื่อจะทำให้โลกพลิกฟื้นสู่สมดุลทางธรรมชาติ

  2. ส่งเสริมการบูรณาการศาสตร์ในสาขาวิชาต่างๆ สู่การแก้ปัญหาแบบยั่งยืน นำความรู้จากการค้นคว้าวิจัยทุกสาขา มาร่วมกันหาทางออกที่เป็นรูปธรรม นำขยายสู่สังคมโดยรวม

  3. จุดประกายให้แก่ประชาคมในสถาบันร่วมรณรงค์ สร้างสรรค์กิจกรรมและให้มีการสานต่ออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นความสำคัญของธรรมชาติที่มีต่อสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เรียนรู้ความเป็นไปของโลก และร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิต

  4. ให้มีการบรรจุหลักสูตรที่เกี่ยวกับนิเวศวิทยาทางธรรมชาติ โดยส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น เกิดการเรียนรู้และสร้างวิสัยทัศน์มองการณ์ไกลไปสู่อนาคต ให้เป็นผู้พิทักษ์มิใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อสิ่งที่มีชีวิตทุกๆ ชีวิตบนโลกใบนี้

  5. หัวใจสำคัญก็คือการสร้างสามัญสำนึก เพื่อเหตุเดียวกัน (Common Sense for Common Cause) ในที่นี้ คือ ความเชื่อมั่นในแนวทางที่จะร่วมมือกันรับผิดชอบรักษาดูแลโลก เพราะเรา คือ ผู้ที่พึ่งพาอาศัยโลก เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมชนิดอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวข้องพึ่งพาซีงกันและกัน

สถาบันการศึกษา คือ สถาบันที่ให้บริการสังคม ในด้านการศึกษา ย่อมมีเป้าหมายที่จะเพิ่มพูนความรู้ให้แก่บรรดานักศึกษา นักวิจัยคณาจารย์ของทุกภาควิชาตลอดจนคณะผู้บริหาร ฯลฯ ต่างมีสิทธิเท่าเทียมกันที่จะรับรู้ เพื่อมีส่วนร่วมค้นหาหนทางสู่การแก้ปัญหา สภาวะโลกร้อน แสดงวิสัยทัศน์ผู้นำเป็นแบบอย่างของการวางรากฐานสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีได้ในอนาคต

ในสภาวการณ์เช่นนี้ ถ้าทุกๆ คน พร้อมที่จะผลักดันให้เกิดการปฏิบัติการในด้านต่างๆ จนเกิดเป็นรูปธรรมย่อมสามารถลดกระแสแห่งความวิตกกังวลและภาวะวิกฤตไม่ให้รุนแรงไปมากกว่านี้

มนุษย์ในฐานะเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งบนโลกใบนี้ เป็นหน่วยหนึ่งของสังคมจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไรบ้าง…? คงได้รับคำตอบในทิศทางเดียวกัน คือ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อน อาจต้องพึ่งพาพลังงานมนุษย์ และใช้สติสัมปชัญญะด้วยการสร้างกฎระเบียบในการดำเนินชีวิตประจำวันของแต่ละคน ภายใต้ข้อปฏิบัติ เช่น :

  • เริ่มที่ตนเองก่อน

  • ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกครั้ง เมื่อเสร็จสิ้นการใช้งาน เช่น คอมพิวเตอร์ วิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ

  • ปรับและติดตั้งตัววัดอุณหภูมิในเครื่องปรับอากาศ ให้เหมาะสม กับอุณหภูมิขณะนั้น

  • เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟแบบประหยัดแทนหลอดไฟอื่นๆ เพื่อช่วยลดคาร์บอนไดออกไซต์

  • ปลุกจิตสำนึกของสมาชิกในองค์กร ขยายสู่ชุมชน สังคม เมือง และประเทศ

  • ปลูกต้นไม้ เพื่อช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซต์ได้ดี 

  • ร่วมรณรงค์ ให้พยายามใช้พลังงานมนุษย์แทนพลังงานอื่นๆ บ้างตามความจำเป็น

ส่วนใหญ่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ทั้งสิ้น

ปรากฎการณ์ของภาวะความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศของโลกเราในปัจจุบัน ก่อให้เกิดเป็นวัฏจักรที่เป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้เกิดปรากฎการณ์ “สภาวะโลกร้อน” (Global Warming) และส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล สัญญาณเตือนภัยเหล่านี้ ปรากฎเด่นชัดขึ้น บ่อยครั้ง และในเวลาใกล้เคียงกันความแปรปรวนของภูมิอากาศ รวมถึงภัยพิบัติต่างๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้น แผ่ขยายไปทั่วภูมิภาคของโลก… ดังเช่น

  • การเกิดฤดูกาลที่ผิดปกติในหลายประเทศ

  • การเกิดหิมะตกแบบบางเบาในกรุงแบกแดด ซึ่งไม่เคยปรากฎมาก่อน

  • การเกิดคลื่นความร้อนในทวีปยุโรป

  • การเกิดพายุเฮอร์ริเคน แคทรินา ที่ถล่มเมืองนิวออร์ลืนของสหรัฐอเมริกาจนเสียหายอย่างมหาศาล 

แม้แต่ประเทศไทยของเราเองก็เกิดผลกระทบจากวิกฤตการณ์ดังกล่าวเช่นกัน คือ ได้เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรงขึ้น จนถึงขั้นเผชิญกับคลื่นยักษ์ สึนามิ ซึ่งเป็นภัยพิบัติที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายๆ ปี… ที่ผ่านมา

สภาวะโลกร้อน (Global Warming) คือสภาวะที่โลกในระดับเหนือพื้นผิวโลกมีอุณหภูมิที่สูงเพิ่มขึ้น โดยนับจากค่าเฉลี่ยจากช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น ประมาณ 0.7 องศาเซลเซียส และมีแนวโน้มว่าอุณหภูมิจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ย่อมมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของสิ่งมีชีวิตบนโลก เนื่องจาก โลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ ห่อหุ้มด้วยชั้นของบรรยากาศ ที่ประกอบไปด้วยก๊าซต่างๆ มีสัดส่วนตามปริมาตรตามธรรมชาติ แต่มีก๊าซประเภทที่มีปฏิกิริยากับพลังงานแสงอาทิตย์ และความร้อนที่เกิดจากโลกเพียงไม่กี่ประเภท เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ และก๊าซโอโซนต่างมีคุณสมบัติกักเก็บและส่งผ่านรังสีความร้อนที่เกิดจากพลังงานแสงอาทิตย์สู่ชั้นของบรรยากาศจึงเรียกว่า ก๊าซเรือนกระจก หรือ Greenhouse Gas (GHG) ก๊าซนี้อาจเกิดได้ตามกระบวนการทางธรรมชาติ และจากการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในโลกยุคใหม่ และการบริโภคสิ่งอำนวยความสะดวกของประชากรโลก ที่ทำให้ภาวะเรือนกระจกรุนแรงขึ้นทุกวัน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ที่เกิดจากการเผาไหม้ของถ่านหินและเชื้อเพลิงต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น เราเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า ปรากฎการณ์ภาวะเรือนกระจก (Greenhouse Effect) ซึ่งทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกสูงขึ้นอย่างน่าวิตก ปัญหาภาวะเรือนกระจกรุนแรงขึ้นทุกวันนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศในลำดับต้นๆ ล้วนแต่เป็นประเทศที่มีระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปรวมกัน

กระแสการตื่นกลัวในครั้งนี้ นำไปสู่การกำหนดข้อผูกพันทางกฎหมาย ที่ให้ดำเนินการตามพันธกรณีในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการร่วมมือกันรับมือกับ สภาวะโลกร้อน อันเป็นที่มาของพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol)
ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลงนามกันในปี พ.ศ. 2540 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 โดยให้นับหลังการให้สัตยาบันของรัสเซีย ซึ่งปล่อยก๊าซถึง 17% ของโลก

 

แหล่งที่มา : คมชัดลึก (19 มิถุนายน 2551) หน้า 12

 
4. พระผู้ทรงครองดวงใจไทยทุกดวง

พระผู้ทรงครองดวงใจไทยทุกดวง
เช้าตรู่วันที่ 2 มกราคม 2551
ข่าวการสิ้นพระชนม์

ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ 
มิได้นำมาซึ่งความโศกเศร้าเสียใจแก่ประชาชนชาวไทย ทั่วทั้งประเทศเท่านั้น
หากแต่นานาประเทศ ต่างก็รู้สึกถึงความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในครั้งนี้
องค์กรสื่อร่วมใจกันเทิดพระเกียรติคุณถวายความอาลัย
เพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณแห่งพระองค์ ผ่านทางภาพพระจริยาวัตร อันกอปรด้วย
พระกรณียกิจนานัปการ จนเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า พระองค์ทรงเป็น “เจ้าฟ้าฯ แห่งพระราชวงศ์”
พระผู้ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อบำเพ็ญพระกรณียกิจ อันทรงมีคุณูปการแก่บ้านเมือง
และประชาชน อย่างหาที่สุดมิได้

“… ในครอบครัวเรา ความรับผิดชอบเป็นของไม่ต้องคิด เป็นธรรมชาติ
สิ่งที่สอนกันเป็นอันดับแรก คือ เราจะทำอะไรให้เมืองไทย …”
(จากหนังสือ เฉลิมขวัญกัลยาณิวัฒนา หนังสือกตัญญกตเทวี มูลนิธิโรคไต แห่งประเทศไทย) 

อันเนื่องมาจาก “พระดำรัส” ที่อัญเชิญมานี้ ทำให้ได้เข้าใจในพระเจตจำนงที่ทรงอุทิศพระองค์ในการทรงงานกอปรกับได้รับการปลูกฝังจากสมเด็จพระราชมารดามาเป็นอย่างดีในเรื่อง “ให้ทรงปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ด้วยพระองค์เองให้มากที่สุด โดยไม่ถือพระองค์ว่าเป็นราชนิกูลชั้นสูง” (จากหนังสือพระพี่นาง ในพระราชหฤทัย สามดวงใจแห่งความผูกพัน, สุวิสุทธิ์)

นับแต่เสด็จนิวัตสู่ประเทศไทย พระภารกิจมากมายเริ่มปรากฎในพระหฤทัยของพระองค์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ด้วยทรงมีพระประสงค์ดำเนินรอยตามพระยุคลบาทของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์ อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่จะทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจ อันเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติให้ดีที่สุดให้มากที่สุด

อนึ่ง เมื่อครั้งที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อยังทรงเจริญพระชนม์ชีพ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ด้านสังคมสงเคราห์และการสาธารณสุขไว้มากมาย เพื่อพรราชทานแกราฏฎรยากไร้ในถิ่นทุรกันดาน และห่างไกลในเขตชาตแดน ด้วยทรงทอดพระเนตรเห็นความยากไร้ ทั้งด้านการศึกษา ฐานะอาชีพตลอดจนการสุขอนามัย ทำให้เกิดโครงการในพระราชดำริมากมาย เพื่อชุบชีวิตราษฎรยากไร้เหล่านั้น ด้วยการพัฒนา จวบจนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ยังทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะเป็น “พระผู้สานต่อรอยพระกรุณา” แห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีให้ดำรงสืบไปได้อย่างมั่งคงทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์และทรงก่อตั้งองค์กรเพื่อการกุศลและมูลนิธิต่าง ๆ รวมถึง 63 มูลนิธิ

หากแต่โครงการตามแนวพระราชดำริใดใดก็ตาม จะอยู่ภายใต้พระนามาภิไธยในสมเด็จพระศรีนครินทรราบรมราชชนนีหรือในพระนามว่า “สมเด็จย่า” แห่งปวงชนเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติคุณ ประทับไว้ในแผ่นดินตลอดมา อันได้แก่

ทุนส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคมนพิการในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, ชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่า จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอแม่แจ่ม, โครงการพระเมตตาสมเด็จย่า ฯลฯ

อนึ่ง เช่นที่ ศูนย์การเรียนรู้ชาวไทยภูเขา แม่ฟ้าหลวง ทรงประทานโอกาสทางการศึกษาทั้งสายสามัญและสายอาชีพ ภายใต้การดำเนินงานของครูอาสาสมัคร พระองค์ทรงให้ความสนพระทัยและประทานความห่วงใยต่อผู้ปฏิบัติงานทุกคน ทรงซักถามปัญหาและทรงร่วมรับฟังข้อคิดเห็นเพื่อนำสู่แนวทางแก้ไข อันนำมาซึ่งความปลื้มปีติและมีกำลังใจในผู้ปฏิบัติงานทุกคน

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงผ่านการศึกษาทั้งด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ในสาขาวิชาต่างๆ จึงทรงมีพระอัจฉริยภาพทางด้านการคิดเป็นรูปแบบที่มีระบบตามความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ สำหรับนำมาบริหารจัดการโดยเฉพาะการพัฒนาด้านการศึกษา ทรงตระหนักดีว่า การให้การศึกษาแก่ผู้พิการยากไร้นี้ควรยึดถือหลักสำคัญการให้โอกาสที่จะได้เรียนร่วมกับคนปกติได้ต่อมาจึงมีการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาสำหรับผู้พิการและบกพร่องในการรับรู้ เพื่อมิให้ผู้พิการตกเป็นภาระและปัญหาของสังคมแต่กลับพัฒนาสู่การพึ่งพาตนเองได้ ทรงให้ความอนุเคราะห์อย่างต่อเนื่องตามความเหมาะสม พระเมตตาแห่งปพระเงค์ได้แผ่ขยายไปถึงชุมชนชาวไทยภูเขาในท้องถิ่นห่างไกล ทรงประทานพระอนุเคราะห์แก่ผู้พิการชาวไทยภูเขาที่มีความมุมานะด้านการศึกษา เข้าเรียน ณ วิทยาลัยลุ่มน้ำปิง ด้วยทุนส่วนพระองค์ จนถึงระดับปริญญาตรี ปัจจุบันมีนักศึกษาชาวเขาถึง 21 คน ในพระบรมราชูปถัมภ์ ต่างได้ศึกษาในคณะต่าง ๆ ตามศักยภาพการเรียนรู้ได้อย่างสูงสุด

เหล่านักศึกษาชาวเขาทั้งผู้พิการยากไร้ ต่างสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีพระเมตตาเป็นล้นพ้น ขอเทิดทูนพระกรุณานี้ไว้เหนือเกล้าฯ ต่างร่วมกันกล่าวคำปฎิญาณ ขอประพฤติตนกระทำความดีตามแนวพระดำริ ในการสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่ชนรุ่นหลัง โดยจะกลับไปเป็น “ครู” ประจำชุมชนของตนต่อไป

นอกจากจะทรงเป็นพระธุระด้านจัดหาทุน ยังทรงสนับสนุนจัดหากายอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อผู้พิการให้มีความสมบูรณ์ต่อการดำรงชีพเป็นผลดีต่อสุขภาพจิตของผู้พิการทั้งหลาย สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จึงทรงเป็นทั้ง พระผู้ให้และพระผู้แบ่งปัน

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงอุทิศชีวิตส่วนพระองค์ส่วนใหญ่เพื่อทรงงานด้านสังคมสงเคราะห์ต่างๆ เสมอมา ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ตามแนวทางพระราชดำริสืบมาจยถึงปัจจุบันอันได้แก่ โครงการพระเมตตาสมเด็จย่า ที่จังหวัดเชียงใหม่, ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ฯลฯ เป็นการดำเนินงานโดยจัดหลักสูตรให้เหมาะสมกับวิถีชุมชน สนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อนำความรู้ไปพัฒนาเพื่อการดำรงชีพแบบพอเพียงและพึ่งพาตนเอง

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ทรงเป็นเจ้าฟ้าฯ นักสังคมสงเคราะห์อย่างแท้จริง ด้วยมิทรงย่อท้อต่อการเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในที่ต่าง ๆ แม้ในที่กันดารแสนไกลในภูมิลำเนาที่หลายคนในเมืองกรุงแม้จนวันนี้ยังไม่เคยไปถึง ทรงอุทิศกำลังพระวรกายในการเสด็จทรงงานเพื่อประชาชนได้อยู่ดีมีสุขให้มากที่สุด

แม้จะทรงยากลำบากเพียงใด ก็ทรงมีพระวิริยะไม่ย่อท้อต่อการเสด็จไปทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง ทรงเห็นทุกข์ยากของเด็กอ่อนในสลัม จึงทรงรับมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมไว้ในพระอุปถัมถ์ โดยได้รับจากทุนการกุศลสมเด้จย่า ทุก ๆ ปี ทรงตระหนักถึงปัญหาและความต้องการของเด็กเล็ก ๆ ในสลัม ทรงมีรับสั่งแก่คณะกรรมการมูลนิธิฯ อยู่เสมอว่า

         “การเริ่มต้นที่ดีของเด็กนั้น เป็นสิ่งสำคัญที่สุด” (สถานีโทรทัศน์เฉลิมพระเกียรติผ่านดาวเทียม)

ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทรงพบเสมอ คือ การขาดแคลนการศึกษาและทั่วถึง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงสนพระทัยด้านการพัฒนาการศึกษาตั้งแต่ระดับพื้นฐาน โปรดที่ใช้โอกาสเมื่อครั้งตามเสด็จสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อเยี่ยมราษฎรในถิ่นห่างไกลและทุรกันดาร ได้นำสื่อการศึกษาเหล่านั้นไปทรงใช้ร่วมกับนักเรียนในถิ่นห่างไกลอันเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ให้แก่เด็กเหล่านั้น จึงได้ประทานพระอนุเคราะห์แก่มูลนิธิสมาคมสตรีอุดมศึกษาแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมถ์ จัดทำโครงการสอนอ่านแก่เด็กเล็กในชั้นเตรียมความพร้อมทั่วประเทศ (จากมติชน สุดสัปดาห์ ฉบับที่ 11-17 มกราคม) ทรงรับเป็นผู้ดำเนินการทดลองสร้างสื่อการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มเสริมทักษะในรูปแบบของเกมต่าง ๆ ขึ้น อาทิ เกมต่อบัตรภาพ-คำ ระดับอนุบาล, เกมต่อบัตรภาพ-คำ ระดับประถมศึกษา ฯลฯ จากนั้นนำไปสู่การวิเคราะห์แก้ไข เหมาะสมกับที่ประเทศไทยเริ่มปรับปรุงระบบการศึกษาใหม่ ณ ขณะนั้น

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงคำนึงถึงประเทศชาติและราษฎรอยู่ตลอดเวลา ที่จะทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจโดยรอบคอบ ด้วยพลังพระวรกายกอปรด้วยพลังพระสติปัญญา ภาพที่คุ้มตาประชาชนชาวไทยมากที่สุด คือ ภาพพระจริยาวัตรอันเรียบง่ายและงดงามที่ตามเสด็จไปในถิ่นทุรกันดารพร้อมหน่วยงานแพทย์ พอ.สว. ซึ่งเป็นหน่วยแพทย์อาสาในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ด้วยทรงเป็นองค์อุปถัมภ์และสร้างความมั่นคงให้แก่องค์กรนับแต่เริ่มก่อตั้ง พ.ศ. 2512 เพื่อให้การบริการด้านการแพทย์แก่ประชาชน ปฏิบัติงานด้วยอาสาสมัครในด้านการแพทย์ พยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และอาสาสมัครทั่วไป โดยร่วมกันทำงานเป็นหมู่คณะแบ่งแยกหน้าที่เพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือเข้าไปให้การช่วยเหลือรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วย โดยไม่ต้องเดินทางเข้ามารักษาตัวถึงในเมือง

การทำงานของมูลนิธิ พอ.สว. นี้ เป็นงานอาสาด้านสาธารณสุขต้องปฏิบัติงานแบบต่อเนื่อง แบ่งปันความรับผิดชอบร่วมกัน เป็นสถาบันอันเป็นแบบอย่างของการทำงานด้านการสาธารณกุศล เป็นแบบหมู่คณะอันนำมาซึ่งประโยชน์ทางสังคม อีกทั้งเป็นความหวังของผู้เจ็บป่วยทุกข์ทรมาน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้พิการ หรือผู้ชรา

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงให้ความสนพระทัยในด้านสุขอนามัยของชาวบ้านที่อยู่ห่างไกล ด้วยทรงเห็นว่าหากชาวบ้านต่างมีสุขาพที่ดี มีความแข็งแรงแล้ว จึงจะสามารถปฏิบัติงานและการมีอาชีพที่ดีได้

        “ขอให้เรามีสุขภาพแข็งแรงดีก่อน และจึงช่วยเหลือผู้อื่นที่ต้องการความช่วยเหลือ” (จาก เก็จแก้วกัลยา, ปรีดี พิศภูมิวิถี หน้า 139)

ตลอดพระชนม์ชีพแห่งสติปัญญา ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้แก่พสกนิกรไทยในท้องถิ่นต่าง ๆ ภาพแห่งสมเด็จสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ท่ามกลางคณะอาสาสมัครประจำแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนคริทราบรมราชชนนี หรือ พอ.สว. ด้วยพระจริยวัตรที่เรียบง่าย ไม่ถือพระองค์ คงยังประทับในจิตใจชาวไทยเสมอมา หน้าที่ของหน่วยแพทย์อาสาที่ปฏิบัติงานอันเป็นสาธารณกุศล นอกจากจะทรงชุบชีวิตให้ผู้เจ็บไข้พ้นจากโรคภัย ด้านทันตอนามัยก็ทรงโปรดฯ ประทานให้แก่ทุกๆ คน ในกรณีที่มีผู้ป่วยร้ายแรง ก็ทรงประทานพระอนุเคราะห์อย่างต่อเนื่องด้วยทรัพย์ส่วนพระองค์ หรือทรงรับไว้ในพระอุปถัมภ์

ทุกครั้งที่เสด็จออกเยี่ยมหน่วยแพทย์ พอ.สว. ในแต่ละภาคจะทรงมีปฏิสันถารกับบรรดาอาสาสมัครทั้งเก่าและใหม่ถึงความเป็นไปของการปฏิบัติงาน ปัจจุบันหน่วยแพทย์ พอ.สว. มีอยู่ 51 เขตจังหวัดจำนวนอาสาสมัครเพิ่มขึ้นทุกปี

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงมีน้ำพระทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาพระกรุณา หลั่งล้นสู่ชาวประชามิขาดสายทุกก้าวพระบาทที่พระองค์เสด็จไป จึงนำมาซึ่งความอบอุ่นใจ ทรงช่วยบรรเทาทุกข์ภัย อีกทั้งทรงโอบเอื้อ เพื่อให้ความผาสุกร่มเย็น จนเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนดังปรากฏอยู่เป็นอเนกปริยาย

แม้ ณ วันนี้ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้วก็ตาม แต่ความโศกเศร้าอาลัยในพระองค์ยังคงปรากฎอยู่มิเสื่อมคลาย ขอเทิดพระเกียรติคุณนี้ไว้ เหนือเกล้าฯ เหล่าพสกนิกรชาวไทย ภายใต้ร่มพระบารมี ด้วยความจงรักภักดีในพระองค์

 

“พระผู้ทรงครองดวงใจ ไทยทุกดวง ตราบนาน เท่านาน”

โดย ภราดา ดร. บัญชา แสงหิรัญ
อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

 

แหล่งที่มา คมชัดลึก ประจำวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551

5. สภาวะโลกร้อน (Global Warming) : บทบาทของสถาบันการศึกษา
สภาวะโลกร้อน (Global Warming) : บทบาทของสถาบันการศึกษา โดย ภราดา ดร. บัญชา แสงหิรัญ 

อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)

 สถาบันการศึกษา มีวิธีสร้างสามัญสํานึกในหน้าที่ ความรับผิดชอบต่อโลกปัจจุบัน 

เกี่ยวกับปัญหาสภาวะโลกร้อนอย่างไร… 

       ปัจจุบันสภาวะโลกร้อนไม่ใช่ประเด็นปัญหาที่ไกลตัว แต่ถือได้ว่าเป็นวาระโลกที่ไทยเราต่างต้องตระหนักถึงปัญหานี้ให้มากยิ่งขึ้น โดยจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาวะดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งหาหนทางหยุดยั้งมหันตภัยทั้งหลายทั้งปวงอันเกิดจากภาวะโลกร้อนนี้ให้ได้

      ดังจะเห็นได้จาก ในวันที่ 29 มีนาคม 2551 เวลา 20.00 น. ตรงตามเวลาท้องถิ่นของแต่ละประเทศได้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ให้เมืองใหญ่ๆทั่วโลกกว่า 20 เมืองช่วยกันปิดไฟตามสถานที่ต่างๆ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อรณรงค์ปลูกจิตสำนึกร่วมกันแก้ไขปัญหาโลกร้อน

   ปรากฏการณ์ของภาวะความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศของโลกปัจจุบัน ก่อให้เกิดเป็นวัฏจักรที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิด สภาวะโลกร้อน (Global Warming) และส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล สัญญาณเตือนภัยเหล่านี้ปรากฏเด่นชัดขึ้น บ่อยครั้งและในเวลาใกล้เคียงกัน ความแปรปรวนของภูมิอากาศ รวมถึงภัยพิบัติต่างๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้น แผ่ขยายไปทั่วภูมิภาคของโลก… ดังเช่น

       การเกิดฤดูกาลที่ผิดปกติในหลายประเทศ 

      การเกิดหิมะตกแบบบางเบาในกรุงแบกแดด ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน การเกิดคลื่นความร้อนในทวีปยุโรป         การเกิดพายุเฮอร์ริเคน แคทรินา ที่ถล่มเมืองนิวออร์ลีนของสหรัฐอเมริกาจนเสียหายอย่างมหาศาล        แม้แต่ประเทศไทยเองก็เกิดผลกระทบจากวิกฤตการณ์ดังกล่าวเช่นกัน คือ ได้เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นเผชิญกับคลื่นยักษ์ สึนามิ ซึ่งเป็นภัยพิบัติที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายๆ ปี…ที่ผ่านมา       บรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงภาวะโลกร้อนว่า ส่วนใหญ่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ทั้งสิ้นและโลกของเรากำลังเดินสู่กับดักของสถานการณ์ที่ล่อแหลมอย่างน่าวิตก เรา คือ ส่วนหนึ่งของมนุษย์โลกที่ต้องพึงตระหนักถึงหน้าที่สำคัญ คือ ต้องศึกษาและเข้าใจปัญหาที่เผชิญอยู่นี้ อันจะนำไปสู่แนวทางยับยั้งและการแก้ไขปัญหาที่จริงจังร่วมกัน

      สภาวะโลกร้อน (Global Warming) คือ สภาวะที่โลกในระดับเหนือพื้นผิวโลกมีอุณหภูมิที่สูง เพิ่มขึ้น โดยนับจากค่าเฉลี่ยจากช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น ประมาณ 0.7 องศาเซลเซียส และมี แนวโน้มว่าอุณหภูมิจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ย่อมมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของสิ่งมีชีวิตบนโลก เนื่องจาก โลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ ห่อหุ้มด้วยชั้นของบรรยากาศที่ประกอบไปด้วยก๊าซต่างๆ มีสัดส่วนตามปริมาตรตามธรรมชาติ แต่มีก๊าซประเภทที่มีปฏิกิริยากับพลังงานแสงอาทิตย์ และความร้อนที่เกิดจากโลกเพียงไม่กี่ประเภท เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ และก๊าซโอโซน ต่างมีคุณสมบัติกักเก็บและส่งผ่านรังสีความร้อนที่เกิดจากพลังงานแสงอาทิตย์สู่ชั้นของบรรยากาศจึงเรียกว่า ก๊าซเรือนกระจก หรือ Greenhouse Gas (GHG) ก๊าซนี้อาจเกิดได้ตามกระบวนการทางธรรมชาติ และจากการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในโลกยุคใหม่ และการบริโภคสิ่งอำนวยความสะดวกของประชากรโลก ที่ทำให้ภาวะเรือนกระจกรุนแรงขึ้นทุกวัน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้ของถ่านหินและเชื้อเพลิงต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าปรากฏการณ์ภาวะเรือนกระจก (Greenhouse Effect) ซึ่งทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกสูงขึ้นอย่างน่าวิตก ปัญหาภาวะเรือนกระจกรุนแรงขึ้นทุกวันนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศในลำดับต้นๆ ล้วนแต่เป็นประเทศที่มีระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปรวมกัน     
 
     กระแสการตื่นกลัวในครั้งนี้ นำไปสู่การกำหนดข้อผูกพันทางกฎหมาย ที่ให้ดำเนินการตามพันธกรณีในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการร่วมมือกันรับมือกับ สภาวะโลกร้อน อันเป็นที่มาของพิธีสารเกียวโต (Kyoto- Protocol) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ ลงนามกันในปี พ.ศ. 2540 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 โดยให้นับหลังการให้สัตยาบันของรัสเซีย ซึ่งปล่อยก๊าซถึง 17% ของโลก
 
        ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโตแล้ว เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2545 ซึ่งดำรงสถานะเป็นประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 ที่อยู่ในกลุ่มกลไกการพัฒนาที่สะอาด สามารถเลือกเข้าร่วมโครงการได้ตามความสมัครใจ โดยไม่มีข้อบังคับใดๆ เป้าหมายของพิธีสารเกียวโต คือ ต้องการให้ประเทศเหล่านี้ร่วมลงนามยินยอมลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศลง ก่อนพิธีสารเกียวโตจะหมดอายุในปี 2555 แต่เป็นที่น่าเสียดายที่สหรัฐฯ และ จีน ยังไม่ตระหนักถึงภาวะวิกฤติของโลกร้อนอย่างจริงจัง

       จากการคาดการณ์ของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (2537) พบว่าในทุกๆ ปีระหว่างเดือนพฤศจิกายน– มกราคม ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเฉลี่ย 2.5 – 6 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอีสานจะแล้งหนัก ปัจจุบันประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศเพียงแค่ 2.6 ตัน / คน / ปี ถึงแม้จะยังไม่เกินค่ามาตรฐานที่ได้กำหนดไว้ แต่เราก็ไม่ควรเพิกเฉยต่อการปลุกจิตสำนึกให้คนไทยหันมาห่วงใย ตระหนักถึงธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้น แม้จะเป็นเพียงการคาดการณ์ของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยก็ตาม ผลของความเสียหายจะขยายไปบริเวณกว้างเพียงใด ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนตลอดจนภาคธุรกิจ ต่างต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันหาแนวทาง เพื่อวางมาตรการให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

        ไม่ว่าเราจะอยู่ในภูมิภาคใดของประเทศ ทุกคนต่างก็มิอาจจะหลีกหนีปัญหาจากสภาวะโลกร้อน ไปได้… 

       สภาวะที่โลกร้อนขึ้นในช่วง 50 กว่าปีมานี้ ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน แผ่ขยายสู่ทุกภาคพื้นโลกประมาณ 1.4 – 5.8 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวเกิดจากน้ำมือของมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้การผลิตเพื่อการบริโภคในด้านต่างๆ ลดลง เกิดการกระทบกันเป็นลูกโซ่ อันเป็นเหตุให้ประชากรโลกอาจจะต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนเป็นจำนวนมหาศาล

        สังคมไทยมีลักษณะเป็น สังคมการบริโภคเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำแหล่งป่าไม้แหล่งอาหาร แหล่งพลังงาน หรือแม้แต่สารประกอบต่างๆ ในดิน

      ปัญหาเหล่านี้… แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงห่วงใย โดยทรงโปรดฯพระราชทานแนวพระราชดำริทุกขั้นตอน เพื่อจะให้สิ่งแวดล้อมกลับคืนมา… อันถือได้ว่า เป็นสิ่งที่สร้างสมดุล และเกื้อประโยชน์ ต่อการดำรงชีวิตของประชาชน หากเราต่างพร้อมใจกัน ดำเนินรอยตามแนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน นอกจากจะเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการป้องกันปัญหาโลกร้อนที่ใกล้ตัวเรามาทุกขณะ ได้อีก

      ผลจากภาวะโลกร้อน ยังทำลายระบบนิเวศน์บริเวณชายฝั่งทะเลของเราอีกด้วย เนื่องจากไทยเรามีพื้นที่ชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 2,490 กิโลเมตร ซึ่งเป็นทั้งแหล่งทรัพยากรธรรมชาติกับแหล่งเศรษฐกิจสำคัญๆ ของ ไทยมากมาย ถ้าหากอุณหภูมิในทศวรรษหน้ายังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะมีผลกระทบกันเป็นวงจร ทั้งทางด้านธุรกิจ ด้านสังคมสิ่งแวดล้อม ด้านสุขภาพอนามัย ฯลฯ แม้แต่กรุงเทพมหานคร ก็ต้องเผชิญกับปัญหาอันสืบเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น อย่างยากจะหลีกเลี่ยง

        อนาคตของโลกนี้จะเดินไปสู่จุดไหน มนุษย์ชาติจะมีวิถีชีวิตกันอย่างไร ถ้าสภาวการณ์ของสภาพดินฟ้าอากาศเลวร้ายลงไปอีก…

      คงไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจน หากเพียงแต่ทุกคนต้องพยายามศึกษาและเข้าใจในประเด็นปัญหาข้อเท็จจริง อันจะนำไปสู่แนวทางแก้ไขและสร้างโอกาสให้มากที่สุด สำหรับสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติที่เหลืออยู่ให้เกิด การปกป้อง คุ้มกัน มีความปรองดองกันระหว่างเชื้อชาติ ทั้งนี้เพื่อร่วมมือกันในทุกๆ ด้าน

     โลกยุคปัจจุบัน ความรอบรู้ของมนุษย์ก่อให้เกิดวิทยาการใหม่ๆ เพื่อพัฒนาด้านความเป็นอยู่ และสนองความต้องการด้านบริโภค เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ตนเอง นับตั้งแต่ตื่นนอนในตอนเช้าจวบจนเสร็จสิ้นภารกิจในแต่ละวัน ดังเช่น เช้าอาบน้ำอุ่นด้วยเครื่องทำน้ำร้อน ทำอาหารจากเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนถนอมอาหาร ในตู้เย็น ใช้ยวดยานพาหนะส่วนตัวไปประกอบอาชีพ กลับบ้านพบสิ่งบันเทิงต่างๆ ทีวี เครื่องเสียง คอมพิวเตอร์ และท่ามกลางบรรยากาศที่เย็นด้วยเครื่องปรับอากาศ ฯลฯ

       อนึ่ง ที่กล่าวมานี้ล้วนมาจากพลังงานทั้งสิ้น ในกระบวนการผลิตที่มาจากทรัพยากรทางธรรมชาติ มนุษย์โลกไม่ได้ตระหนักถึงผลร้ายในอนาคตที่ยาวไกลว่า วิทยาการใหม่ๆ ภายใต้กรอบแห่งความคิดนั้นทำให้มนุษย์บริโภคจนเกินความจำเป็น พลังงานหากมีการใช้ย่อมสูญสลายกลายเป็นขยะและมลภาวะตามมาไม่มีวันจบสิ้น เมื่อต้นทุนทางธรรมชาติที่สะสมมาช้านานค่อยๆ หมดไป โลกจึงจำเป็นต้องส่งสัญญาณเตือนภัยมาสู่โลกเช่นกัน

       แม้ว่า สภาวะโลกร้อน (Global Warming) จะไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทยเท่านั้น หากแต่เป็นความหวาดวิตกของมนุษยชาติที่ถูกจับตามอง คำถามก็คือ มนุษย์ในฐานะเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งบนโลกใบนี้เป็นหน่วยหนึ่งของสังคมจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไรบ้าง…

    คงได้รับคำตอบในทิศทางเดียวกัน คือ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อน อาจต้องพึ่งพาพลังงานมนุษย์ และใช้สติสัมปชัญญะด้วยการสร้างกฎระเบียบในการดำเนินชีวิตประจำวันของแต่ละคน ภายใต้ข้อปฏิบัติ เช่น : –

 

  • ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกครั้ง เมื่อเสร็จสิ้นการใช้งาน เช่น คอมพิวเตอร์ วิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ 

  • ปรับและติดตั้งตัววัดอุณหภูมิในเครื่องปรับอากาศ ให้เหมาะสม กับอุณหภูมิขณะนั้น 

  • เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟแบบประหยัดแทนหลอดไฟอื่นๆ เพื่อช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ 

  • ปลุกจิตสำนึกของสมาชิกในองค์กร ขยายสู่ชุมชน สังคม เมือง และประเทศ 

  • ปลูกต้นไม้ เพื่อช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี 

  • ร่วมรณรงค์ ให้พยายามใช้พลังงานมนุษย์แทนพลังงานอื่นๆ บ้างตามความจำเป็น 

        แม้ในวันนี้ จะมีผู้แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันมากมาย ถึงมูลเหตุที่มาของปัญหาสภาวะโลกร้อน แต่หากทุกคนตระหนักถึงภาระและความรับผิดชอบร่วมกันปกป้อง คุ้มกัน เพื่อให้โลกนี้ได้พลิกฟื้นคืนสู่ความสมดุลตามธรรมชาติกลับมาได้อีกครั้ง โลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ย่อมมีความหวัง 

        สำหรับสถาบันการศึกษา ซึ่งถือเป็นองค์กรสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ ให้แก่สังคม ประเทศชาติควรแสดงเจตนารมณ์ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมแก้ไขปัญหา สภาวะโลกร้อน โดยแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการทำภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วง จึงควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในอันดับต้นๆ โดยอาศัยบทบาทและวิสัยทัศน์ของการเป็นผู้นำ ที่ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อ สภาวะโลกร้อน ที่จะเกิดผลร้ายแรงในอนาคต เพื่อให้ประชาคมร่วมรับรู้ เช่น

  1. จัดให้มีการสัมมนาในกลุ่มผู้บริหารสถาบันการศึกษาทุกระดับ ให้ร่วมกันจัดทำโครงการรณรงค์คืนสภาพแวดล้อมที่ดี เพื่อจะทำให้โลกพลิกฟื้นสู่สมดุลทางธรรมชาติ

  2. ส่งเสริมการบูรณาการศาสตร์ในสาขาวิชาต่างๆ สู่การแก้ปัญหาแบบยั่งยืน นำความรู้จากการค้นคว้าวิจัยทุกสาขา มาร่วมกันหาทางออกที่เป็นรูปธรรม นำขยายสู่สังคมโดยรวม

  3. จุดประกายให้แก่ประชาคมในสถาบันร่วมรณรงค์ สร้างสรรค์กิจกรรมและให้มีการสานต่ออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นความสำคัญของธรรมชาติที่มีต่อสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เรียนรู้ความเป็นไปของโลก และร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิต

  4. ให้มีการบรรจุหลักสูตรที่เกี่ยวกับนิเวศวิทยาทางธรรมชาติ โดยส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น เกิดการเรียนรู้และสร้างวิสัยทัศน์มองการณ์ไกลไปสู่อนาคต ให้เป็นผู้พิทักษ์มิใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อสิ่งที่มีชีวิตทุกๆ ชีวิตบนโลกใบนี้

  5. หัวใจสำคัญก็คือการสร้างสามัญสำนึก เพื่อเหตุเดียวกัน (Common Sense for Common Cause) ในที่นี้ คือ ความเชื่อมั่นในแนวทางที่จะร่วมมือกันรับผิดชอบรักษาดูแลโลก เพราะเรา คือ ผู้ที่พึ่งพา 

อาศัยโลก เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมชนิดอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวข้องพึ่งพาซึ่งกันและกันสถาบันการศึกษา คือ สถาบันที่ให้บริการสังคม ในด้านการศึกษา ย่อมมีเป้าหมายที่จะเพิ่มพูนความรู้ให้แก่บรรดานักศึกษา นักวิจัย คณาจารย์ของทุกภาควิชาตลอดจนคณะผู้บริหาร ฯลฯ ต่างมีสิทธิเท่าเทียมกันที่จะรับรู้ เพื่อมีส่วนร่วมค้นหาหนทางสู่การแก้ปัญหา สภาวะโลกร้อนแสดงวิสัยทัศน์ผู้นำเป็นแบบอย่างของการวางรากฐานสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีได้ในอนาคตในสภาวการณ์เช่นนี้ ถ้าทุกๆ คน พร้อมที่จะผลักดันให้เกิดการปฏิบัติการในด้านต่างๆ จนเกิดเป็นรูปธรรมย่อมสามารถลดกระแสแห่งความวิตกกังวลและภาวะวิกฤตไม่ให้รุนแรงไปมากกว่านี้

       

แหล่งที่มา

Dicaprio, L., Petersen, L. C., Castleberg, C. & Gerber, B. (Producer). (2008). The 11th hour: Turn mankind’s darkest hour into its finest

[Motion Picture]. Burbank, CA: Warner Independent Pictures. 

ขวัญชัย กุลสันติธำรงค์. (2549, พฤศจิกายน). สภาวะโลกร้อน : สัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติก่อนที่โลกจะถึงกาลอวสาน. Update, (230), 37-43. 

ดาณุภา ไชยพรธรรม. (2550). โลกร้อน สัญญาณแห่งหายนะ. กรุงเทพฯ : เคล็ดไทย. 

ไทยระอุ “โลกร้อน” วิกฤตแล้งถล่มอีสาน 22 ล.ไร่. (2550, เมษายน 16-18). ประชาชาติธุรกิจ, หน้า 1, 17. 

ประชุมภาวะโลกร้อนที่บาหลี “ไปไม่ถึงดวงดาว” อีกตามเคย. (2550, ธันวาคม 14-20). สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์, 55(12), 27. 

สุวัฒน์ เทพอารักษ์. (2550, พฤศจิกายน 30-ธันวาคม 6). การแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามแนวพระราชดำริ. สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์, 55(10), 12-13. 

อภิชา สืบสามัคคี. (2551). โลกร้อน : ปรากฏการณ์ธรรมชาติเข้าขั้นวิกฤติ? กรุงเทพฯ : มายิก. 

6. สถาบันการศึกษาต้องสร้างสามัญสำนึก : หน้าที่ & ความรับผิดชอบต่อสภาวะโลกร้อน (Global Warming)

สถาบันการศึกษาต้องสร้างสามัญสำนึก : หน้าที่ & ความรับผิดชอบต่อสภาวะโลกร้อน (Global Warming) 

     สภาวะโลกร้อน ไม่ใช่ประเด็นปัญหาที่ไกลตัว แต่เป็นวาระโลกที่ไทยต้องตระหนักถึงปัญหานี้ให้มากยิ่งขึ้น และต้องปรับตัวเร่งหาหนทางหยุดยั้งหันตภัยทั้งหลายทั้งปวงอันเกิดจากภาวะโลกร้อนนี้ให้ได้ ไม่ว่าเราจะอยู่ในภูมิภาคใดของประเทศ ทุกคนต่างก็มิอาจจะหลีกหนีปัญหาจากสภาวะโลกร้อนไปได้…..

     สภาวะที่โลกร้อนขึ้นในช่วง 50 กว่าปีมานี้ ทำให้อุณภูมิของโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน แผ่ขยายสู่ทุกภาคพื้นโลกประมาณ 1.4-5.8 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวเกิดจากน้ำมือของมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิกาศส่งผลให้การผลิตเพื่อการบริโภคในด้านต่างๆ ลดลง เกิดการกระทบกันเป็นลูกโซ่ อันเป็นเหตุให้ประชากรโลกอาจจะต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนเป็นจำนวนมหาศาล

        อนาคตของโลกนี้จะเดินไปสู่จุดไหน มนุษย์ชาติจะมีวิถีชีวิตกันอย่างไร ถ้าสภาวการณ์ของสภาพดินฟ้าอากาศเลวร้ายลงไปอีก…?

     สำหรับสถาบันการศึกษาควรแสดงเจตนารมณ์ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมแก้ไขปํญหาสภาวะโลกร้อน โดยอาศัยบทบาทและวิสัยทัศน์ของการเป็นผู้นำที่ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสภาวะโลกร้อนที่จะเกิดผลร้ายแรงในอนาคตเพื่อให้ประชาคมร่วมรับรู้ เช่น

  1. จัดให้มีการสัมมนาในกลุ่มผู้บริหารสถาบันการศึกษาทุกระดับ ให้ร่วมกันจัดทำโครงการรณรงค์คืนสภาพแวดล้อมที่ดี เพื่อจะทำให้โลกพลิกฟื้นสู่สมดุลทางธรรมชาติ

  2. ส่งเสริมการบูรณาการศาสตร์ในสาขาวิชาต่างๆ สู่การแก้ปัญหาแบบยั่งยืน นำความรู้จากการค้นาคว้าวิจัยทุกสาขา มาร่วมกันหาทางออกที่เป็นรูปธรรม นำขยายสู่สังคมโดยรวม

  3. จุดประกายให้แก่ประชาคมในสถาบันร่วมรณรงค์สร้างสรรค์กิจกรรมและให้มีการสานต่ออย่างต่อเนื่องเพื่อให้เห็นความสำคัญของธรรมชาติที่มีต่อสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เรียนรู้ความเป็นไปของโลก และร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิต

  4. ให้มีการบรรจุหลักสูตรทีเกี่ยวกับนิเวศวิทยาทางธรรมชาติ โดยส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น เกิดการเรียนรู้และสร้างวิสัยทัศน์มองการณ์ไกลไปสู่อนาคต ให้เป็นผู้พิทักษ์มิใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อสิ่งที่มีชีวิตทุกๆ ชีวิตบนโลกใบนี้

  5. หัวใจสำคัญก็คือการสร้างสามัญสำนึก เพื่อเหตุเดียวกัน (Common Sense for Common Cause) ในที่นี้คือ ความเชื่อมั่นในแนวทางที่จะร่วมมือกันรับผิดชอบรักษาดูแลโลก เพราะเราคือผู้ที่พึ่งพาเริ่มที่ตนเองก่อน

     มนุษย์ในฐานะเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งบนโลกใบนี้ควารใช้สติสัมปชัญญะด้วยการสร้างกฎระเบียบในการดำเนินชีวิตประจำวันของแต่ละคนภายใต้ข้อปฏิบัติ เช่น ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกครั้งเมื่อเสร็จสิ้นการใช้งาน เช่น คอมพิวเตอร์ วิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ ปรับและติดตั้งตัววัดอุณหภูมิในเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมกับอุณหภูมิขณะนั้น เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟแบบประหยัดแทนหลอดไฟอื่นๆ เพื่อช่วยลดคาร์บอนไดออกไซค์ปลุกจิตสำนึกสมาชิกในองค์กร ขยายสู่ชุมชน สังคม เมือง และประเทศ ปลูกต้นไม้เพื่อช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซค์ได้ดี ร่วมรณรงค์ให้พยายามใช้พลังงานมนุษย์แทนพลังงานอื่นๆ บ้างตามความจำเป็น 

                                                      ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี
                                                       มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)

      แหล่งที่มา หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันพุธที่ 24 กันยายน 2551

 

7. วิกฤตการณ์อาหารโลก

วิกฤตการณ์อาหารโลก 

มนุษยชาติมีแหล่งอาหารมากมายมหาศาลบนโลกใบนี้ ทำไมประชากรกว่า 850 ล้านคนถึงยังหิวโหย
และประสบภาวะทุพโภชนาการ ทำให้เด็กกว่า 18,000 คน ต้องอดตายในทุกๆ วัน ? 

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังประสบปัญหาราคาน้ำมันที่แพงขึ้นและทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอาหารสำหรับคนและสัตว์มีราคาพุ่งสูงขึ้นโดยมิได้คาดการณ์มาก่อนและนำไปสู่การเกิด “วิกฤตการณ์อาหารโลก” ( World Food Crisis ) ขึ้น ก่อให้เกิดกระแสความตึงเครียดไปทั่วโลก เนื่องจากประชาคมโลกล้มตายด้วยความอดอยากและหิวโหย จะเห็นว่า ไม่มีสงครามใดในโลกนี้จะทำให้ประชาชนต้องเสียชีวิตทุกๆ นาที และทุกๆ วันได้มากเท่า

จากราคาอาหารที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ทำให้บางประเทศเริ่มขาดแคลนอาหารหลัก (Food-deficit) ต้องนำเข้าอาหารและโภคภัณฑ์เป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันหลายๆ ประเทศถึงกับต้องวางมาตรการห้ามส่งออก และมีการเรียกเก็บภาษีส่งออกทั้งข้าวและอาหาร เช่น ประเทศ อินเดีย ยูเครน รัสเซีย คาซัคสถาน รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านของเรา ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย และ เขมร เป็นต้น แม้แต่ประเทศฟิลิปปินส์เอง ยังประสบปัญหาภาวะขาดแคลนข้าวอย่างหนัก ดังนั้น จึงเป็นเหตุให้องค์กรระหว่างประเทศ ต่างหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว โดยต่างเห็นพ้องต้องกันว่าประเทศต่างๆ ทั่วโลกต้องเร่งหามาตรการที่เหมาะสม มาแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ปัญหาวิกฤตการณ์อาหารโลกครั้งนี้ นับเป็นปัญหาระดับโลกที่คุกคามทั้ง ทางสังคม และ การเมืองไปทั่ว จนเป็นเหตุให้ผู้นำของโลกถกเถียงกันในเวทีการประชุมสุดยอด “เรื่องความปลอดภัยด้านอาหารของโลก” ที่สำนักงานใหญ่ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ถึงวิธีจัดการกับเรื่องที่ราคาอาหารแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อหาวิธีปรับปรุงด้านการจัดหาอาหารให้ประชากรโลกผู้อดอยากและหิวโหยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ขณะนี้มีถึง 37 ประเทศ ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์อาหารโลกอย่างแท้จริง ซึ่ง ปัญหาราคาอาหารแพงขึ้นทั่วโลกนี้ ทางสหประชาชาติเรียกว่าเป็น “Perfect storm of conditions”

ตามรายงานขององค์การอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สรุปภาพรวมของวิกฤตการณ์อาหารโลกว่า ราคาอาหารได้เพิ่มขึ้นจากปี 2006 ถึงสิ้นปี 2007 แล้ว 23% เมล็ดพันธุ์ต่างๆ ราคาเพิ่มขึ้น 42% น้ำมันประกอบอาหาร ราคาเพิ่มขึ้น 50% และผลิตภัณฑ์จากนม 80% จากการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารดังกล่าว คงต้องใช้ระยะเวลาอีกยาวนานกว่าจะปรับสู่สภาพที่สมดุลได้ ปัจจัยเหล่านี้กระตุ้นให้องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประกาศจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านวิกฤติอาหารโลก เพื่อแก้ไขวิกฤติการณ์โดยเร่งด่วน

ราคาอาหารที่แพงสูงขึ้นและคาดว่าจะยังคงอยู่ในเกณฑ์สูงอย่างต่อเนื่อง เกิดจากปัจจัยสำคัญที่ผลผลิตมีแนวโน้มลดลง สวนทางกับความต้องการบริโภคที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และเกิดจากปัจจัยแทรกซ้อนหลายๆ ปัจจัยภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ คือ

  1. การเก็งกำไรและสภาวะเงินดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกาที่ตกต่ำ 

  2. นโยบายเรื่องการส่งเสริมพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก

  3. สภาวะโลกร้อนที่ส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวน

  4. ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นและดูจะต่อเนื่องยาวนาน จนต้องหันไปใช้ไบโอดีเซลทดแทน

  5. การบริโภคสินค้าที่เพิ่มขึ้นมากของบรรดากลุ่มประเทศตลาดใหม่ 

วิกฤตการณ์อาหารในวันนี้ มาจากปัญหาภาคการเกษตรที่ถูกปรับเปลี่ยนจากการเพาะปลูกเพื่อการส่งออก มาแทนการเพาะปลูกเพื่อการบริโภคภายในประเทศ การเปลี่ยนมาเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ต้องสิ้นเปลืองปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และแหล่งน้ำ เบียดเบียนวิถีเกษตรเพื่อชุมชน สู่ภาค “ธุรกิจการเกษตร” อย่างไร้เหตุผล นอกจากจะไม่บรรเทาความอดอยากแล้ว ยังทำให้ประชาชนหลายล้านคนในประเทศที่ส่งออกอาหาร เช่น ประเทศอินเดีย ประชากร 1 ใน 5 ต้องอดมื้อกินมื้อ แม้แต่เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี อีก 48% ยังต้องประสบภาวะทุพโภชนาการ และในประเทศโคลัมเบีย ประชากรถึง 13% ก็ประสบภาวะนี้ เช่นกัน

แนวทางแก้ไขปัญหาเร่งด่วนอีกทางหนึ่งก็คือ การประชุมสุดยอดของสหประชาชาติว่าด้วย “วิกฤตอาหาร” ที่จัดขึ้น ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้นำของโลกได้ให้คำมั่นว่า จะลดอุปสรรคทางการค้าและจะส่งเสริมการผลิตภาคการเกษตรให้มากขึ้น เพื่อสู้กับวิกฤตการณ์อาหารที่ทำให้เกิดภาวะอดอยากและนำไปสู่การก่อความไม่สงบรุนแรงในหลายประเทศทั่วโลก ที่ประชุมได้ผ่านความเห็นชอบในปฏิญญาร่วมกันที่จะแก้ปัญหาวิกฤตอาหารแพงและส่งเสริมการลงทุนในภาคการเกษตรให้มากยิ่งขึ้น ตลอดจนสร้างความสมดุลในประเด็นปัญหาที่มีการถกเถียงกันในเรื่องของเชื้อเพลิงชีวภาพ และการเรียกร้องให้ช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยในประเทศยากจนที่มีความต้องการเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และอาหารสัตว์ในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยบรรเทาวิกฤตอาหารที่โลกกำลังเผชิญอยู่ได้ อย่างไรก็ตาม องค์การสหประชาชาติเคยจัดการประชุมสุดยอดอาหารโลกมาแล้วเมื่อปี ค.ศ. 1996 เพื่อสร้างอธิปไตยทางอาหาร โดยมีวัตถุประสงค์ให้เน้นการบริโภคภายในประเทศ การคุ้มครองปกป้องสิทธิมนุษยชน และสร้างหลักประกันให้ประชาคมโลกเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยมีคุณค่าและเหมาะสมทางวัฒนธรรม

วิกฤตการณ์อาหารโลกไม่ใช่ ปัญหาระยะสั้นๆ เพราะประชาคมโลกต่างให้ความสนใจและตระหนักถึงประเด็นปัญหาเหล่านี้ด้วยความวิตกกังวล บ้างก็วิเคราะห์ว่าเกิดจากการนำเอาพลังงานทดแทน (Biofuel) มาใช้ ทำให้ธัญพืช (Grains) ลดปริมาณลงและเกิดการขาดแคลนอยู่ตลอดเวลา เช่น บรรดาประเทศในแถบทะเลทรายซาฮารา เป็นต้น

ปัญหานี้ คือ ปัญหาฉุกเฉินที่ต้องการการแก้ไข แต่อุปสรรคสำคัญอยู่ที่ เงินทุนช่วยเหลือด้านการวิจัย ที่มีงบประมาณน้อยมาก การพัฒนาด้านการเกษตรดูเหมือนจะถูกละเลย การบริหารจัดการก็เป็นไปภายใต้กรอบของกระบวนการ โลกาภิวัตน์ เนื่องจากนานาประเทศหันมาพึ่งการค้า มากกว่าการพึ่งพาตนเอง ผลกระทบจากการใช้พลังงานทดแทนที่เห็นได้ชัดก็คือ กรณีของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ใช้พื้นที่เพื่อพลังงานทดแทนมากขึ้น ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวโพดเพื่อเป็นอาหารคน และ สัตว์กว่า 30% ถูกแปรเปลี่ยนไป จากกรณีดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบกับแหล่งผลิตอาหารแน่นอน เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของโลก      

แม้แต่ในยุโรปเองก็ยังสนับสนุนนโยบายด้านการผลิต เอทานอล โดยกำหนดให้มีส่วนผสมของเอทานอล อย่างน้อย 10% ดังนั้นพื้นที่เพาะปลูกอาหารเพื่อบริโภค จึงกลายมาเป็นการปลูกปาล์มน้ำมัน อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง เพื่อเป็นพลังงานทดแทน เช่นกัน

องค์การอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ (WFP) ได้ตั้งชื่อวิกฤตการณ์นี้ว่า เป็น “Silent Tsunami” หรือ “สึนามิเงียบ” ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้เตรียมการรับมือไว้ก่อน นับว่าท้าทายความสามารถของผู้ที่เกี่ยวข้องในการวางนโยบายเพื่อความอยู่รอดของประชาคมโลกเป็นอย่างยิ่ง

จากนี้ไป ประชาคมโลกคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า องค์กรต่างๆ ระดับโลก จะใช้มาตรการและยุทธศาสตร์ใดเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์นี้

สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นที่รับรู้ของประชาคมโลกว่า อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร เพราะเราเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าภาคเกษตรรายใหญ่ของโลก ย่อมหนีไม่พ้นกับผลกระทบด้านราคาอาหารแพง ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคงไม่พ้นประชาชนผู้ยากจน รวมไปถึงชนชั้นกลาง ซึ่งถือว่าเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลต้องกำหนดมาตรการเพื่อวางนโยบายและดำเนินการอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความเดือดร้อนจากราคาอาหารที่แพงสูงขึ้น แต่ไม่สอดรับกับรายได้ของประชาชน โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า ขณะนี้ คงต้องเน้นที่ความสำคัญของการบริหารจัดการ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ของประเทศ เพื่อส่งเสริมผู้ที่เป็นเกษตรกรและผู้ผลิต ให้คงได้รับผลประโยชน์จากภาคการตลาด ส่วนประชาชน ผู้บริโภคทั้งหลาย ก็ต้องเข้าถึงอาหารทั้งโอกาสและการกระจายรายได้ที่เพิ่มขึ้น เช่นกัน

แต่ถึงอย่างไรก็ตามน่าจะเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทยมากกว่า ที่ได้เกิด “วิกฤตการณ์อาหารโลก” ขึ้น เนื่องจากเราเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารส่งออกที่สำคัญของโลก มีปริมาณอาหารเพียงพอทั้งการบริโภคภายในประเทศ และส่งออกได้พร้อมๆ กัน อีกทั้งเรายังมีพื้นที่นิเวศน์อันอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์เลี้ยงที่เป็นอาหารมากมายนานาชนิด “ข้าว” ซึ่งนับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้และแปรวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ ภายใต้แผนพัฒนาด้านศักยภาพของความเป็นแหล่งอาหารโลกเพื่อรองรับแนวโน้มทางการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เพราะอาหารก็คือทรัพยากรที่มีความสำคัญมากขึ้นทุกๆวัน

รัฐบาล ควรกำหนดนโยบายพัฒนาประเทศที่เป็นระบบ ทำให้เรากลายเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีเอกภาพ เน้นการเพิ่มผลผลิตด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ขยายพื้นที่ภาคการเกษตรควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำ และร่วมกันส่งเสริมทุกภาคส่วน โดยเน้นการจัดแบ่งพื้นที่เพาะปลูก พืช ธัญญาหารให้มากกว่าพื้นที่ปลูกพืชพลังงานทดแทน แม้ไทยเราจะเป็นผู้นำเข้าด้านพลังงานสุทธิ แต่ก็ควรให้ความสำคัญกับการปลูกพืชพลังงานทดแทนเสมอกัน ทั้งนี้เนื่องมาจากสาเหตุปัจจัยจากความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันทั่วโลกที่ยังไม่หยุดนิ่ง

       การปลูกพืชพลังงานทดแทน เช่น อ้อยและมันสำปะหลังสามารถนำมาผลิตเป็นเอทานอล ได้อย่างพอเพียง เนื่องจากพื้นที่สำหรับการเกษตรของเรามีเป็นจำนวนมาก

เมื่อวิกฤตการณ์พลังงานแผ่ขยายไปทั่วโลก นโยบายด้านการผลิตเอทานอลจึงเป็นนโยบายในระยะยาวที่ต้องจัดให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเตรียมการแก้ไขและป้องกันไปพร้อมๆ กับการแก้ไขวิกฤตการณ์พลังงานและวิกฤตการณ์อาหาร ประเทศไทยมีพื้นที่ภาคการเกษตรถึง 7 ล้านไร่เศษ ดังนั้น นับเป็นความจำเป็นที่ต้องจัดสรรงบประมาณ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ภาครัฐควรส่งเสริมและมีมาตรการให้กู้ยืม ในอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ เพิ่มศักยภาพด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ วางแผนจัดการทรัพยากรน้ำ จำกัดและควบคุมราคาปุ๋ย ตลอดจนช่วยลดรายจ่ายให้พี่น้องเกษตรกรในทุกๆ ด้าน อันจะเป็นการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้ ภายใต้นโยบายที่เข้มแข็ง อาทิ

อ้อยที่เรานำมาผลิตเป็นน้ำตาล ใช้บริโภคภายในประเทศ นอกจากนั้นยังสามารถส่งออกได้เป็นส่วนใหญ่ เพราะเรามีพื้นที่ปลูกอ้อยที่ไม่กระทบต่อพื้นที่นา ในภาคอีสานเราก็ปลูกพืชพลังงานได้มากกว่าภาคอื่นๆ อาศัยบรรดาผู้ประกอบการเป็นผู้ส่งเสริม โดยแบ่งแยกสัดส่วนให้ชัดเจน ผู้ผลิตน้ำตาลจะไม่เกี่ยวข้องกับโรงงานผลิตเอทานอล การอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนนั้น ต้องจัดสัมมนาขึ้น เพื่อระดมสมองและสรรพกำลังต่างๆ ทำการวิเคราะห์ค้นคว้า วิจัย อันจะนำไปสู่ผลทางการแก้ไขที่มีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล

จะเห็นได้ว่า เราต้องใช้ทุนจากกระทรวงการคลังจำนวนถึง 25,000 ล้าน เพื่อลดต้นทุนด้านผลผลิตอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ทางภาคเกษตร สร้างความมั่นใจให้แก่ประเทศที่เป็นพันธมิตรทางการค้า โดยยึดหลักความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งผู้ที่รับผลประโยชน์และผู้ที่เสียผลประโยชน์

แม้ในหลายประเทศทั่วโลกจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก โดยไม่สามารถจะคาดเดาได้ว่าอนาคตข้างหน้านั้นจะเป็นอย่างไร แต่สำหรับประเทศไทย คงต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เช่น ไม่ควรจำกัดการส่งออก ไม่บิดเบือนราคาตลาด แสวงหาพันธมิตรที่เป็นประเทศผู้ผลิตภาคการเกษตรเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และการตลาดซึ่งกันและกัน แม้ว่าวิกฤตการณ์อาหารทำให้เกษตรกรไทยได้รับผลประโยชน์มากขึ้นก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันผลกระทบยังคงตกอยู่กับคนจนในเมือง เพราะยังคงต้องจ่ายค่าอาหารในราคาที่สูงขึ้นถึง 43% และในที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ที่กรุงอักกรา สาธารณรัฐกานา ยังแสดงความเห็นเช่นเดียวกันว่า ในระยะยาวนั้น การเจรจาเปิดตลาดการค้านับเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ส่งผลให้บรรดาเกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะราคาพืชผลทางการเกษตรจะได้ราคาดีตามผลผลิตที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น อันนับว่าเป็นผลประโยชน์ที่ดี แก่ประเทศไทยทั้งสิ้น

นับว่าเป็นความโชคดีของเราที่เป็นประเทศส่งออกอาหารสุทธิที่สำคัญของโลก จึงได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์อาหารน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ อีกหลายๆ ประเทศ การบริโภคภายในประเทศจึงไม่ต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลน และยังได้รับอานิสงส์จากราคาสินค้าภาคเกษตรที่สูงขึ้นด้วย

เพราะอาหารไม่ใช่เพียงโภคภัณฑ์ แต่อาหารเป็นหัวใจของการอยู่รอดของประชากรโลก ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้น ณ ที่หนึ่งที่ใด หากแต่กลายเป็นปัญหาใหญ่ทางสังคม และ การเมือง ที่แผ่ขยายไปทั่วโลก

8. การประกันคุณภาพจากประสบการณ์

การประกันคุณภาพจากประสบการณ์ 
บัญชา แสงหิรัญ 

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 47 กำหนดให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ และมาตรา 49 กำหนดให้มีสำนักงานรับรองมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ทำหน้าที่พัฒนาเกณฑ์วิธีการประเมินคุณภาพภายนอก และทำการประเมินผลการจัดการศึกษา เพื่อให้มีการตรวจสอบคุณภาพของสถาบันศึกษานั้น

ในปี พ.ศ. 2543 ได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเกณฑ์ และวิธีการประเมินคุณภาพภายนอกและทำการประเมินผลการจัดการศึกษา เพื่อให้มีการตรวจสอบคุณภาพของสถานศึกษา

จากการที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาระบบการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา (กพอ.) และได้มีส่วนร่วมในกระบวนการจัดสร้างเครื่องมือการประเมิน การจัดหาผู้ประเมิน และการเข้าร่วมสังเกตการณ์การประเมิน ทำให้มองเห็นภาพของการประเมินชัดเจนขึ้น ขณะนี้เครื่องมือสำหรับใช้ในการประเมินได้ทำเสร็จและนำไปใช้ประเมินสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ แล้ว ถึงแม้จะไม่ใช้เครื่องมือที่ดีที่สุดแต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการประเมินคุณภาพการศึกษาตามหลักการแห่งพระราชบัญญติการศึกษาแห่งชาติ ขณะที่ดำเนินการประเมินสถาบันต่างๆ คณะกรรมการฯ พยายามที่จะรับฟังข้อมูลย้อนกลับจากผู้ประเมินและผู้ประถูกประเมิน เพื่อจะนำไปพัฒนาเครื่องมือการประเมินให้มีความเหมาะสมกับสังคมไทยและได้มาตรฐานสากลในท้ายที่สุด

การประเมินในรอบแรก (ช่วง 6 ปีแรก) ปรากฏว่าสถาบันต่างๆ ตื่นตัวที่จะจัดสร้างรูปแบบของการประกันคุณภาพภายในสถาบันขึ้นถึงแม้จะรู้สึกว่าการประกันคุณภาพเป็นสิ่งใหม่เป็นภาระ และการถูกตรวจสอบคุณภาพก็ยังไม่คุ้นกับวัฒนธรรมไทยเท่าไร แต่เท่าที่ดำเนินการมาและได้รับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์แล้ว พอจะบอกได้ว่า ราบรื่นพอสมควรแต่จะบังเกิดผลมากน้อยเพียงใดนั้น คงต้องรอดูรายงานสำรวจผลการประกันคุณภาพต่อไป การสร้างคุณภาพมิได้สร้างกันในกระดาษ แต่ต้องปฏิบัติจริงและจะไม่ประสบความสำเร็จในช่วงเวลาอันสั้น ต้องอาศัยความอดทนความพยายามจากจิตสำนึกของบุคลากรทุกคนในแต่ละสถาบัน ตลอดจนการทำงานร่วมกันในอันที่จะพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา ภายใต้สมมติฐานที่ว่าคนมีศักยภาพที่จะพัฒนาขีดความสามารถของตน การบูรณาการกิจกรรมทุกอย่างในสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนานักศึกษาให้เป็น Total and Complete Man จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ขณะนี้ทุกสถาบันมักจะมุ่งจุดสนใจไปที่ตัวชี้วัดที่ สมศ. กำหนดและพยายามจะทำให้ได้ตามที่ สมศ. คาดหวังในประเด็นนี้ผู้เขียนมีความเห็นเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ทางสถาบันน่าจะให้ความสนใจเป็นพิเศษควรเป็นเรื่องรายละเอียดต่างๆ ภายในสถาบัน โดยเฉพาะสิ่งที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ของนักศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจและเป็นภารกิจหลักของสถาบัน กรณีเช่นนี้อุปมาอุปไมยเปรียบสุขภาพของคนกับคุณภาพการศึกษาแล้ว การวัดชีพจรการเต้นของหัวใจ การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะเป็นเสมือนกับการดูแลสุขภาพโดยทั่วๆ ไปของตน แต่การดูแลสุขภาพนั้น แต่ละคนจะต้องมุ่งไปที่ความเป็นอยู่ของชีวิต ต้องเอาใจใส่การกินอาหารครบตามหมวดหมู่อย่างสมดุล มีการออกกำลังกายที่พอเหมาะสม่ำเสมอ มีการทำงานมีการพักผ่อนเพียงพอ และพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้ ต้องทำอยู่จนเป็นวิถีชีวิตประจำวันฉันใด การดูแลคุณภาพของก็ฉันนั้น สถาบันต้องดูจากกิจวัตรที่ทำเป็นประจำของสถาบันว่ามีอะไรบ้างที่มีส่วนทำให้คุณภาพดีขึ้นหรือไม่ สมศ. จึงเปรียบเหมือนกับแพทย์ที่มาตรวจร่างกาย ถ้ามีโรคก็ให้ยาและทำการรักษา แต่ถ้าทุกอย่างปกติดีก็จะเสนอแนะให้ดูแลสุขภาพพลานามัย ดูแลเรื่องอาหารหรือแนะนำวิตามิน ที่ส่งเสริมบำรุงกำลังให้ร่างกายเข้มแข็งยิ่งขึ้น

สถาบันจึงควรให้ความสนใจกิจกรรมต่างๆ ภายในสถาบันเป็นสำคัญกิจกรรมในที่นี้ หมายถึง กิจกรรมทุกเรื่องที่สถาบันการศึกษาต้องทำเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์และพันธกิจที่ได้วางเอาไว้อย่างมีบูรณาการ โดยจุดเน้นในแต่ละปีความมุ่งไปที่องค์ประกอบสำคัญ (Critical Factors) ที่มีนัยต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ต้องพัฒนาจุดอ่อน และเสริมจุดแข็งของสถาบัน

กระบวนการพัฒนาคุณภาพจึงเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องได้รับความสนใจจากทุกคนที่เกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลา ทุกคนในสถาบันต้องมีจิตสำนึกและมองเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ กระบวนการนี้จึงเป็นกระบวนการที่ยาวนานต้องใช้เวลาอย่างไม่มีวันจบสิ้น การพัฒนาให้ดีขึ้นมีคุณภาพสูงต้องทำอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในท่ามกลางการแข่งขันและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีพลวัต เพื่อให้องค์การนั้นเข้มแข็งมีสมรรถนะที่จะสร้างความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน และสามารถแข่งขันกับชาวโลกได้

ก้าวแรกของการประเมินคุณภาพการศึกษาในทัศนะของผู้เขียนเป็นก้าวที่เร่งรีบเพื่อทำงานให้ทันกับ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 คำถามที่เราต้องถามตัวเองว่า ก้าวต่อไปควรจะเป็นเช่นไร? การประเมินรอบแรก (2543-2548) คงจะช่วยสร้างจิตสำนึกในตัวบุคลากรของสถาบันการศึกษาถึงความจำเป็นในการประเมินคุณภาพเรียนรู้ถึงวิธีในการประเมินตนเองของสถาบันไม่มากกก็น้อย พร้อมกันนี้ได้มีการนำเครื่องมือการประกันคุณภาพพร้อมกับกระบวนการในการประเมินมาใช้ งานที่ยิ่งใหญ่ของชาติจะต้องมีการดำเนินต่อไปหลายๆ เรื่องและที่สำคัญ ดังนี้:

  1. บุคลากร (Peopleware) ต้องมีการเตรียมบุคลากรให้พร้อม บุคลาการในที่นี้ หมายถึง ประเมินและผู้ถูกประเมิน ผู้ประเมินจะต้องเข้าใจวิธีการประเมิน และประเมินให้ได้ผลตามที่เป็นจริง ขณะเดียวกันที่สำคัญยิ่งกว่านี้ คือ ต้องเตรียมผู้ถูกประเมิน บุคลากรภายในสถาบันให้พร้อมที่จะทำงานอย่างมีคุณภาพ ทุกคนต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการประกันคุณภาพ

  2. เครื่องมือ (Software) มีการทบทวนเครื่องมือที่ใช้ประเมินคุณภาพภายนอกว่ามีความเหมาะสมเพียงใด จะต้องมีการปรับตัวบ่งชี้ตัวใดหรือไม่โดยดูที่เนื้อหาสาระ ขณะเดียวกันต้องดูเครื่องมือที่ใช้ประเมินคุณภาพภายในว่าเหมาะสมกับสถาบันเพียงใดด้วย

  3. กระบวนการ (Processware) การนำเครื่องมือใดๆ มาใช้ต้องมีการพิจารณาถึงกระบวนการในการประเมินด้วยว่ามีความเหมาะสมและสามารถใช้เครื่องมือได้อย่างเที่ยงตรงมากน้อยแค่ไหน กระบวนการสลับซับซ้อนและยาวเกินความจำเป็นหรือไม่

  4. การเก็บข้อมูล (Dataware) สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาควรต้องเริ่มสร้างฐานข้อมูลที่ช่วยในการประเมิน เช่น รายชื่อของผู้ประเมิน ประธานคณะกรรมการประเมิน ประเภทของสถาบันการศึกษาที่ต้องได้รับการประเมิน และข้อมูลอื่นๆ ที่มีความจำเป็นในการประเมิน รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันและผลของการประเมินเพื่อนำไปใช้ในการเปรียบเทียบ เพื่อการพัฒนาของสถาบันเอง นอกจากนี้ฐานข้อมูลที่สถาบันการศึกษาต้องเตรียมเพื่อใช้ในการวิเคราะห์การประเมินจะต้องรีบจัดทำขึ้น

  5. การสร้างเครือข่าย (Networking) สร้างเครือข่ายภายในประเทศ เพื่อจะได้นำเอาทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรอื่นๆ มาใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดการเรียนรู้ร่วมกันเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากสำหรับการประกันคุณภาพการศึกษา

การสร้างเครือข่ายกับต่างประเทศก็มีความจำเป็น เพื่อจะได้มีการเทียบเคียง (Benchmark) การประเมินคุณภาพของประเทศไทยกับสถาบันอื่นๆ ในต่างประเทศจะได้มีการเรียนรู้ซึ่งกันและกันจะช่วยทำให้เราสามารถที่จะก้าวกระโดไปได้อย่างรวดเร็ว

อีกประเด็นหนึ่งที่สถาบันการศึกษาควรตระหนัก คือ ถ้าเราพิจารณาดูระบบการประเมินคุณภาพการศึกษา หรือระบบการรับรองมาตรฐานการศึกษา (Accreditation) จะเห็นได้ว่า การประเมินคุณภาพภายในของสถาบันการศึกษาในต่างประเทศนั้น จะเน้นหนักไปที่ระดับโปรแกรม หรือสาขาวิชา (Discipline) และถ้าจะมีการเทียบเคียง ก็จะเทียบเคียงกันในสาขาวิชาเดียวกัน

9. WHAT THE FUTURE WILL BE LIKE IN 2000 A.D. ?

WHAT THE FUTURE WILL BE LIKE IN 2000 A.D. ?

By Bro. Bancha Saenghiran 

I. GENERAL BACKGROUND AND TRENDS:

Alvin Toffer, in his ‘The Third Wave’ has said: ‘In probing the future in the pages that follow, therefore, we must do more than identify major trends. Difficult as it may be, we must resist the temptation to be seduced by straight lines. Most people – including many futurists – conceive of tomorrow as a mere extension of today, forgetting that trends, no matter how seemingly powerful, do not merely continue in a linear fashion. They reach tipping points at which they explode into new phenomena. They reverse direction. They stop and start. Because something is happening now, or has been happening for three hundred years, is no guarantee that will continue.’ The general idea is that the actual future of the society will probably not be a straight-line path. What the writer wants to do, is to make a future projection of life style into the 2000 A.D. basing his judgment on the present American standard of living.

In the year 2000 A.D. the following areas can be considered: 

1. Eoonomic: The basic needs are generally satisfied. Production, distribution, communication, and transportation systems are essentially global. They require and depend upon, the resources of the entire planet and, more importantly, the global interchange of research, development, and technical and managerial expertise.

As a reaction to such economic development of the world, it is to be marked by profound resolutions of rising expectations, disharmony. and social discontent.

2. Scientific-Technological: There will be much progress in scientific and technological areas. There will be, on one hand improvement in industrialization, better transportation, and communication. Computers will be utilized in every home or by every person. Medicine will be more effective. More equipments will be manufactured and used, and so forth. With these improvements, there comes the problem attached to each improvement which men never foresee. Two major problems can be cited as examples:
(i) There is a loss of control of the management of human affairs. In the areas of nuclear power, the destruction may be unimaginable. The nuclear warfare in the future may be in terms of Psychological warfare instead of actual blasting of them. In terms of medicine, the side effects may create someting unheard of, etc. 
(ii) The gap between the industrialized and under developed nations will be worsened. This will go according to social principle in that the poor will become poorer and the rich will be richer, Thus in the prosperous nations, there will be an acceleration of technological and industrial development, while there will occur the staggering problems in the overbreeding and underdeveloped countries.

3. Cultural-Psychological. Since the basic needs of man are satisfied, and according to Maslow, man mav in the future tend to be ‘growth-motivated, instead of ‘deficiency-motivated. This shift, even right now, is showing itself in the higher valuations placed on the feeling and subjective side of life, on self realization, and on finding meaning and significance in work.

Psychologically, there will be increasing stress on personal level, producing forces on the individual. The future will be characterized by a good deal of fear of change, fear of powerlessness, fear of loss of privacy and independence, fear of insecurity, etc.

4. Social-Ecological: In the existing society, there exists already the gap between the rich and the poor. With the increase in affluence, there will also be the increase in self-consciousness of the under-class. Thus there will be increasing imbalance between the haves and the have-nots. Family unit which is already loosened, will be in the future deteriorated up to the point of no formation of family. The social web that can pull the people in the society together will be just individual security and survival.

5. Beliefs and Values: Since man will become ‘growth-motivated, therefore awareness of self and of his relations to others will come to the front. Man will discover values which are wholesome in terms of promoting his growth toward the most fully human state and his actualization of his highest potentialities. His basic needs will be towards growth and becoming. Deep personal relationship will be highly valued, again because in experiencing them, one more fully will experience himself.

6. Educational: In the year 2000 A.D., schools in the forms we have known will virtually disappear. Instead, education will take place via combined systems of machines and human assistants located in homes, neighborhood centers, specialized learning centers, museums, and industrial and business locations. A diversity of educational paths will be available, and men will not be judged on the basis of single uniform academic standard, Education will center on developing self-learning habits and skills, problem-solving and decision-making abilities, individuality, sound valuing capabilities, capability of continuous self-renewal, and self-understanding. Furthermore, there will also be an increasing involvement of education with other social institutions.

On the whole, there will be more years of education per person and a near-hundred-percent literacy rate.

7. Daily-living: Each individual will be provided enough resources, and in such a way, as to enable him to live in dignity. Underlying the economic system will be the proposition that each free man has the right to a full life, which includes useful, rewarding work and self-developing.

New applied technology will have affected life in many ways. New types of household devices, many based on small computers and elaborated communication services, will be available, not only transforming the life of the housewife, but also allowing education and various forms of business to be carried on in the home. For example, before going to work, to avoid the traffic congestion, the person travelling can consult the computer for which route to take and how long it will take to reach the place. And if one desires to take an particular route, when will the traffic be thinned down. The housewife in the future can get any information concerning the availability and prices of the goods from the home-computer. Ordering and paying of money will be done in the same way. The time will come that this society will be turned to person-centered society. Mobility will be less since each one can do everything in his own home, either in terms of food, schooling or business.

Through cybernation and genetic management of plants and animals, the agricultural industry will be made many times more productive in terms of use of land and labor.

Religion will be of lesser value to the new generation. Marriage life will be in a younger age, thus accelerated the generation gap and towards the beginning of 2000 A.D., marriage life may not be necessary for procreation. Family life will be in the form of those who are compatible and can associate with one another to make their life happy.

8. The Generation-Gap: As the acceleration of the advancement in technology, science, etc. are going on, the existing generation gap will become wider. The alienated young will be raising another generation, also alienated. There will be more tension arising from the dissatisfaction, and dissention of the time. 

II. GENERAL IMPLICATIONS FOR EDUCATION:

With the above projection in mind in the year 2000 A.D. trends towards education will be as follows:

There will be an expanding fraction of the population involved in education.

  2. There will be a new conscious role of education.

  3. There will be an increasing involvement of education with, and functional relationship to other social institutions. 

  4. There will be an extension duration of the educational period. 

  5. There will be an extension of educa? tion to industry, community, and home. 

  6. There will be a departure from traditional methods of instruction. 

  7. And consequently, there will be a movement toward an atmosphere of shared learning. 

  8. There will be a current replacing sequential arrangement of educa? tion and work.

 

III. APPLICATIONS:

Consider the programs now going on in the school. They are reading, writing, mathematics, language, social studies, athletics, science, and religion.

1. Reading: In the year 2000 A.D., there will be high utility program in reading. Students need to know how to read. This belief can be confirmed by the way the records are kept. Thousand of literature, books, magazines, newspapers, etc., have been written. Writing is one of the major ways of communication. And even the new invention in computer,. In order to use it effectively, one needs to know now to read.The school has to prepare students how to read. As adults in 2000 A.D., they must be able to read variety of books and assimilation has to be made accurately and concisely. Teach them how to make use of the library, how to search for knowledge from various text-books, etc.

2. Writing: There will be high utility program in writing. The communication in the year 2000 A.D., will be global and one means is through writing. From the above mentioned area of educational trend, the writer also mentions about the higher rate of literacy of near hundred-percent.

  The school has to prepare a program 111 such a way that the students in the year 2000 A.D., must be able to express his idea in writing accurately and concisely. They must practice reading and writing together in an efficient manner. The emphasis must also be on fast reading, since in the future it is an era of information. Students must be quick to read to cope with the abundance of news and in formations that flow in daily.

3. Athletics: There will be hight utility program in athletics. The need to keep the body healthy and strong will always be there in the year 2000 A.D. especially when that time comes, due to the introduction of new technologies and sciences, we will be less mobile.

  The school must build In the progTam vanous athletic programs and sports to create a habit in the students for exercises. moveover, in the year 2000 A.D., people will be in stress due to dissatisfaction and desire. Athletics and Sports will help release the tension and they can be a part of their life in their leisure and recreation. The school must train the students to know how to play sports and athletic programs in that spirit.

4. Mathematics: There will be low utility in this area. The reason for my belief is that the technology in computers is accelerating. The computation done by man will be obsolete and computer use will replace it. Inspite of this fact, the school still should maintain the teaching of basic mathematics for the elementary operation of the compu ter and for the indirect effect of logical thinking.

5. Seience:There will be low utility. Science and technology in the modern world has moved at a giant stride. What has been taught in the school now will be irrelevant. Even now, the plaything of a child may be more complicated than what is taught in the school. Man thrives to improve on the existing technology and science to make life better. There will be continuous research In nuclear power, medicine, elcctricit y, industry, energy, etc. According to Tofller in his, ‘The Third Wave,’ we are right now at the thresh-hold of the ‘Info-Techno’ phase. Thus by the year 2000 A.D. the experiment or the subject taught in class will not be of any use.

As I have mentioned earlier, there will be an increasing involvement of education with other social institutiolls. Therefore, the school should allow the students to have direct contact with outside institutions in area of science so that they will be able to cope with change. Meanwhile, the school acts as an intermediary and introduces the students to the principles of the subject.

6. Language: There are no high utility or low utility programs. Though language computer-interpreter may act as an in fallible interpreter, yet the writer believes that people do not fed comfortable with the media used. At the other end, travelling in the fu ture will be global, fast and oftener. Interaction between people of various nationalities will be done. Yet language will still move at the middle pace, since language is an art th at takes time to develop and. needs practice and skill on the part of man to do it. Thus the school still has a good role to play in the area of teaching language. In this regards teaching language will be that of presenting real situations.

7. Social Studies: There will be high utility program. By the year 2000 A.D. materially man will be the master of the universe. Personal ralationship, self-growth will be taken up. School must prepare program in such a way to prepare students for an increasingly humans future. To this purpose, it must operate in on ever more humanistic fashion. Concern for individuals, respect for human dignity and integrity, cooperative effort, respect for human rights, caring for others, must be established not only as matters for students to learn but as guidelines for action and criteria for educational assessment in all aspects of schooling. In other words, the school must teach the students to learn to live with themselves and other people. Guidance and conseling programs will play a very great role.

8. Religion: There will be high utility program in the year 2000 A.D. Man runs after material comforts. By the year 2000 A.D., economic as well as other basic meeds are generally satisfied. Man is capable to invent many things. Thus we tend to forget about God. As in years past. religion is the fiber that holds members of society together. Though the school cannot teach religion in the United States, but various activities can be organized to the purpose. Moral class can be offered to instill in the hearts and minds of students a sense of higher value. 

books

Title: Business mathematics : a compilation. 
Author: Bancha Saenghiran 
Type of Materials: Book 
Call No: 513.93 B213b 1983 
Imprint: Bangkok : ABAC Pr., 1983 
Preview: Abstract & Content

E-Book  

Title: Assistant professorship : Manual for academic position application November 2001. 
Author: Bancha Saenghiran, ed. 
Type of Materials: Book 
Call No: 378.124 S961a 2001 
Imprint: Bangkok : Assumption Univ., c2001 
Preview: Abstract & Content
Title: Research manual. 
Author: Bancha Saenghiran, rev. 
Type of Materials: Book 
Call No: 001.4 R432 2000 
Imprint: Bangkok : Assumption Univ. Pr., 2000 
Preview: Abstract & Content
E-Book 
Title: Education : the inner wealth of life ; lifelong education in proses and poems.
Author: Bancha Saenghiran, comp. 
Type of Materials: Book 
Call No: 370 Ed24 1997 
Imprint: Bangkok : CAP Pro House, 1997 
Preview: Abstract & Content   
E-Book
Title: Potential of Thai private universities year 2001-2020. 
Author: Bancha Saenghiran
Type of Materials: Book 
Call No: 378.04 B213p 2000 
Imprint: Bangkok : Assumption Univ., 2000. 
Preview: Abstract & Content
E-Books

Thesis/Dissertation

Title: An evaluation of the teaching performance of full-time instructors in Assumption Business Administration College. 
Author: Bancha Saenghiran
Type of Materials: Thesis 
Call No: 378.125 B213e 1980 
Imprint: S.l. : s.n., c1980. 
Preview: Abstract & Content  

E-Book 

Title: Strategic planning in higher education : a study of application in selected private colleges and universities in Bangkok, Thailand.
Author: Bancha Saenghiran
Type of Materials: Dissertation 
Call No: 378 B213s 1995 
Imprint: IL : Illionis State Univ., 1995 
Preview: Abstract & Content 

Interview

1. ABAC The International University

ABAC 

It’s a must

ความรู้สึกอย่างหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม ที่จะต้องปลูกฝังและฝังลึก ให้อยู่ในจิตใจให้กับผู้เรียน คือ ในความเป็นโลกาภิวัฒน์จะต้องเคารพและยอมรับความแตกต่าง ทั้งค่านิยมความคิด ตลอดจนเรียนรู้ พร้อมเติบโต และท้ายสุดเพื่อเข้าใจความเป็น “ปัจเจกบุคคล” ABAC กำลังสอนสิ่งนี้ให้กับผู้เรียน! 

จะว่าไปแล้วมหาวิทยาลัยในบ้านเรามีนับร้อยแห่ง แต่ละแห่งล้วนแล้วแต่มีเอกลักณ์เฉพาะตัวเรียกว่า “ทางใครทางมัน” เป็นเอกอุในแต่ละด้าน นับเป็นจุดเด่นไม่น้อยให้กับประเทศ เพราะถ้าใครอยากเก่งด้านไหนก็เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่เป็นหนึ่งในด้านนั้นไปเลย ประหนึ่งว่า อยากเรียนบริหารธุรกิจไปที่ Standford Graduate School of Business. Harvard Business School อยากเก่งด้านดนตรีก็ไปที่ Yale School of Music

เช่นเดียวกับ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือ ABAC แต่ไหนแต่ไรมาแล้วชื่อเสียงของเอแบคโดดเด่นเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษ ด้วยหลักสูตรการเรียนการสอนของที่นี้เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด บัณฑิตที่จบไปจึงขึ้นชื่อด้านการใช้ภาษาเพื่อสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว

ความสำคัญของภาษานับวันยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นทุกขณะ ยิ่งเมื่อโลกกว้างข้ามมาสู่ยุคแห่งความเป็นสากลเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ และท้ายที่สุดเมื่อทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียวกันจะก้าวไปสู่ความเป็นนานาชาติ ทิศทางของการเปลี่ยนแปลงแบบนี้เอง มหาวิทยาลัยที่สั่งสมประสบการณ์และมีความแข็งแกร่งย่อมได้เปรียบเป็นธรรมดา

ไม่ปฎิเสธว่าความเป็น International ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็นมาโดยสายเลือดหรืออยู่ในดีเอ็นเอตั้งแต่แรกก่อตั้ง ความเป็นมือฉมังทำให้แม้วันนี้ กระแสเรื่องการเปิดตลาดเสรีอาเซียนหรือ AEC ก็ไม่ส่งผลกระทบหรือทำให้มหาวิทยาลัยประหวั่นพรั่นพรึงแต่ประการใด กลับยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของคณะผู้บริหารที่มีอุดมการณ์มาแต่แรกแล้วว่าเอแบคเกิดมาเพื่อเป็น International University

ภราดาบัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เล่าย้อยให้ฟังถึงเมื่อแรกก่อตั้งมหาวิทยาลัยโดยจุดหมายเพื่อก้าวไปสู่ความเป็น International และในความเป็นอยากให้มหาวิทยาลัยเป็นดินแดนที่เรียกว่า The Land of Tradition and Innovation นัยว่าแม้ว่าจะมีความทันสมัย ก้าวล้ำนำเทรนด์แค่ไหน แต่เอแบคจะยังคงวัฒนธรรมอันดีงามเป็นเสมือนรากฐานของการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเอแบคจึงเป็นมหาวิทยาลัยที่น้อมรับความเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ไม่ว่าเศรษฐกิจหัวขบวนจะย้ายจากฝั่งอเมริกามาอยู่ที่เอเชียหรือกระแสAEC ที่กำลังงวดเข้ามาทุกขณะ

การปรับตัวคือสิ่งสำคัญที่ภราดาบัญชามักย้ำให้ฟังเสมอ ไม่ว่ากระแสจะมาอย่างไรสิ่งสำคัญคือการปรับตัวให้ไหลลื่นไปตามสถานการณ์ และพยายามมองหาทิศทางโดยต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่าคนอื่น

ไม่แปลกที่เมื่อไปถามคณาจารย์ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยถึงเรื่องกระแส AEC ที่เกิดขึ้น คำตอบที่ไดัรับกลับเป็นเพียงว่า เอแบคเข้าสู่ความเป็นนานาชาติไปเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นแม้ว่าพันธสัญญาของ AEC ใน 10 ประเทศที่จะรวมเป็นตลาดเดียวกัน ก็เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวเท่านั้น

ภราดาบัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ให้นิยามของความเป็นนานาชาติไว้อย่างน่าฟังว่า

     “ความเป็นนานาชาติ คือ กระบวนการ การนำเอามิติต่างๆ ที่เป็นเรื่องในระดับสากลมาบูรณาการเข้ากับจุดมุ่งหมายและพันธกิจหลักของสถาบันอุดมศึกษาหรือการนำเอาเรื่องเหล่านี้รวมเข้าไว้ในหลักสูตรเพื่อคนจะได้เข้าใจและสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้”

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาถึง 43 ปี ภราดาบัญชาบอกว่า สิ่งที่เป็น “ของเก่า” ของที่นี่ ก็คงความมีเสน่ห์ ส่วน “ของใหม่” ที่เข้ามาตามกระแส เป็นเรื่องที่สถาบันต้องเรียนรู้และปรับให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง ทั้งแนวคิด วิธีการ ค่านิยมใหม่ ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงของผู้เรียนที่หลากหลายเชื้อชาติ ต่างวัฒนธรรม

ความหลากหลาย “diversity” จึงเป็นเสน่ห์ของที่นี่ ไม่แปลกที่เมื่อเหยียบย่างเข้ามาในมหาวิทยาลัย ผู้ที่ได้เข้ามาจะได้สัมผัสกับบรรยากาศของความเป็นไทยและต่างชาติไปพร้อมกัน อาคารเรียนสไตล์โรมัน ดูมั่นคง เหมือนกับความแข็งแกร่งทางวิชาการ

ความเป็นนานาชาติ สะท้อนผ่านหลักสูตรการเรียนการสอนที่ใช้ภาษาอังฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร อาจารย์ต่างประเทศ ผู้เรียนจากหลากหลายเชื้อชาติ และผลพลอยได้ คือ บรรยากาศแวดล้อม

 “ขณะนี้มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญได้ก้าวเดินมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว สิ่งที่เราสั่งสมประสบการณ์มากพอสมควร เราเป็นมหาวิทยาลัยคาทอลิก ในการก้าวย่างของเราจะเข้าไปในส่วนที่ใช้ทุนสูงไม่ได้ อย่าลืมว่าคณะบราเดอร์มีขีดจำกัดของเราอยู่เพราะเราไม่ได้ร่ำรวยมาจากไหน เราจึงต้องไปสู่ในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ทำ”

แกนหลักจึงอยู่ที่กระบวนการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย ภูมิทัศน์ คณาจารย์ ผู้เรียน ตลอดจนหลักสูตรที่โดดเด่นและที่สำคัญเน้นให้เกิดการบูรณาการหลักสูตรในทุกแขนง โดยนำความรู้ด้านการจัดการเข้าไปสอดแทรกในวิชาการต่างๆ

“เราพยายามสร้างองค์กรที่มีรากฐานด้านการบริหารธุรกิจ Based on หมายความว่าไม่ว่าจะเรียนสาขาไหนก็ตามต้องมีความรู้เรื่องการบริหารจัดการด้วย”

“ทุน” ที่ผู้เรียนจะได้รับกลับไปนอกจากความเชี่ยวชาญในแขนงวิชาหลักแล้ว สิ่งที่ติดไม้ติดมือกลับไปคือ การบริหารจัดการที่ดี เหมือนอย่างที่ภราดาบัญชาบอกไว้ว่า เอแบคเตรียมคนให้พร้อมไว้สำหรับศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะเป็นคนมีทักษะรอบด้าน รอบรู้ และรู้ทันกับความเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหนนั่นเอง

“จริงๆ แล้วเราเตรียมคนของเราให้พร้อมสำหรับโลกอยู่แล้ว เด็กของเราออกไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ทำงานได้ทั่วโลกเพราะความรู้ของเราเข้าสู่สากลไปเรียบร้อยแล้ว แม้ว่า AEC จะเข้ามาเราก็พร้อมและสิ่งที่เราจะทำคือพยายามดูว่าโลกขยับไปสู่ทิศทางไหน”

“เราเดินทางมาถูกทางแล้ว” คือคำพูดทิ้งท้ายของบราเดอร์บัญชา แสงหิรัญ

Inter Academic Excellence

แน่นอนว่าประเด็นหลักสำคัญของการศึกษาคือ การมุ่งสู้ความเป็นเลิศทางวิชาการ “คุณภาพ” ต้องคับแก้ว หลักสูตรทุกหลักสูตรของเอแบคเปิดขึ้นมาเพื่อรองรับการทำธุรกิจในทุกด้าน และมีการปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าจะไม่ครบรอบของการปรับก็ตาม เพราะเห็นทิศทาง แนวโน้มที่มาแรงด้านเศรษฐกิจหรือความนิยมในขณะนั้น

ดร.สมพิศ ป.สัตยารักษ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ กล่าวถึงหลักสูตรที่ปรับเปลี่ยนก่อนครบรอบเทอม เช่น หลักสูตรของคณะวิศวกรรมศาสตร์ เปิดหลักสูตรการบินใหม่ซึ่งเป็นหลักสูตรร่วมระหว่างการบินไทยกับ Aviation เพราะมองเห็นทิศทางที่ไทยจะก้าวไปเป็นฮับด้านการบินในระดับภูมิภาคได้ไม่อยาก หรือหลักสูตร MBA เช่น Retail Management, Entrepreneurship ซึ่งต่างเป็นหลักสูตรที่เปิดขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับกับการทำธุรกิจและการผันตัวไปเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่มากขึ้น

อีกทั้งความเป็นวิชาการต้องเป็นไปตามมาตรฐาน TQF (Thailand Qualifications Framework for Higher Education) โดยวัดผลการเรียนรู้ของผู้เรียน 5 ด้านด้วยกัน ได้แก่ คุณธรรม จริยธรรม ความรู้ ทักษะทางปัญญา ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ

ยิ่ง AEC จะเข้ามา กรอบมาตรฐานของการผลิตบัณฑิตให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์เพื่อให้บัณฑิตของเอแบคเข้าไปทำงาน ในระดับภูมิภาคและสู่ความเป็นสากลได้ และในอีกไม่กี่ปีจะมีมาตรฐาน AQF (Asean Qualifications Framework for Higher Education) ซึ่งเป็นกรอบของอาเซียน เอแบคพร้อมรองรับมาตรฐานนี้ ซึ่งหมายความว่าผลการเรียนรู้ของบัณฑิตในประเทศอาเซียน จะอยู่ในระดับเดียวกัน สามารถเทียบโอนหน่วยกิตได้

7 สาขา ที่จะเป็นตลาดแรงงานไหลเข้ามาอย่างเสรี ได้แก่ วิศวกร แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ สถาปนิก การสำรวจ นักบัญชี หลักสูตรของเอแบคตอบสนองความต้องการอาเซียนได้ครอบคลุม “เราไม่ได้ทำเฉพาะในประเทศอาเซียนเท่านั้น โอกาสของเราในประเทศอาเซียนเพิ่มมากขึ้น มีโอกาสเข้าไปแข่งขันได้มากขึ้น โดยนำความรู้ของเราเข้าไปทำให้เป็นบัณฑิตของเราไปแข่งขันต่างประเทศมากขึ้น”

งานวิชาการที่มีความเป็นนานาชาติ หลักสูตรหรือเนื้อหาจึงอิงกับบริบทที่อยู่ในแวดวงนานาชาติและเกี่ยวข้องกับ AEC เช่น Thai Culture and Traditions, Buddhism Asean Law อีกทั้งข้อตกลงทางการศึกษา (MOU) ที่มหา-วิทยาลัยอัสสัมชัญ มีอยู่กับหน่วยงานการศึกษาต่างๆ ที่อยู่ในประเทศอาเซียนสะท้อนให้เห็นถึงการขยายพรมแดนทางการศึกษาที่ไม่ใช่เฉพาะบุกเบิกแต่ประเทศในแถบตะวันตกเพียงเท่านั้น

“ในแง่งานวิชาการของเอแบคเป็นเรื่องของการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนที่ปรับปรุงอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่ต้องรอให้ครบรอบและทำได้อย่างรวดเร็ว ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน”

ความได้เปรียบของการเป็นผู้บุกเบิกย่อมได้เปรียบที่จะก้าวหน้าไปก่อนใครเพื่อนก็เหมือนกับการตลาดนั่นแหละ สินค้าไหนที่แตกต่างหรือยังไม่มีใครคิดค้นได้โดยอาศัยนวัตกรรมใหม่มารองรับ เมื่อออกสู่ตลาดก็ย่อมเก็บส่วนแบ่งทางการตลาดได้มาก จนเมื่อมีคู่แข่งหน้าใหม่โผล่เข้ามา

ด้วยความที่เอแบคมีฐานจากความเป็นนานาชาติอยู่แล้ว การบุกเบิกตลาดต่างๆ ประเทศจึงแซงหน้าไปก่อนมหาวิทยาลัยอื่น ปี 1986 เริ่มทำ joint Program ร่วมกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ซึ่งเป็นความร่วมมือกับประเทศอังกฤษเป็นที่แรก และขยับขยายไปสู่สหรัฐอเมริกา เมื่อมีความร่วมมือเช่นนี้ การดึงเอา Professor คนดังจากเมืองนอกเข้ามาสอนก็ย่อมเป็นจุดแข็งใหกับทั้งมหาวิทยาลัย ผู้เรียน คณาจารย์ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

“จริงๆ แล้ว จุดประสงค์ของการมีนักศึกษาต่างชาติเพื่อให้การเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ มีความเป็นนานาชาติ ที่นี้เด็กไทยถ้าไม่ได้มีการสัมผัสภาษาก็ไม่ได้ พอมีเด็กต่างชาติมาเรียนก็ต้องพูดภาษาอังกฤษโดยอัตโนมัติและเป็นเรื่องของสีสัน ทำให้ความเป็นนานาชาติสมบูรณ์” นายกมล กิจสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักทะเบียนและประมวลผล กล่าว

นักศึกษาต่างชาติเป็นส่วนที่เพิ่มสีสันให้กับมหาวิทยาลัยไม่น้อย เดินไปเดินมา ก็จะได้เจอกับเด็กเนปาล อังกฤษ สวีเดน อเมริกา ออสเตรเลีย จีน พม่า แคนาดา ฝรั่งเศส เกาหลี รัสเซีย ไต้หวัน ตรุกี บังคลาเทศ อียิปต์ เยอรมัน ฮังการี บางประเทศไม่น่าเชื่อว่าจะมาเรียนถึงเอแบค หรือเด็กจากประเทศ UAE มาเรียนถึงนี่ ดร.กมลบอกว่ามีเด็กจากประเทศที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมาเรียนที่เอแบคน่าจะได้ยินชื่อเสียงของเอแบคจากสื่อ หรือมาเที่ยวในเมืองไทย

นับไปนับมามีผู้เรียนต่างชาติถึง 83 ชาติ 3,048 คน “สิ่งที่นักศึกษาจะได้เรียนรู้ระหว่างกันเช่น การทำกิจกรรม การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับประเทศต่างๆ โดยองค์กรนักศึกษาและมหาวิทยาลัยเป็นผู้สนับสนุน มีความเป็นบริบทนานาชาติและเป็น Gift ให้กับเด็กไทยได้เรียนรู้ถึงความหลากหลาย”

เชื่อว่า เอแบคเป็นมหาวิทยาลัยที่มีผู้เรียนต่างชาติมากและอาจารย์จากต่างประเทศมากที่สุดของประเทศ บริบทความหลากหลายช่วยให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จักปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม และที่สำคัญเปิดมุมมองต่อการมองโลกให้แก่ผู้เรียนเอง

Cool MBA

หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตของเอแบคไม่ว่าจะเป็น i.M.B.A., M.B.A. Professional, S-M.B.A. Mini M.B.A. และอีกหลากหลายหลักสูตรที่เปิดขึ้นมาเพื่อรองรับกับการทำธุรกิจ ตลอดจนหลักสูตรที่เป็น Double Degree ร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศเรียนที่เอแบค 1 ปี และไปเรียนมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ดังนี้ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ( Stanford University ), City University of Seattle ประเทศอเมริกา, University of Applied Sciences Mainz ประเทศเยอรมนี หรือจะเลือกไปเรียนที่ De Montfort University, London South Bank University และ University West of England อังกฤษ

“โลกาภิวัตน์ทำให้เราต้องมองอะไรกว้างขึ้น ไม่ใช่เพียงในประเทศอย่างเดียว ฉะนั้นลักษณะการเตียมความพร้อม การจัดการเรียนการสอน ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศจะทวีความเข้มข้นขึ้นและใกล้ชิดกว่าเก่าก่อนมาก” ดร.กิตติ โพธิกิตติ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย บริหารธุรกิจ กล่าว และเชื่อว่าจะมีความร่วมมือกับอีกหลายมหาวิทยาลัยทั่วโลก MBA ต้องเป็น MBA ที่สอดคล้องกับการพัฒนาธุรกิจในสายนั้น และต้องเกิดเป็น Creative เกิดการบูรณาการทั้งเรื่องของการผสมผสานสาขาต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่น เรื่องการบริการก็สอดแทรกเรื่องการท่องเที่ยวเข้าไปด้วย เรื่อง Health Care Management บวกกับเรื่อง Supply Chain โดยที่ไม่แยกกันเหมือนแต่ก่อน เรียกว่านำศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกันทั้งมาบูรณาการอย่างรอบด้าน “ลักษณะของหลักสูตรจะจับนู่นจับนี่มาผสมกัน เช่น การท่องเที่ยวอาจจะร่วมกับหลักสูตรการแพทย์ หรือ Health Care Management หรือเป็นการตลาดกับโลจิสติกส์ เพื่อที่จะสร้างบุคลากรให้เป็นบัณฑิตที่สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจได้มากขึ้น” ประเทศในแถบบ้านเราเป็นประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้นหลักคิดที่ได้จากการเรียนรู้ต้องสามารถเป็นประโยชน์และนำไปสร้างธุรกิจหรืออาชีพได้จริงให้กับผู้เรียน Academic Excellence จึงต้องสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนโดยพัฒนาเนื้อหาสาระของการเรียน ซึ่งสอดคล้องกับเศรษฐกิจในประเทศของผู้เรียนด้วย เพราะเมื่อตัดสินใจมาเรียนแล้วสิ่งที่ผู้เรียนจะได้รับไม่ใช่เพียงแค่ว่า อยากมาอยู่ประเทศไทย ประเทศไทยน่าอยู่ แต่มาแล้วต้องได้อะไรกลับไป ทั้งองค์ความรู้ เน็ตเวิร์กต่อยอดทำธุรกิจที่ได้จากเพื่อนในห้อง และสำรวจเศรษฐกิจในบ้านเราและนำไปปรับใช้กับบ้านของเขาได้ หรือธุรกิจตัวไหนที่จะนำกลับไปสร้างได้

“เราไม่ได้สอนว่าทำธุรกิจแบบนี้ทำอย่างไร แต่เขาสามารถบริหารจัดการนำกลยุทธ์แล้วเอาไปประกอบธุรกิจที่ประเทศของเขายังขาดอยู่ นี่คือสิ่งสำคัญของบัณฑิตสมัยใหม่ เอแบคไม่ได้เน้นให้เรียนได้เกรด A หมด แต่จบไปแล้วนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้”

หลักสูตร MBA จึงมีความเป็นพลวัตและเปลี่ยนไปตามสภาพการทำธุรกิจหรือทิศทางธุรกิจที่เล็งแล้วว่าเมื่อผู้เรียนเข้ามาจะได้รับองค์ความรู้สูงสุดกลับไปใช้ประกอบอาชีพเริ่มต้นทำธุรกิจหรือสานต่อกิจการครอบครัวซึ่งไม่แปลกว่าผู้เรียนเอแบคส่วนใหญ่แล้วเป็นลูกเจ้าของกิจการ การสืบทอดธุรกิจของครอบครัวเป็นสิ่งที่อยู่ในมือ และอยู่ที่ว่าจะนำหลักการบริหารจัดการไปใช้พัฒนาธุรกิจครอบครัวอย่างไร หรือหากไม่ได้มีกิจการ MBA ที่เรียนไปก็จะช่วยต่อยอดและเสริมประสบการณ์ให้ผู้เรียนโดยรู้ภาพกว้างของการบริหารทั้งระบบ ทำงานเหมือนกับองค์กรนี้เป็นของตนเอง ไม่ใช่มีความคิดแค่ว่าเป็นพนักงานในองค์กร

In Trend Technology

การเดินหน้าในเรื่องของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน ไม่ว่าจะเป็นการทำระบบ Live Learning กับทาง Apple เพื่อก้าวไปสู่ iTunes University หรือการสร้าง ABAC eBookstore ถือเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของสถาบัน เพราะเมื่อเทคโนโลยีเข้ามาอย่างรวดเร็ว เอแบคมองเห็นทิศทางและแนวโน้มของการต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อมาใช้กับการศึกษา จึงเป็นสถาบันแรกๆ ที่เข้าไปอยู่ในโลกดิจิทัล วันนี้ผู้เรียนในบางโปรแกรมของที่นี่ จึงสามารถเรียนที่ไหนในโลกที่ไร้พรมแดนไม่ว่าจะเป็นบ้าน หอพัก ในรถ หรือแม้แต่เมื่อไม่สบายก็สามารถหยิบบทเรียนออนไลน์ขึ้นมาทบทวนย้อนหลังได้ตลอดเวลา “เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในการนำมาใช้ในการเรียนการสอน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการเข้าถึงข้อมูล การเรียนการสอนแบบออนไลน์ หรือแม้แต่การแปลงคอนเทนต์ทุกอย่างให้อยู่ในรูปแบบของดิจิทัลหรือการสร้าง ABAC App เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ด้วยสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น IOS หรือ Adnroid” ดร.สุนทร พิบูลย์เจริญสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานบัณฑิตศึกษา กล่าวถึงการทวีความสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน

“เทคโนโลยี” เปรียบเสมือนถนนแห่งใหม่ในการเข้าถึงข้อมูล ผู้เรียนสามารถใช้อุปกรณ์สื่อสารจำพวก สมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ ในการเข้าถึงบทเรียนแบบ Real time หรือ On Demand อีกทั้งเอแบคได้เปิด E-Bookstore ขึ้นมาเฉพาะให้กับนักศึกษาทั่วไป โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นนักศึกษาเอแบค ซึ่งมีทั้งแมกกาซีน หนังสือพิมพ์ และอนาคตก็จะขยายไปยัง Academic Textbook ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนที่ไหนก็ได้จริงๆ ซึ่งมีทั้งบทเรียนในคลาส หนังสือเรียนหรือแม้แต่ การเรียนแบบสดๆ จากห้องเรียน เทคโนโลยีเหล่านี้เองทำให้เอแบคมีดีกรีและความได้เปรียบเป็นสถาบันการศึกษาที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี

“เทคโนโลยีที่ทำ เริ่มให้นักศึกษาเริ่มเรียนที่ไหนก็ได้ จริงๆ คุณอยู่ข้างนอก คุณไม่มี Text Book คุณพลาดคลาสเรียนนี้สามารถกลับไปดูย้อนหลังได้ อยู่ข้างนอกก็เรียนได้ นี่คือสิ่งที่เรากำลังทำและพยายามต่อจิ๊กซอว์ทุกตัวให้ครบ” ในปีหน้าเองทางเอแบคจะเริ่มปรับปรุงหลักสูตร MBA บางโปรแกรมเป็นแบบ Workshop and Case studies based จะกำหนดการเรียนการสอนเป็นแบบ Hands on Experience and Activities มากกว่า Lecturing Class. “เราเริ่มมองแล้วการเรียนแบบ Workshop จะทำให้นักศึกษาได้ลงมือเรียนแบบปฏิบัติงานจริงๆ และเรียนรู้ได้ดีกว่าการเรียนแบบฟังอาจารย์สอนเพียงอย่างเดียว” 

ดร.สุนทร กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงในปีหน้า ดังนั้น จากความแข็งแกร่งของเอแบคไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรที่มีคุณภาพและเพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงและความต้องการของตลาดแรงงาน สิ่งอำนวยความสะดวกภายในมหาวิทยาลัย ตลอดจนการนำเทคโนโลยีมาใช้ประยุกต์เข้ากับสื่อการเรียนการสอน และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งข้อมูลนอกห้องเรียน ยิ่งทำให้วันนี้ ผู้เรียนของมหาวิทยาลัยมีความพร้อมที่จะออกไปเป็นคนของศตวรรษที่ 21 ที่พรั่งพร้อมไปด้วยทักษะ ความรู้ มุมมองการทำธุรกิจ ตลอดจนแนวคิดการบริหารจัดการระดับนานาชาติ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้เตรียมคนของโลกธุรกิจจริงๆ

แหล่งที่มา : MBA Magazine [No.160 October-November 2012] page: 32-43

2. ABAC ตอกย้ำ ม.เอกชนหลักสูตรนานาชาติแห่งแรกของไทย รุกเปิดประตูการศึกษาสู่ภาคตะวันออก

“เอแบค” ตอกย้ำ ม.เอกชนหลักสูตรนานาชาติแห่งแรกของไทย รุกเปิดประตูการศึกษาสู่ภาคตะวันออก

ณ โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา จังหวัดชลบุรี

กว่า 40 ปีที่เอแบค หรือ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญยืนหยัดเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่เปิดสอนหลักสูตรนานาชาติที่มีนักศึกษามากเป็นอันดับต้นของเมืองไทย ล่าสุดมหาวิทยา-ลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ร่วมมือกับ โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา เตรียมขยายโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนมัธยมที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยและผู้ที่สนใจศึกษาต่อในระดับปริญญาโท และเอกได้รับคำปรึกษาและสมัครเรียนในภูมิภาคของตัวเองผ่าน ศูนย์ ABAC Admissions Center ในภาคตะวันออก คือ จังหวัดชลบุรี

โดย ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) เผยว่ามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) และโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา เป็นสถาบันการศึกษาที่บริหารโดยมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย ที่ผลิตบุคลากรเพื่อรับใช้สังคมและประเทศชาติมาเป็นเวลานาน เราทั้ง 2 สถาบันการศึกษาเล็งเห็นความสำคัญในการเปิดโอกาสทางการศึกษาในเมืองไทยให้ก้าวสู่ระดับสังคมโลก (From International to Globalization) ซึ่งเอแบคเป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกในเมืองไทยที่เปิดสอนหลักสูตรนานาชาติในทุกหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 ซึ่งตลอดมาบัณฑิตที่เรียนจบจากที่นี่เป็นบุคลกรที่มีคุณภาพที่มีส่วนสร้างสรรค์พัฒนาชาติไทยให้เจริญก้าวหน้ามากมาย

ผู้ปกครองที่จะส่งบุตรหลานเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ จะได้รับความมั่นใจและมีส่วนร่วมกับบุตรหลานในการตัดสินใจสรรหาสถาบันการศึกษาที่ดีที่สุด และมั่นใจที่สุดสำหรับส่งบุตรหลานเข้ามาเรียน เพราะสามารถเข้าถึงข้อมูลตรง และรวดเร็วจากศูนย์รับสมัครที่มีอยู่ในภูมิภาคของเรา ที่ผ่านมาเราเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในการศึกษาต่อของเด็กมัยธยมปลายและผู้สนใจศึกษาต่อในหลักสูตรนานาชาติระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ด้วยความเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้แบบนานาชาติ ที่มีนักศึกษาจากกว่า 80 ประเทศทั่วโลกเข้ามาศึกษาในแต่ละปี และมีหน่วยกิตการศึกษาที่ไม่แพงอย่างที่คิดเมื่อเทียบกับหลักสูตรนานาชาติของสถาบันอื่นในเมืองไทย และด้วยความเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกในการศึกษาที่มีความทันสมัย ทัศนียภาพและสภาพแวดล้อมอันงดงาม จะส่งผลให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จและมีความสุขกับการมาเรียนในสถาบันเอแบค

ด้าน ภราดา ดร.ศิริชัย ฟอนซีกา ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา กล่าวว่า โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา เป็น 1 ใน 17 สถาบันของมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาเอกชนกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้รับใช้ด้านการศึกษาให้กับชุมชนและผู้ปกครองของจังหวัดชลบุรีและจังหวัดใกล้เคียงตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี ที่เราประสบความสำเร็จทางด้านการจัดการศึกษาและเป็นที่ยอมรับของสังคมมาโดยตลอด

โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชาของเรา เปิดทำการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนมุ่งมั่นพัฒนาเยาวชนไทยให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของนักบุญหลุยส์ มารี เดอ มงฟอร์ต ที่มีจุดมุ่งหมายแรกเริ่มที่จะสอนให้เยาวชนอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น และมีหลักศาสนาเป็นแนวทางให้ประพฤติตนเป็นคนดี ปัจจุบันเรามีความพร้อมในทุกด้านทั้งอาคารเรียน อาคารประกอบรวม 26 อาคาร อาคารที่พักนักเรียนประจำ 7 อาคาร ห้องเรียนและห้องปฏิบัติการกว่า 180 ห้อง มีครูไทยและครูต่างชาติกว่า 340 คน และนักเรียนกว่า 4,650 คนต่อปี ซึ่งเป็นนักเรียนประจำถึง 1,600 คน รวมทั้งนักกีฬาช้างเผือกกว่า 100 คน การเปิดศูนย์รับสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญจึงเป็นการเพิ่มโอกาสต่อยอดสู่ความสำเร็จของลูกหลานชาวอัสสัมชัญสายตรง เพื่อก้าวไปสู่ระดับประเทศและนานาชาติในอนาคตอันใกล้

 

แหล่งที่มา : Kom Chad Luek [June 18, 2012] page: No.10

3. ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ : ABAC Globalizaion สร้างผู้นำท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

ในเรื่องการพัฒนาบุคลากร สถาบันการศึกษาถือเป็นจิ๊กซอว์หนึ่งที่มีบทบาทหล่อหลอมคนทั้งทางด้านวิชาชีพ ภูมิปัญญา และองค์ความรู้ ดังนั้นในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าสถาบันการศึกษาต่างๆ โดยเฉพาะระดับอุดมศึกษานั้นมีการพัฒนาไปอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม การพัฒนาที่แข็งแกร่งย่อมเกิดจากรากฐานที่มั่นคง ดังเช่นที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือที่เราเรียกกันโดยทั่วไปว่า เอแบคนั้นสถาบันแห่งนี้ถือเป็นสถาบันแห่งแรกที่นำภาษาอังกฤษมาในการเรียนการสอนตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี 2512 เกิดเป็นจุดแข็งนำหน้าที่ไม่เหมือนใคร

ในเรื่องนี้ ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี ขยายความให้ฟังว่า นี่คือจุดแข็งที่วางมาตั้งแต่ต้นเพื่อสร้างให้เอแบคเป็นชุมชนที่มีความเป็นนานาชาติ แม้ว่าในอดีตเอแบคคือมหาวิทยาลัยแห่งเดียวที่เปิดหลักสูตร International แต่หลังจากศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา กระแสความเป็นนานาชาติเริ่มเข้ามามาก โรงเรียนต่างๆ จึงเริ่มปรับหลักสูตรมาเป็น 2 ภาษา หรือ Bilingual รวมถึงการเปิดตัวโรงเรียนนานาชาติขึ้นอีกมาก จนปัจจุบันมีถึง 80 แห่ง “ในตอนนั้นเราเองว่า Globalization จะต้องเกิด ดังที่บรรดาเจษฎาจารย์ที่เป็นบรรพบุรุษของเราได้จัดหลักสูตรนานาชาติที่โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการหรือ ACC เมื่อกว่า 60 ปีนับว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่ไกลข้ามศตวรรษ ซึ่งก็ไม่ได้คิดว่าจะเกิดเร็วขนาดนี้ ดังนั้นเรื่องของภาษาจึงเป็นเรื่องจำเป็น การรู้แค่ภาษาที่ 2 ในปัจจุบันอาจจะไม่พอแล้ว ทำให้คนเริ่มสนใจภาษาที่ 3 ที่ 4 แต่การเรียนรู้เพียงแค่ภาษายังไม่พอ ยังต้องมีเรื่องของความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ลักษณะการทำธุรกิจต่างๆ ด้วย”

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เอกลักษณ์ความเป็นชุมชนนานาชาติขับเคลื่อนไปได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางกระแสโลภาภิวัฒน์ เอแบค จึงได้วางรากฐานการพัฒนาภายใต้แนวคิด The Land of Tradition and Innovation โดยคำว่า Tradition หมายถึง ขนบธรรมเนียมประเพณี มรดกตกทอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิชาความรู้คุณภาพการศึกษาทั้งในแง่อาจารย์ก็ต้องรู้จักคิดและสอนให้เด็กคิดเป็น รู้ถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ มีมุมมอง ทัศนคติที่ถูกต้อง และรู้จักการจัดการอารมณ์ที่เหมาะสม เรียกว่าต้องให้เด็กที่จบมาเก่งทั้งคนและเก่งทั้งงานอันเป็นการจัดการศึกษาตามหลักการจัดการศึกษาคาทอลิกที่กำหนดว่า “คนทั้งครบ” (Total and Complete Man) ขณะเดียวกันในโลกยุคใหม่การศึกษาต้องมี Innovation เช่นในแง่ของหลักสูตรที่นำระบบ IT มาใช้กับการเรียนการสอน นักศึกษาสามารถทบทวนบทเรียนผ่านระบบอินเทอร์เน็ตด้วยการดาวน์โหลดวิชาเรียนผ่านอุปกรณ์ (Devices) ประเภทต่างๆ เทคนิคการสอนใหม่ที่ไม่หยุดอยู่กับที่ หรือกระทั่งใช้ IT กับระบบการบริหารจัดการข้อมูลภายในมหาวิทยาลัย รวมถึงการทำงานวิจัยต่างๆ

     “เราบอกเลยว่า เอแบค เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และทุกอย่างที่เราทำ เรานำคนอื่นตลอดเพราะสิ่งเหล่านี้เราดีไซน์ไว้ตั้งแต่ต้น”

นอกจากนี้แล้ว บราเดอร์บัญชา ย้ำว่า สิ่งที่เอแบค ให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือกระบวนการด้านการเรียนการสอนที่เรียกว่าเป็นการสร้างความเป็นตัวตน ด้วยการให้อิสรภาพทางความคิด ผลักดันให้เกิดบุคลิกและอุปนิสัยที่เรียกว่า Characterist Traits ที่มีลักษณะเฉพาะของนักศึกษาเอแบค ไม่ว่าจะเป็นพูดภาษาอังกฤษได้ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ การทำงานเป็น Teamwork กล้าโต้แย้ง กล้าแสดงความคิดเห็นด้วยความมั่นใจกล้าตัดสินใจ และเพื่อปูพื้นฐาน Characterist Traits ให้มีความแข็งแกร่ง รูปแบบการเรียนการสอนจึงมีส่วนสำคัญ โดยอันดับแรกที่เป็นเรื่องของวิชาการ ซึ่งนอกจากความรู้เฉพาะทางตามสาขาวิชาที่เรียนแล้ว ในทุกหลักสูตรจะมีวิชาที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ นั่นเพราะการบริหารจัดการคือพื้นฐานของการทำงานในทุกอาชีพ ไม่ว่านักศึกษาเรียนจบแล้วมีอาชีพอะไร ทนาย ศิลปิน วิศวกร ฯลฯ หากมีความรู้เรื่องการบริหารจัดการก็จะสร้างข้อได้เปรียบให้กับการเติบโตในเส้นทางอาชีพ รวมถึงการบริหารจัดการชีวิตด้วย

“นอกจากสอนด้านวิชาการ เราต้องสอนให้เด็กรู้จักชีวิต ดังนั้นเด็กทุกคนจะถูกสอนเรื่องจริยธรรมวิชาชีพตลอดทั้ง 4 ปีการศึกษา เป็นวิชาบังคับที่ทุกคนต้องเรียน ไม่มีหน่วยกิต แต่ถ้าไม่เรียนก็ไม่จบ เพราะอะไร…เหตุผลคือ จริยธรรมวิชาชีพเป็นเรื่องสำคัญในสังคมปัจจุบัน เราต้องการให้เด็กของเราเมื่อจบไปแล้วเข้าไปอยู่ในสังคม ไม่โกง อย่าเอากำไรกับสังคมอย่างไร้คุณธรรม รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกที่สำคัญปีสุดท้ายเราจะส่งเด็กไปเรียนรู้การทำงานในโลกภายนอก ซึ่งจะทำให้เด็กได้สัมผัสกับความเป็นจริง ไปดูว่าทั้งหมดที่เรียนรู้ไปนั้นเอาไปใช้ตรงไหนได้บ้าง ความรู้ความเฉลียวฉลาดที่ปราศจากคุณธรรมและจริยธรรมเป็นอันตรายต่อสังคมมาก”

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของประชาคมอาเซียนในอีก 3 ปีข้างหน้านี้ ซึ่งจะเป็นการเปิดเสรีตลาดการค้า การลงทุน และการศึกษา แน่นอนว่าย่อมมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้น แต่อย่างน้อย บราเดอร์บัญชา อธิบายว่า ที่ผ่านมาเอแบค ได้ออกแบบสถาบันให้มีความเป็นชุมชนนานาชาติตั้งแต่ต้น ดังนั้นเรื่องภาษาและวิชาการแง่มุมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนจึงได้เตรียมพร้อมให้นักศึกษาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้พื้นฐานของอาเซียนทั้งด้านสภาพเศรษฐกิจ ศิลปวัฒนธรรมรวมถึงทักษะและวิธีการทำงานกับคนชาติต่างๆ ที่มีความหลากหลายทางด้านเศรษฐสังคม (Socio-Economic Background) เพราะมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญมีนักศึกษานานาชาติ กว่า 3,000 คนจาก 88 ประเทศ ย่อมเป็นโอกาสในการเรียนรู้และอยู่กับความแตกต่างได้อย่างกลมกลืน แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการพัฒนาความคิด และฝึกความเป็นผู้นำ “เพราะโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โลกใบนี้มีปัญหาอะไรเราต้องรู้ เช่น global warming ความยากจน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเหล่านี้เป็นปัญหาของโลกที่นับวันจะมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา และล้วนส่งผลกระทบต่อตัวเราทั้งสิ้น การสอนจึงไม่ใช่แค่สอนให้ทำงานได้อย่างเดียว แต่ต้องสอนให้เด็กพัฒนาความคิด เพราะเมื่อมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็จะสามารถคิดและพัฒนาสิ่งใหม่ๆ เป็นการต่อยอดและแก้ปัญหาได้ในทำนองมองปัญหาออก แก้ปัญหาเป็น”

ด้วยเหตุนี้ การเรียนการสอนในเอแบคจึงมีความเข้มข้น ซึ่งบราเดอร์บัญชา บอกว่าในระหว่างการเรียนการสอน 4 ปี นอกจากวิชาการปกติแล้วยังมีกิจกรรมต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมให้นักศึกษาออกไปเผชิญโลกภายนอกได้อย่างมั่นใจ ซึ่งพอจะแบ่งคร่าวๆ ได้คือ ปีแรกจะเน้นให้นักศึกษารู้จักตัวเอง เรียนเพื่อต้องการอะไร ปีที่สองตัวดูตัวเองวว่าเก่งอะไร หรือมีศักยภาพอะไรที่จะไปพัฒนา ปีที่สามสอนให้รู้จักความเป็นผู้นำ ต้องการเด่นด้านไหนก็ศึกษาความรู้ด้านนั้นให้หมด เพื่อนำไปวางแผนกับชีวิต ปีที่สี่ต้องเรียนรู้การให้ รู้ว่าจะให้อะไรกับตัวเอง ให้อะไรกับผู้อื่น และให้อะไรกับสังคม

 “เวลาเราสอนคน เราไม่ได้สอนให้มีแต่สติปัญญา แต่เราสอนทั้งองคาพยพ ทั้งร่างกาย จิตใจ ร่างกายคือต้องแข็งแรง ต้องสมาร์ท มีสติปัญญา ส่วนจิตใจก็คือ emotion เพราะอารมรณ์กับสังคมเป็นเรื่องเดียวกัน ต้องคุมอารมณ์ของตัวเราเองให้ได้ ตามหลัก “คนทั้งครบ” ที่กล่าวแล้ว

เพราะการศึกษาสร้างคน และการสร้างคนก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร คนที่ดีในสังคมก็คือคนที่มีคุณภาพ มีสติปัญญาบวกกับจริยธรรม คุณธรรม ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ เอแบค เน้นย้ำมาตั้งแต่ต้น

 

 แหล่งที่มา : Business+Top Universities 2012 หน้า 74 – 75

4. Bro. Bancha Saenghiran

ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ : 360 องศา “Education-Driven Strategy”

“มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ” (Assumption University : AU) เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของเมืองไทยที่ติดอันดับ Top of Mind มานานนับทศวรรษ ด้วยความเป็นสากลที่แตกต่างอย่างยั่งยืนของ “AU” ที่ไม่เป็นสองรองใคร จากการพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดนิ่งมากว่า 40 ปี และการเดินยุทธศาสตร์ทางการศึกษาแบบรอบด้าน 360 องศา เพื่อการผลิต “ทุนมนุษย์” ระดับคุณภาพระดับสากลสู่สังคม และที่เหนือกว่านั้น คือ เพื่อสร้าง “ทุนมนุษย์” ให้เป็น “ทุนของประเทศไทย” ในการสร้างความสามารถทางการแข่งขันในเวทีโลกได้ !!  

“มหาวิทยาลัย อัสสัมชัญ” ที่มีประวัติความเป็นมาจากความมุ่งมั่นพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนกว่า 100 ปี ให้กับระบบการศึกษาไทยของมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และต่อมาได้ขยายจนถึงระดับอุดมศึกษา ที่เน้นใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนเป็นแห่งแรกของประเทศไทยขึ้นในนาม “Assumption School of Business” (ASB) ต่อมาในปี พ.ศ. 2515 และสถาบันได้รับการรับรับรองอย่างเป็นทางการ และใช้ชื่อใหม่ว่า “วิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ” (Assumption Business Administration College : ABAC) จนกระทั่ง 22 พ.ค. 2533 ทบวงมหาวิทยาลัยก็อนุมัติให้เปลี่ยนสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัย โดยใช้ชื่อใหม่ว่า “มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ” (AU) ซึ่งปัจจุบันเปิดสอนครบทั้งระดับปริญญาตรี-โท-เอก โดยยังคงใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางในการเรียนการสอน อีกทั้งยังได้ปรับปรุงระบบการศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และเป็น “ชุมชนนานาชาติ” ที่มีนักศึกษาและคณาจารย์ต่างชาติมากที่สุดในประเทศไทยกว่า 80 ประเทศทั่วโลก 

ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวถึงภาพรวมของตลาดสถาบันการศึกษาว่า ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาเกิดขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก ไม่เว้นแม้แต่ภาพธุรกิจเองก็เริ่มหันมาเปิดสถาบัน เพื่อสร้างแรงงานป้อนเข้าสู่องค์กรของตนเองโดยตรง ส่งผลทำให้สถานการณ์ตอนนี้อยู่ในภาวะ Over Supply หรือจำนวนที่นั่งในสถาบันการศึกษามีมากกว่าจำนวนนักศึกษาจริง นอกจากนี้ ตลาดการศึกษายังเป็นตลาดที่อ่อนไหวโดยตรงต่อ วิกฤติเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ปกครองและนักศึกษา เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำย่อมทำให้กำลังซื้อของผู้ปกครองลดน้อยลงไปโดยปริยาย ขณะที่เนื้อหาของหลักสูตรการเรียนการสอนนั้น ก็มีความคล้ายคลึงกัน และมีบ้างที่ดัดแปลงหลักสูตรพื้นฐานให้เหมาะสมสำหรับวิชาชีพเฉพาะมากยิ่งขึ้น  

ส่วนปัญหาความผันผวนทางการเมืองนั้น ก็ส่งผลต่อแวดวงการศึกษาด้วย โดยเฉพาะการเปลี่ยนนโยบายทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและมาตรฐานการศึกษา ซึ่งส่งผลให้สถาบันการศึกษาจำเป็นต้องวิ่งตามการเปลี่ยนแปลงให้ทัน ไม่รู้ว่าจะเป็นการส่งเสริมกองทุนให้นักศึกษายืม การประกันคุณภาพ กรอบมาตรฐานคุณภาพ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีตัวแปรจากประเทศคลื่นลูกใหม่ที่พร้อมก้าวมาเบียดเราอยู่ทุกขณะ เช่น ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ เป็นต้น ในขณะที่คนไทยเองยังคงเคยชินกับการเป็นผู้ตาม นี่จึงอาจเป็นข้ออ่อนด้อยที่จะทำให้ถูกแซงหน้าไปได้ง่ายๆ  

ด้วยเหตุเหล่านี้เอง ภราดา ดร.บัญชา ได้ให้มุมมองในฐานะผู้กำหนดทิศทางของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญว่า AU ต้องคอยสังเกตและปรับตัวเองให้รอบด้าน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่นักศึกษา และยังคงความเป็นหนึ่งในผู้นำของวงการศึกษาไทย โดยมุ่งกลยุทธ์แรกไปที่การปรับปรุงหลักสูตรที่จะต้องคำนึงถึงความทันสมัยให้เท่าทันกับการแปรเปลี่ยนของโลก ขณะเดียวกันหลักสูตรต่างๆ ก็ต้องสอดคล้องกับนโยบายของรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล และเพื่อสร้างความแตกต่างและตอบสนองความต้องการให้ได้มากที่สุด AU จึงหันมาจับกลุ่ม Niche Market เพิ่มด้วยการสรรหาหลักสูตรใหม่ๆ ที่ไม่สามารถหาเรียนได้ในประเทศไทยมาเปิดสอน เช่น วิศวะการบินที่ไม่ได้สอนเพียงแค่การเป็นนักบิน แต่ยังสอนให้เป็นวิศวกรที่สามารถดูแลเครื่องได้ด้วย และที่ขาดไม่ได้ คือ การสอนภาษาต่างประเทศที่เป็นของคู่กับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญไปแล้วนั้น ปัจจุบันก็มีการสอนภาษาอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ไม่ได้เน้นเพียงแค่ภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียว  

นอกจากนี้ จุดแข็งทางด้านการเรียนการสอนที่เป็นความแตกต่างอย่างชัดเจนของ AU ยังประกอบด้วย

  1. Business Language นักศึกษาที่จบการศึกษาไปอย่างน้อยต้องสามารถสื่อสารภาษาต่างประเทศที่ใช้ในทางธุรกิจได้อย่างน้อย 1 ภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ, จีน, ญี่ปุ่น หรือภาษาฝรั่งเศส
  2. Entrepreneurship หรือ ทักษะการบริหารจัดการธุรกิจในฐานะผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถนำไปสร้างธุรกิจของตนเองได้
  3. Ethics การเรียนการสอนถึงจริยธรรมของวิชาชีพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องค่อยๆ ย่อยให้เด็กได้เข้าใจและนำไปปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวันของตนเอง

“นักศึกษาที่จบออกไปแล้ว ต้องคิดเป็น แก้ปัญหาได้ และเรียนรู้ใหม่ด้วยตัวเองได้ แต่หน้าที่เหล่านี้ไม่ใช่ภาระของฝ่ายการศึกษาเพียงอย่างเดียว การจะให้นักศึกษาจบจากรั้วมหาวิทยาลัยแล้วสามารถปฏิบัติได้ทันทีนั้น เป็นเรื่องยาก เพราะเวลาในห้องเรียนมีไม่มาก ฝ่ายธุรกิจต้องมีส่วนผลักดันให้นักศึกษาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ด้วย”  

กลยุทธ์ถัดมาของ AU คือ การฉีกตนเอง เพื่อสร้างความแตกต่าง การสร้างมาตรฐานการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยพื้นฐานต้องเริ่มจากการวางแนวทางให้เข้ากับนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่อง TQF (Thailand Quality Framework) ซึ่งเป็นการควบคุมมาตรฐานระดับคุณภาพ ซึ่งในอนาคตก็จะพัฒนาไปสู่ AQF (Asian Quality Framework) เพื่อเป็นมาตรฐานที่น่าเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น 

เมื่อการจัดการภายในพร้อมแล้ว ก็ถึงเวลาของการจัดการช่องทาง (Channel) ให้สามารถเข้าถึงนักศึกษาและประชาชนทั่วไป ซึ่งต้องเหมาะสมและง่ายกับผู้รับให้มากที่สุด ดังนั้น งานด้านไอทีจึงเป็นเรื่องที่ AU ไม่เคยมองข้าม   

ภราดา ดร.บัญชา เผยว่า มหาวิทยาลัยได้ลงทุนเรื่องนี้มานานอย่างต่อเนื่อง และไม่เคยหยุดนำเทคโนโลยีใหม่มาปรับใช้กับมหาวิทยาลัยเลย อย่างไรก็ตาม แม้อิทธิพลของเทคโนโลยีจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อนักศึกษามากขึ้นก็จริง แต่ด้วยลักษณะนิสัยของเด็กไทยที่อาจจะยังไม่มีระเบียบวินัยมากนักเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก ทำให้การเรียนการสอนของ AU เลือกที่จะเดินด้วยวิธี Mix Mode คือ ต้องอาศัยทั้งการเรียนในห้องเรียน ซึ่งเป็น Traditional Classroom หรือการเรียนการสอนในห้องเรียนปกติมาผสมผสานเข้ากับ Virtual Classroom หรือห้องเรียนเสมือน ซึ่งเป็นการเรียนการสอนผ่านทางอินเทอร์เน็ต 

นอกจากช่องทางการเรียนการสอนแล้ว ช่องทางการให้ข้อมูลข่าวสารเพื่อประชาสัมพันธ์ AU ก็เป็นเรื่องจำเป็น รวมทั้งการทำความเข้าใจเรื่องค่าใช้จ่ายทางการศึกษาใน AU เพื่อสร้าง Brand Exposer และ Brand Perception เนื่องจากที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า AU มักมีภาพลักษณ์ว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีค่าใช้จ่ายสูง และผู้ปกครองนักเรียนนักศึกษาในต่างจังหวัดอาจจะไม่รู้จัก AU ดีนัก ทำให้เมื่อหลายปีก่อน AU เป็นมหาวิทยาลัยแรกที่เข้าไปทำ Campus Visiting ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อแนะนำและให้ข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังมีการตั้งศูนย์ข้อมูลในจุดต่างๆ ตามสถาบันในเครือ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่, นครราชสีมา, อุบลราชธานี, ศรีราชา เป็นต้น และที่ขาดไม่ได้ในตอนนี้ก็คือช่องทาง Social Network ซึ่งถือเป็นช่องทางการสื่อสารแบบอินเตอร์แอคทีฟที่มีประสิทธิผลช่องทางหนึ่ง  

การเดินยุทธศาสตร์ทางการศึกษาของ AU ด้วยเป้าหมายที่ต้องการทะยานสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ และของโลกนั้นทำให้ AU มิได้หยุดอยู่แค่การพัฒนาตนเองเพื่อไปสู่เป้าหมาย หากแต่ยังมีโลกทัศน์ในฐานะที่เป็นหนึ่งใน “เสาหลัก” ของสถาบันการศึกษาด้วย 

การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดของธุรกิจการศึกษา หากนักศึกษาที่จบออกมาแล้วสามารถนำความรู้มาประกอบอาชีพได้จริงก็นับว่าสถาบันนั้นประสบผลสำเร็จทางธุรกิจแล้ว แต่จะสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น หากสถาบันนั้นมุ่งสร้างศีลธรรมให้แก่บุคคล นอกเหนือจากการสร้างสติปัญญา !! 

ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ

อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)

 

แหล่งที่มา : นิตยสาร Strategy + Marketing Magazine [November 25, 2011] page: 137-139

 
 
5. The Entrepreneur Creator ABAC The Land of Tradition and Innovation

“อุปสรรคทั้งปวง สามารถเอาชนะได้ด้วยความอุตสาหะ”

  สถาบันที่เปรียบประดุจบ้านเกิด

ผู้เรียนทุกคนประหนึ่งเป็นสมาชิก

ในครอบครัวเดียวกัน 

 สถาบันที่เป็นแสงประทีปแห่งปัญญา

เป็นดวงประทีปส่งนำชีวิตไปสู่จุดหมาย

ด้วย “ปัญญา” และ “คุณธรรม” 

 สถาบันที่เปรียบเป็น “นาวาชีวิต”

ที่ต้องฝ่าคลื่นลมไปจนถึงฝั่ง 

โดยให้คิดอยู่เสมอว่า “ชีวิตคือการต่อสู้”

สถาบันที่สอนให้คนทำงานทุกอย่างเพื่อเป็นสิริมงคลแก่พระเจ้า

และให้มุ่งแสวงหาความรู้อยู่เสมอ 

 สถาบันที่พร่ำสอนให้กระทำความดี

เพื่อเชิดชูและจรรโลงไว้ซึ่งเกียรติยศ

จะเป็นที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว 

 ………………

 มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC)  

The Entrepreneur Creator

 

“ปรัชญาการศึกษาของ ABAC ไม่เปลี่ยนเพราะถือเป็นสถาบันการศึกษาคาทอลิก ต้องยึดมั่นต่ออุดมการณ์ของผู้ก่อตั้งคือนักบุญ หลุยส์ มารี กรีญอง เดอ มงฟอร์ต (Saint Louis Marie Grignion de Montfort) ที่เชื่อว่า การศึกษาจะเป็นตัวสร้างคนให้มีปัญญา”

ของเก่าดีๆ เก็บไว้ ของใหม่มา ใช้อย่างรู้ทัน ใช่ว่า “เก่าไป ใหม่มา” ซะที่ไหนกัน ถ้าจะให้ดีทั้งสองอย่างต้องผสมกลมกลืนให้ลงตัวที่สุด ความคิด วิธีการ คุณค่า ค่านิยมที่เติบโตมาพร้อมความงอกงามของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ประสานกับองค์ความรู้ที่เชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยี เพราะโลกศตวรรษที่ 21 เปลี่ยนแปลงชนิดที่ต้องจับตาทุกขณะ มหาวิทยา-ลัยอัสสัมชัญจึงเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงเสมอมา  

@ABAC สถาบันการศึกษาที่เกิดขึ้นจากการออกแบบมาตั้งแต่ต้น (Born By Design) โดยมีปรัชญาการศึกษาที่พัฒนาศักยภาพของบุคคลทุกมิติ ทั้งด้านร่างกาย สติ ปัญญา อารมณ์ และจิตวิญญาณ เพราะแต่ละส่วนที่ผสานเป็นหนึ่งเดียวนั้นไม่อาจแยกออกจากกันได้เด็ดขาด ถึงจะเรียกว่า “สมบูรณ์แบบ”

ดัง “จิตตารมณ์” ที่ได้รับการทบทวนจากคณะภราดาเสมอเหมือนอัตลักษณ์อย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัยที่มุ่งมั่น ทุ่มเท ทำงานหนัก (Operated by Commitment) เพื่อผลิตผู้เรียนออกสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีคุณภาพพร้อมสรรพวิชาด้วยบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ภายในมหาวิทยาลัย ตลอดจนความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนาของผู้เรียนยิ่งเปิดโลกทัศน์และมุมมองทางความคิดให้กับผู้เรียนได้เห็นมุมมองของการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น

“การให้การศึกษากับคน ต้องให้การศึกษาให้ครบไม่ใช่ให้ส่วนเดียวของร่างกายเพราะคนนี่มีหลายมิติ (Dimensions) ซึ่งจับแยกกันไม่ได้” ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าว หากร่างกาย (body) ไม่แข็งแรงก็ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และประกอบกิจการงานต่าง ๆ ขณะเดียวกันสติปัญญาต้องได้รับการพัฒนาโดยให้การศึกษา ให้คนรู้จักคิด รู้จักสร้างงานด้วยตนเอง และสร้างสรรค์งานอย่างมีคุณธรรม

ปณิธานเมื่อแรกก่อตั้ง จวบจนวันนี้ยังคงความเข้มแข็งในการทำหน้าที่เป็น “ผู้ให้” การศึกษาอันเป็นเลิศของคณะภราดาและคณาจารย์ เพื่อบ่มเพาะความรู้ให้กับผู้เรียนพร้อมกับคุณธรรมที่ดำรงไว้ซึ่งความเป็น “คนดี” ของสังคม ดังที่ ภราดา ซีเมออน (Simeon) อัคราธิการองค์ที่ 2 (ค.ศ. 1852- 1862) 

เคยกล่าวไว้ว่า “…จะอย่างไรก็ตามภราดาที่รัก พวกเราต้องพยายามทำตนให้เหมาะสมกับการเป็นครู มิใช่ทางด้านศาสนาและคุณธรรมเท่านั้น แต่ในด้านวิชาโลกด้วย…” (4 สิงหาคม 1855 )

พัฒนาการของมหาวิทยาลัยก้าวไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ทั้งในเรื่องสภาพแวดล้อม ผนวกกับการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation) ปรับรูปแบบวิธีการบริหารงานให้คล่องตัว (Adapting itself to the changes) และนำนวัตกรรมกลับมาใช้ใหม่ (Re-innovation) ผ่านหลักสูตรที่ปรับเปลี่ยนให้ทันสมัย เทคโนโลยีการสอนที่ตามทันกระแสนำมาใช้เพื่อให้เกิดความคิดริเริ่มและตื่นตัวต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ตลอดจนไม่ได้ละเลยเทคนิคการสอนของอาจารย์แม้จะเป็นคณาจารย์รุ่นเก่าแต่มีความทันสมัยที่ปรับตัวไปพร้อมกับผู้เรียนทุกย่างก้าว

ทว่า สิ่งหนึ่งที่เอแบคยังคงยึดมั่นไม่เสื่อมคลายแม้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะล้ำหน้าไปมากแค่ไหนก็ตาม คือ การขัดเกลาผู้เรียนให้มีคุณธรรม ซึ่งสะท้อนผ่านวิชา Professional Ethics ที่แม้จะไม่มีหน่วยกิต ไม่สามารถวัดผลเป็นคะแนนได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ความสำคัญกลับเป็นเครื่องมือหล่อหลอมคุณธรรมและจริยธรรมซึ่งเป็นพื้นฐาน “ความดี” ของความเป็นมนุษย์ให้กับผู้เรียนที่ซึมลึกอยู่ในจิตวิญญาณ 

ความรอบรู้ที่จำเป็น ในยุคโลกาภิวัตน์จำเป็นอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้เพื่อเข้าสู่เส้นทางการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันในโลกยุคใหม่ที่ต้องมองให้รอบด้านบริหารจัดการให้เป็นระบบ สามารถวิเคราะห์ สิ่งแวดล้อมภายใน ภายนอกอย่างเท่าทัน และรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็น

“เราฝึกเด็กของเราให้เป็นผู้นำ ในศตวรรษที่ 21 ต่างจากผู้นำในอดีต และจะนำอย่างไร เราจึงต้องรู้จักสร้างคนให้เป็นผู้นำโดยมีลักษณะเป็นคนที่ Think Globally and Act Locally ต้องรู้จักประชาคมโลก มีนิสัยที่เรียกว่าคิดกว้าง เรียนรู้วัฒนธรรมต่างประเทศ เมื่อรู้วัฒนธรรมคนอื่นก็รู้จักเขาดีขึ้นและทำธุรกิจก็ง่าย”

จากปี 1969 ถึง 2011 เอแบคก้าวขึ้นแท่นผู้นำด้านการศึกษา เพราะเมื่อคิดจะลงทุนใน “คน” แล้ว ก็ต้องทำให้อย่างสมบูรณ์ที่สุด แม้ผลสะท้อนที่ได้กลับมาไม่ได้ออกมาเฉพาะแต่บุคลากรที่จบออกไปเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับประเทศ แต่ความงอกงามและคุณธรรมที่ติดตัวพร้อมกับทักษะการใช้ชีวิตจะเป็นเครื่องมือและเกราะป้องกันที่ดีที่พร้อมให้พวกเขาเหล่านั้นรู้ทันและปรับตัวเข้ากับโลกได้อย่างองอาจนั่นเอง

 

แหล่งที่มา : นิตยสาร MBA ฉบับเดือนสิงหาคม – กันยายน 2554 หน้า 56-59

 

6. มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สถาบันการศึกษาที่คนไทยเชื่อมั่นในความเป็นนานาชาติ

เมื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเปิดพรมแดนนานาชาติให้สามารถทำการค้าด้วยกันได้ทั่วโลก ความต้องการบุคลากรที่มีความพร้อมทั้งความรู้ความสามารถ และภาษาที่เป็นสากลในตลาดแรงงาน ทำให้วงการศึกษาในไทยเกิดความตื่นตัวรับกระแส สถาบันการศึกษาหลายแห่งพยายามปรับหลักสูตรให้สามารถตอบสนองความต้องการในภาคธุรกิจ จนเกิดการแข่งขันสร้างจุดเด่นในความเป็นนานาชาติในสายตาพ่อแม่ผู้ปกครอง 

ท่ามกลางสถาบันการศึกษานานาชาติที่เปิดแข่งกันเป็นดอกเห็ดอยู่ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยที่มีระบบการสอนหลักสูตรนานาชาตินับตั้งแต่วันแรกเริ่มก่อตั้งกระทั่งมาขยับนำไปอีกก้าวด้วยการตั้งเป้ายกระดับความเป็นนานาชาติ สู่การเป็นมหาวิทยาลัยโลก เพื่อแสดงศักยภาพความเป็นสถาบันการศึกษาที่พร้อมมอบองค์ความรู้ระดับสากลแก่นักศึกษาทั่วโลก 

ยกระดับนานาชาติ สู่มหาวิทยาลัยโลก 

ภราดา ดร. บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) กล่าวว่าการเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติ ไม่ได้หมายเพียงแค่เรื่องภาษาเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงองค์ประกอบทุกอย่างอันเป็นปัจจัยสร้างองค์ความรู้ระดับสากลที่จะทำให้เมื่อจบการศึกษาออกไปแล้ว นักศึกษาสามารถนำเอาองค์ความรู้นี้ไปใช้ประโยชน์ได้ทั่วทุกมุมโลก โดยไม่ต้องมาเสียเวลากับการปรับตัวอีก ซึ่งการสร้างองค์ความรู้สากลนี้เอแบคได้สั่งสมประสบการณ์มานานกว่า 40 ปี โดย เน้นปัจจัยสำคัญดังนี้

 – ผู้เรียน ปัจจุบันเอแบคมีนักศึกษาต่างชาติมากกว่า 3,000 คน จาก 88 ประเทศใน 6 ทวีป และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างน้อยปีละ 15% การเป็นแหล่งรวมนักศึกษานานาชาติอย่างแท้จริง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างกันอันจะเป็นการลดช่องว่างและสร้างความเข้าใจที่เสริมประสิทธิภาพวิชาความรู้ของนักศึกษาให้สามารถนำไปใช้งานให้เกิดประโยชน์ทั่วทุกมุมโลก 

– ผู้สอน อาจารย์ผู้สอนเป็นผู้ที่มีคุณวุฒิมาจากหลายประเทศ โดยมีอาจารย์ต่างชาติ 30% ที่เหลือเป็นอาจารย์คนไทยที่จบการศึกษามาจากต่างประเทศ และบางท่านมีประสบการณ์การสอนในต่างประเทศมาก่อน 

– สภาพแวดล้อม ทั้งตึกอาคารเรียน สำนักงาน หอสมุด หอพัก หรือแม้กระทั่งป้ายประกาศล้วนสร้างให้เป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมนานาชาติอย่างแท้จริง ซึ่งจะมีส่วนผลักดันให้นักศึกษาภายในรั้วมหาวิทยาลัยต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางในการสื่อสาร บรรยากาศการเรียนการสอนจึงไม่ต่างไปจากมหาวิทยาลัยเมืองนอกที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย 

– หลักสูตรการเรียนการสอน มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชื่อดังในหลายประเทศเพื่อพัฒนาหลักสูตรให้มีความเป็นสากลตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานโลก อีกทั้งยังมีการควบรวมหลักสูตรที่มีความเกื้อหนุนกันเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่รอบด้าน นักศึกษาที่จบออกไปจึงไม่เพียงรู้ลึกรู้กว้างในสาขาวิชาที่เรียน แต่ยังมีความคล่องตัวในการปรับตัวให้เข้ากับวิชาชีพในอนาคต “เช่น หลักสูตรวิศวกรรมการบิน นักศึกษาจะมีความรู้พื้นฐานทั้งทางด้านวิศวกรรม และด้านอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อจบออกไปแล้ว หากค้นพบทีหลังว่าไม่ชอบหรือไม่ถนัดอาชีพนักบิน หรือประสบปัญหาไม่สามารถประกอบอาชีพนักบินได้ ก็ยังสามารถไปประกอบอาชีพอย่างอื่นได้ หรือศึกษาต่อในด้านอื่นได้ เช่น วิศวะ หรือ ช่างซ่อมเครื่องบิน” อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าว  

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็นสถาบันการศึกษานานาชาติที่ได้รับการยอมรับในต่างประเทศ มีหลายมหาวิทยาลัยทั้งใน ยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศทั่วเอเชียส่งนักศึกษามาเรียนที่นี่ปีละหลายร้อยคน ภราดา ดร. บัญชากล่าวว่ากว่าเอแบคจะมาเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติจนเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในช่วงปีแรกๆ ที่ยังไม่มีอาจารย์จบจากต่างประเทศมากนัก ทำให้เอแบคต้องลงทุนจ้างอาจารย์ชาวต่างชาติมาสอนขณะที่นักศึกษาในยุคนั้นมีพื้นฐานภาษาไม่ดีประเภทเรียนมาหลายปีก็ยังไม่สามารถใช้งานได้ มหาวิทยาลัยจึงต้องพยายามทุกอย่างเพื่อปรับพื้นฐานภาษาให้กับนักศึกษา อีกทั้งยังต้องปรับหลักสูตรให้มีความทันสมัย ตอบสนองความต้องการของสังคม และตลาดแรงงานไปพร้อมกัน

ความสำเร็จในวันนี้จึงต้องยกประโยชน์ให้กับคณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ตลอดจนถึงนักศึกษานับจากอดีตมาจนถึงปัจจุบันที่ร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคจนนำพามหาวิทยาลัยมาถึงวันนี้ได้ ซึ่งนับจากวันนี้ไปถือเป็นภาระหน้าที่ของชาวเอแบครุ่นใหม่ทุกคนทั้งคณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ ตลอดจนถึงนักศึกษาจะร่วมกันนำพาเอแบคก้าวไปถึงการเป็น Thailand’s Global University ในปี 2562

 

มุ่งภารกิจผลิตทรัพยากรบุคคลสร้างสรรค์สังคมโลก

เพราะสังคมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอีกทั้งโลกที่ถูกย่อให้ทุกสังคมเชื่อมโยงถึงกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นในมุมหนึ่งจึงสามารถส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกได้ หลักสูตรการเรียนการสอนจึงไม่ควรมุ่งเน้นผลิตบุคลากรให้มีความสามารถในการแข่งขันกันเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องคำนึงถึงการรังสรรค์ประโยชน์ต่อส่วนรวม ประชาคมโลกจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข

วัฒนธรรมการเรียนการสอนของเอแบค เน้นเปิดเสรีทางความคิดให้กับนักศึกษา เพื่อฝึกฝนให้เป็นคนคิดเองเป็น ทำเองได้ โดยเชื่อว่าทักษะเช่นนี้จะทำให้นักศึกษาสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้พัฒนาต่อยอดความคิดใหม่ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมโลก ภราดา ดร. บัญชา กล่าวว่าก้าวต่อไปของเอแบคไม่ใช่เป็นสถาบันการศึกษาที่เน้นเนื้อหาวิชาการเป็นหลักอย่างเดียว แต่ต้องพัฒนาให้มหาวิทยาลัยผลิตงานวิจัยรองรับสังคมให้มากขึ้น สร้างมหาวิทยาลัยให้เป็น Teaching and Research University นำงานวิจัยเข้าไปเสริมความรู้หลัก และยกระดับงานวิจัยให้เทียบชั้นกับงานวิจัยระดับนานาชาติ ซึ่งเอแบคได้เปรียบตรงความเป็นนานาชาติมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยนำนักศึกษาต่างชาติเข้าสู่ประเทศจนเกิด เครือข่ายทางวิชาการ ส่งผลให้เกิดพลังขับเคลื่อนจากภายในมหาวิทยาลัยส่งผ่านไปยังภายนอกสะท้อนเอกลักษณ์มหาวิทยาลัยไปพร้อมกัน 

ขณะเดียวกันก็ต้องปลูกฝังจริยธรรมวิชาชีพให้กับนักศึกษาด้วย โดยทุกหลักสูตรของเอแบคนักศึกษาจะต้องเรียนและผ่านวิชาจริยธรรมวิชาชีพ ซึ่งไม่เพียงเรียนแค่ทฤษฎีเท่านั้น แต่ยังนำบุคคลสำคัญในวงการวิชาชีพต่างๆ มาถ่ายทอดประสบการณ์ตรง อีกทั้งจัดพานักศึกษาไปสัมผัสเรียนรู้ชีวิตผิดพลาดของคนในแต่ละกลุ่มเพื่อให้เกิดจิตสำนึกสาธารณะขึ้น เช่น สัมผัสกับชีวิตนักโทษในเรือนจำ บ้านพักคนชรา เป็นต้น 

ความมุ่งมั่นในการสร้างทรัพยากรบุคคลที่เป็นคนเก่ง เป็นคนดี และมีจิตสาธารณะ เช่นนี้ถือเป็นพันธกิจที่ท่านอธิการบดีคนปัจจุบันเชื่อมั่นว่าจะนำพามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลเพิ่มมากขึ้นจนสามารถผลักดันให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ในภูมิภาคเอเชีย ทั้งนี้เอแบคไม่เพียงเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศเท่านั้น ในประเทศไทยเองเอแบคขึ้นชื่อเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนในฝันที่หลายคนอยากเข้าศึกษา กระทั่งได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่ผู้ปกครอง และนักศึกษาทั่วเอเชียลงคะแนนให้ได้รับรางวัล Trusted Brand 2011 จากนิตยสารรีดเดอร์สไดเจสท์ ในปีแรกที่มีการสำรวจความนิยมในกลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชน ในเรื่องนี้ ภราดา ดร. บัญชากล่าวว่า เป็นความภาคภูมิใจที่ได้รู้ว่ามีคนเห็นความมุ่งมั่นในการอุทิศตนให้กับการศึกษาของมหาวิทยาลัย ซึ่งความภาคภูมิใจนี้จะเป็นพลังใจให้ชาวเอแบคทุกคนร่วมใจกันนำพามหาวิทยาลัยแห่งนี้ก้าวสู่การเป็น Thailand’s Global University ได้ตามเป้าหมายแน่นอน 

“ความเป็นสถาบันการศึกษา ต่างจากแบรนด์สินค้าทั่วไป เราไม่สามารถโฆษณาประชาสัมพันธ์จุดดีจุดเด่นของเราได้ พื้นที่สามหน้านี้จึงมีจุดหมายเพื่อแสดงความขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบความเชื่อมั่นให้กับเรา และขอให้คำมั่นว่าเราจะทำให้สถาบันการศึกษาแห่งนี้ เป็นแหล่งรวมการศึกษาของคนทุกชาติ เป็นสถาบันการศึกษาที่ทุกคนที่จบออกไปจะต้องเกิดความภาคภูมิใจในศักยภาพของตัวเอง”                  ภราดา ดร. บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญกล่าวในตอนท้าย 

 

แหล่งที่มา : วารสาร Resders Digest มิถุนายน 2554 หน้า 113-115 

 

7. ABAC ตอกย้ำ ม.เอกชนหลักสูตรนานาชาติแห่งแรกของไทยรุกเปิดประตูการศึกษาสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

โดย ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) เผยว่า “ทางมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) และโรงเรียนอัสสัมชัญ นครราชสีมาเราเป็นสถาบันการศึกษาที่บริหารโดยมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทยที่ผลิตบุคลากรเพื่อรับใช้สังคม และประเทศชาติมาเป็นเวลานาน เราทั้ง 2 สถาบันการศึกษาเล็งเห็นความสำคัญในเปิดโอกาสทางการศึกษาในเมืองไทยให้ก้าวสู่ระดับสังคมโลก (Form International to Globalization) ซึ่งเอแบคเป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกในเมืองไทยที่เปิดสอนหลักสูตรนานาชาติในทุกหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 ซึ่งตลอดมาทางบัณฑิตที่เรียนจบจากที่นี่เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพสร้างสรรค์พัฒนาชาติไทยให้เจริญก้าวหน้ามากมาย ทางมหาวิทยาลัยเองในเรื่ององค์ความรู้นั้นก็เป็นอันดับหนึ่งไม่รองใคร       กว่า 40 ปี ที่เอแบค หรือ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญยืนหยัดเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่เปิดสอนหลักสูตรนานาชาติที่มีนักศึกษามากเป็นอันดับต้นของเมืองไทย ล่าสุดมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ร่วมมือกับโรงเรียนอัสสัมชัญ นครราชสีมา เตรียมขยายโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนมัธยมที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยและผู้ที่สนใจศึกษาต่อในระดับโท และเอก ได้รับคำปรึกษาและสมัครเรียนในภูมิภาคของตัวเองผ่าน ศูนย์ ABAC Admissions Center ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ จังหวัดนครราชสีมา 

ในส่วนของผู้ปกครองที่จะส่งบุตรหลานเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ จะได้รับความมั่นใจและมีส่วนร่วมกับบุตรหลานในการตัดสินใจสรรหาสถาบันการศึกษาที่ดีที่สุด และมั่นใจที่สุดสำหรับส่งบุตรหลานเข้ามาเรียน เพราะสามารถเข้าถึงข้อมูลตรงและรวดเร็วจากศูนย์รับสมัครที่มีอยู่ในภูมิภาคของเรา ที่ผ่านมาเร่าค่อนข้างเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในการศึกษาต่อของเด็กมัธยมปลายและจนผู้สนใจศึกษาต่อในหลักสูตรนานาชาติระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ด้วยความเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้แบบนานาชาติที่มีนักศึกษาจากกว่า 80 ประเทศทั่วโลกเข้ามาศึกษาในแต่ละปี และมีหน่วยกิตการศึกษาที่ไม่แพงอย่างที่คิดเมื่อเทียบกับหลักสูตรนานาชาติของสถาบันอื่นในเมืองไทย และด้วยความเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกในการศึกษาที่มีความทันสมัย ทัศนียภาพและสภาพแวดล้อมอันงดงาม จะส่งผลให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จและมีความสุขกับการมาเรียนในสถาบัน

นอกจากนี้เอแบคยังเล็งเห็นความสำคัญของการสร้างศักยภาพทางการแข่งขันให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SMDs)ของประเทศไทย โดยศูนย์แห่งนี้จะเป็นศูนย์บริการให้คำปรึกษาและให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการโดยชื่อว่า ศูนย์สร้างสรรค์นวัตกรรมทางธุรกิจ หรือ ABAC Innovation. Creativity and Enterprise (ICE Center) และ ศูนย์ ABAC Business Leal and Advisory Center หรือ ศูนย์ปรึกษาทางธุรกิจ และกฎหมาย แก่ผู้ประกอบธุรกิจ SMEs เราคาดว่าการขยายโอกาสทางการศึกษาของเอแบคสู่ภูมิภาคอื่นๆ ต่อ ทั่วประเทศไทย จะสามารถสร้างสรรค์บุคลากรที่มีคุณภาพครบสูตรมารับใช้ประเทศชาติ และสังคมโลกได้ โดยที่นักศึกษาเหล่านี้สามารถเลือกเรียนได้ตามศูนย์ที่อยู่ในภูมิลำเนาของตนเอง” ภรดา ดร.บัญชา กล่าวทิ้งท้าย 

ด้าน ภราดาวีรยุทธ บุญพราหมณ์ อธิการโรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมากล่าวว่า “โรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา เป็น 1 ใน 14 สถาบันของมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้รับใช้ด้านการศึกษาให้กับชุมชนและผู้ปกครองของจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียงตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ที่เราประสบความสำเร็จ ทางด้านการจัดการศึกษาและเป็นที่ยอมรับของสังคมมาโดยตลอด  

โรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมาของเรา เปิดทำการสอนตั้งแต่ชั้นก่อนประถมศึกษา ถึง มัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนมุ่งพัฒนาเยาวชนไทยให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของนักบุญหลุยส์ มารี กรีญอง เดอ มงฟอร์ตที่มีจุดมุ่งหมายแรกเริ่มที่จะสอนให้เยาวชนอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น และมีหลักศาสนาเป็นแนวทางให้ประพฤติตนเป็นคนดี ปัจจุบันเรามีความพร้อมในทุกด้านทั้งอาคารเรียน อาคารประกอบ รวม 12 อาคาร อาคารที่พักนักเรียน ประจำ 4 อาคารห้องเรียนและห้องปฏิบัติการกว่า 100 ห้อง มีครูไทยและครูต่างชาติกว่า 200 คน และนักเรียนกว่า 3,000 คนต่อปี ซึ่งนักเรียนประจำและนักกีฬาช้างเผือกกว่า 30 คน การเปิดศูนย์รับสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญจึงเป็นการเพิ่มโอกาสต่อยอดสู่ความสำเร็จของลูกหลานชาวอัสสัมชัญสายตรง เพื่อก้าวไปสู่ระดับประเทศและนานาชาติในอนาคตอันใกล้” 

 

สนใจสอบถามข้อมูลได้ที่ ศูนย์ ABAC Admissions and study Abroad Center

โทร.044-295300 เบอร์ตรง 081 8151237

แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ปีที่ 10 ฉบับที่ 3496 วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 หน้า 10 

 

8. ทำไม มหาวิทยาลัย...ไม่มี Innovation ไม่ได้??

หากพูดถึงชุมชนการศึกษานานาชาติ ที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองไทย คงต้องยกให้ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือเอแบค ที่เปิดการเรียนการสอนด้วยหลักสูตรแบบนานาชาติเป็นแห่งแรกตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา 

ทำไม มหาวิทยาลัย… ไม่มี Innovation ไม่ได้?

นอกจากจุดแข็งความเป็น International Community เอแบคยังเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ปักธงสร้างเอกลักษณ์ทางการศึกษาบนแนวคิด The Land of Tradition and Innovation อย่างจริงจัง         

 

บราเดอร์บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวถึงการปรับตัวว่ามีสาเหตุมาจากกระแส Globalization และเทคโนโลยีที่มาแรง ทำให้การเรียนการสอน  2 ภาษา   และการมีจุดแข็งด้านองค์ความรู้ Management ของเอแบคไม่เพียงพออีกต่อไป การปรับตัวจึงมีทั้งด้าน Tradition หรือการรักษาคุณภาพการศึกษาที่ดีไว้ดังเดิม ควบคู่ไปกับการสร้าง Innovation           

“เราต้องเป็นองค์กรที่มีอยู่ในอนาคต จะมานั่งรักษาอย่างเดียวไม่ได้ จึงต้องสร้าง Innovation ในทุกเรื่อง เช่น หลักสูตรจะต้องมี Innovation หากยังทำแบบเดิม คนจะไม่สนใจ สังเกตว่าในยุคเก่าการศึกษาจะเน้นการสร้างคน แต่ในยุคใหม่เน้นการสร้างคนให้ออกมาทำงานให้ได้ เทรนด์ของวิชาชีพจึงเติบโตเร็วมาก     การศึกษาจึงต้องมี Innovation ในแง่ของหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน ความยืดหยุ่นในการทำงาน การเข้าเรียนในชั้นเรียน ตัวอย่างของ Innovation ในเอแบค เช่น การก่อตั้งสถาบัน ซิเด้ (CIDE : College of Internet Distant Education) เพราะในอนาคตจะเกิดภาวะแย่งงานกันทำ จึงเกิดคำถามว่าสถาบันจะดึงกลุ่มคนวัยทำงานมาเรียนได้อย่างไร ในเมื่อค่าเล่าเรียนเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงและคนกลุ่มนี้ต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย”

เอแบค ยังเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่สร้าง U Town หรือ University Town มหาวิทยาลัยเสมือนจริง (Virtual University) บนโลกออนไลน์แห่งแรกของไทย มีการจำลองสถาปัตยกรรมต่างๆ ในเอแบค เช่น ตึก สนามบาส อัฒจันทร์ รูปปั้น ฯลฯ เหมือนผู้ใช้งานเดินเข้ามาในเอแบคจริงๆ นอกจากนี้ใน U Town ยังมีการพัฒนาระบบให้นักศึกษาทำกิจกรรมได้มากมาย เช่น การสนทนาผ่านเครือข่าย การเข้าเรียนในชั้นเรียนที่สอนผ่านระบบ E – Learning และการพัมนาระบบอีคอมเมิร์ซ Virtual Commerce เป็นบริการเสริมสามารถซื้อขายออนไลน์ มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ในรูปแบบสามมิติ และสั่งซื้อสินค้าได้จริงผ่านระบบ Paypal

โปรเจ็กต์ต่อยอดของ U Town คือการเชื่อมโยงกับการศึกษา การท่องเที่ยว เช่น จำลองโบราณ สถานที่สูญหายไป เช่น วัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ จ.พระนครศรีอยุธยา การสร้างกิจกรรมสมานฉันท์ในสังคม เช่น การจำลองสวนโมกข์ มีเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมะ ซึ่งเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมในสังคมออนไลน์คุณภาพแห่งนี้ได้ด้วย

ล่าสุดเอแบคยังเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่เปิดการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ในระบบ Broadcast ผ่าน Mobile Learning ในระบบ iTouch & Learn เริ่มที่หลักสูตร i M.B.A. เป็นหลักสูตรแรก โดยมีการอัพโหลดเนื้อหาการเรียนการสอนไว้ในระบบที่พัฒนาร่วมกับ Apple นักศึกษาสามารถเข้าไปดาวน์โหลดเนื้อหาต่างๆ ลงมาไว้ใน iPhone, iPad หรือคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊คทั่วไป ทั้ง Platform Mac หรือ Windows เป็นการเผยแพร่เนื้อหาการเรียนสู่สากล และช่วยให้นักศึกษาสามารถเข้าไปดูเนื้อหาก่อนเรียนหรือในกรณีเข้าเรียนไม่ทัน ซึ่งมีส่วนช่วยให้การเรียนของนักศึกษามีความคล่องตัว สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น

ในอนาคตอันไกล้ เอแบคเตรียมการพัฒนาระบบ iTouch & Learn ขยายไปยัง Mobile Devices หรือสมาร์ทโฟน เช่น BlackBerry หรือ Android เพิ่มเติม

 

แหล่งที่มา : The Company (ปีที่ 14 ฉบับที่ 161 เมษายน 2554) หน้า 104

 

9. ABAC STEP FORWARD TO GLOBAL UNIVERSITY : 40 ปีเอแบค ทุกย่างก้าวแห่งการพัฒนา เพื่อผลิตบัณฑิตคุณภาพ

“เอแบค แหล่งบ่มเพาะกล้าพันธุ์ทรัพยากรมนุษย์ที่ทรงคุณภาพ สู่สังคม สถาบันการศึกษาที่ยืนยัด มุ่งมั่น ในเรื่องความเข้มข้น ด้านวิชาการ ควบคู่จริยธรรม คุณธรรม ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 40 อย่าง แข็งแกร่ง”

จากคำพูดที่ว่า การศึกษาเป็นรากฐานแห่งชีวิตนั้น เป็นคำที่พูดกันมานาน และยังมีความ ทันสมัยอยู่ทุกยุคสมัย เพราะผู้ที่มีการศึกษาที่ดีนอกจากจะมีโอกาสมากมายในชีวิตแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดการพัฒนาของประเทศชาติบ้านเมือง ซึ่งโดยระบบการศึกษาของไทยนั้น ถือได้ว่า เปิดกว้างทางการศึกษาอย่างอิสระ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การศึกษาสถาบันต่างๆ เกิดการแข่งขันกันขึ้นดังกล่าว นอกจากจะทำให้เกิดการพัฒนาด้านคุณภาพแล้วนั้น ยังเป็นส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้ธุรกิจด้านการศึกษาของไทย มีการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน รวมไปถึงหลักสูตรใหม่ๆ ที่ทันสมัย และก้าวทันต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอดังเช่นทุกวันนี้

นอกเหนือไปจากองค์กรความรู้ด้านวิชาการแล้ว มหาวิทยาลัยยังเป็นเหมือนสถานที่บ่มเพาะด้านคุณธรรมและจริยธรรมของทรัพยากรมนุษย์เหล่านี้ ให้เป็นผู้ที่มีวิชาความรู้ กอปรกับการเป็นคนดีของสังคม ดังนั้นในภาพรวมของการบริหารของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งให้มีสมบูรณ์พร้อมรอบด้านนั้น จึงเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่

 เปิดศักราชสถานับการศึกษานานาชาติ

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือ เอแบค เปิดดำเนินการครั้งแรกในปี ค.ศ. 1969 หรือ เมื่อ 40 ปีที่แล้ว โดยคณะนักบวชเซนต์คาเบรียลซึ่งได้รับการสถาปนาจากนักบุญหลุยส์มารีย์ เดอะมงฟอร์ต ประมาณ 300 ปีมาแล้ว นับถึงวันนี้ได้ผลิตบัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต ออกรับใช้สังคมเป็นจำนวนมาก ซึ่งความเป็นมาอันยาวนานเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมั่นคงแน่วแน่ทางการศึกษา และความเชี่ยวชาญ ในการอบรมสั่งสอนเยาวชนให้เป็นผู้มีคุณธรรม เป็นทรัพยากรมนุษย์ผู้ทรงคุณวุฒิและมากด้วยจริยธรรมคุณธรรมอีกด้วย

จากคำพูดที่ว่า การศึกษาเป็นรากฐานแห่งชีวิตนั้น เป็นคำที่พูดกันมานาน และยังมีความ ทันสมัยอยู่ทุกยุคสมัย เพราะผู้ที่มีการศึกษาที่ดีนอกจากจะมีโอกาสมากมายในชีวิตแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดการพัฒนาของประเทศชาติบ้านเมือง ซึ่งโดยระบบการศึกษาของไทยนั้น ถือได้ว่า เปิดกว้างทางการศึกษาอย่างอิสระ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การศึกษาสถาบันต่างๆ เกิดการแข่งขันกันขึ้นดังกล่าว นอกจากจะทำให้เกิดการพัฒนาด้านคุณภาพแล้วนั้น ยังเป็นส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้ธุรกิจด้านการศึกษาของไทย มีการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน รวมไปถึงหลักสูตรใหม่ๆ ที่ทันสมัย และก้าวทันต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอดังเช่นทุกวันนี้ 

นอกเหนือไปจากองค์กรความรู้ด้านวิชาการแล้ว มหาวิทยาลัยยังเป็นเหมือนสถานที่บ่มเพาะด้านคุณธรรมและจริยธรรมของทรัพยากรมนุษย์เหล่านี้ ให้เป็นผู้ที่มีวิชาความรู้ กอปรกับการเป็นคนดีของสังคม ดังนั้นในภาพรวมของการบริหารของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งให้มีสมบูรณ์พร้อมรอบด้านนั้น จึงเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่

 เปิดศักราชสถานับการศึกษานานาชาติ

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือ เอแบค เปิดดำเนินการครั้งแรกในปี ค.ศ. 1969 หรือ เมื่อ 40 ปีที่แล้ว โดยคณะนักบวชเซนต์คาเบรียลซึ่งได้รับการสถาปนาจากนักบุญหลุยส์มารีย์ เดอะมงฟอร์ต ประมาณ 300 ปีมาแล้ว นับถึงวันนี้ได้ผลิตบัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต ออกรับใช้สังคมเป็นจำนวนมาก ซึ่งความเป็นมาอันยาวนานเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมั่นคงแน่วแน่ทางการศึกษา และความเชี่ยวชาญ ในการอบรมสั่งสอนเยาวชนให้เป็นผู้มีคุณธรรม เป็นทรัพยากรมนุษย์ผู้ทรงคุณวุฒิและมากด้วยจริยธรรมคุณธรรมอีกด้วย

อธิการบดีกิตติคุณ ภราดา ดร.ประทีป ม.โกมลมาศ กล่าวว่าปรัชญาการศึกษาของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญที่ว่า “Labor Omnia Vincit” หรือ “ความอุตสาหวิริยะ เป็นหนทางไปสู่ความสำเร็จ” ถือเป็นฐานสำคัญของความเป็นเอแบค อันเป็นสถาบันการศึกษาที่คณะนักบวชเซนต์คาเบรียลก่อขึ้นมาโดยมีพันธกิจเป็นผู้แสวงหาความจริง และความรู้ คติพจน์ของเอแบค คือ การแสวง หาพระเจ้า และความรู้  

เอแบคเป็นสังคมนานาชาติ นักบวชเองมีหลายชาติ อาทิ  ฝรั่งเศส สเปน สหรัฐฯ แต่มีพื้นฐานมาจากที่เดียวกันมีนโยบายการรวมเป็นหนึ่งเดียวกันช่วยเหลือกัน มีความเป็นนานาชาติ เอแบคก็เช่นกัน เป็นศูนย์รวมของนักศึกษาจากนานาชาติที่จะต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และจากนี้ก็จะทำให้มั่นคงแข็งแรงต่อไปทำให้นักศึกษาซาบซึ้ง และเข้าไปในบรรยากาศที่ว่านี้

 

ภราดา บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาของการดำเนินการมหาวิทยาลัยนั้นภารกิจสำคัญยิ่งคือมุ่งมั่นที่จะผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพมีวิชาความรู้ที่ทันสมัยและมีคุณธรรมสามารถนำวิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาตลอดหลักสูตรไปใช้ในการดำรงชีพอย่างมีจริยธรรม เป็นคนเก่งและคนดีของสังคมดังนั้นระหว่างหลักสูตรการศึกษานั้นมหาวิทยาลัยได้พยายามสอดแทรกการปลูกฝังให้นักศึกษาของเราค่อยฯ ซึมซับวิถีแห่งการเป็นคนดีทีละน้อยๆ โดยวิธีการนี้จะทำให้เกิดประสิทธิผลที่มากกว่าเพราะอย่าลืมว่านักศึกษาส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น การที่จะสอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรมกับคนวัยนี้จะต้องมีกลวิธีที่ดี เพราะเราต้องการให้ผลผลิตที่เกิดจากเอแบค เป็นทรัพยากรที่ทรงคุณภาพของประเทศและของโลก” 

ก้าวสู่ปีที่ 40 กับความเป็นเลิศด้านการศึกษา

“คณะแรกที่เราเปิดคือ คณะบริหารธุรกิจ ต่อมาเราก็พยายามดูที่พื้นฐานของทุกอย่างว่ามาจากศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของทุกสาขาวิชา มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการที่จะทำให้คนเป็นคนต้องอาศัยวิชาเหล่านี้ไปช่วยไม่ใช่คนเราเกิดมาเพื่อมีอาชีพอย่างเดียวหลายคนคิดว่าเรียนหนังสือเพื่อไปใช้หากินทำไมถึงต้องมาเรียนวิชาเหล่านี้ เราต้องสามารถสร้างคนให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุขเราต้องดูประเทศชาติว่าประเทศชาติต้องการอะไรโลกนี้ต้องการอะไรแล้วประชาชนของเราต้องการอะไร เราได้จัดการเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจมาระยะหนึ่งและได้เห็นแนวโน้มความต้องการของประเทศในด้านเทคโนโลยีมากขึ้น” ภราดา บัญชา กล่าว 

การแข่งขันเชิงธุรกิจที่มีสูงขึ้น ทำให้มหาวิทยาลัยต่างต้องค้นหาจุดขายให้กับตัวเอง ซึ่งจะต้องเป็นจุดเด่นที่สนับสนุนให้เกิดคุณภาพและทักษะแก่บัณฑิตให้เป็นที่ต้องการของตลาดและแวดวงธุรกิจอุตสาหกรรม และด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารทำให้เอแบคได้วางแผนระยะยาวในการนำเทคโนโลยีอันทันสมัยมาใช้สนับสนุนการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องไปพร้อมๆกับการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนทั้งในและนอกห้องเรียนเพื่อสนับสนุนพันธกิจดังกล่าว 

 เสริมสร้างทักษะการสอนให้อาจารย์ 

ภราดา บัญชากล่าวเสริม “ปัจจุบันเอแบคมี 2 แห่ง คือ ที่หัวหมากและวิทยาเขตบางนา โดยมีนักศึกษารวมทั้ง 2 แห่งราว 20,000 คนเรามีการนำเทคโนโลยีด้านต่างๆ เข้ามาสนับสนุนการเรียนการสอนทั้งในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียนอย่างสม่ำเสมอ โดยเอแบคได้ออกแบบการพัฒนาศักยภาพในส่วนนี้ออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของการพัฒนาศักยภาพและทักษะของอาจารย์ และส่วนของนักศึกษา ซึ่งทั้งสองส่วนจะสนับสนุนซึ่งกันและกัน ในการยกระดับการศึกษาในภาพรวมของมหาวิทยาลัย”  โดยในส่วนของภาคการสอนนั้น เอแบคมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนด้านการเรียนการสอนและการวิจัยว่า ทั้งสองอย่างนี้เป็นของคู่กันต้องเดินหน้าไปด้วยกัน เมื่อมีอาจารย์ที่มีมาตรฐาน มีการเรียนการสอนที่ดีแล้วก็ต้องมีสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยด้วยเป็นงานที่ควรดำเนินควบคู่กัน เนื่องจากงานของอาจารย์นั้นจำเป็นต้องเรียนรู้ถึงองค์ความรู้ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อพัฒนาข้อมูลทั้งที่อยู่ภายใต้หลักสูตรและนอกเหนือจากหลักสูตร โดยอาจารย์ผู้สอนส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาเอก แต่สิ่งที่อยู่นอกเหนือจากคุณวุฒิคือ ความพร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้ที่มีสู่นักศึกษา 

การคัดเลือกอาจารย์ของเอแบคจึงเป็นรูปแบบ เคสบายเคส เพราะต้องยอมรับว่า อาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ไม่ไช่อาชีพที่มีรายได้สูงนัก ดังนั้นคนที่จะทำงานในด้านนี้ได้จะต้องเป็นผู้ที่มีความพร้อมทั้งกายและใจ กล่าวคือ มีคุณวุฒิที่ตรงกับหลักสูตรและมีความพร้อมด้านจิตวิทยาด้วย ดังนั้นอาจารย์จำนวนมากของเอแบคจึงถูกคัดเลือกมาจากอาจารย์ผู้ช่วยสอน (TA) และสนับสนุนให้การศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ก่อนบรรจุเป็นอาจารย์ประจำ

นำเทคโนโลยีเข้าสนับสนุนทุกภาคส่วน 

สำหรับในส่วนของนักศึกษานั้นแน่นอนว่า ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น เอแบคเป็นมหาวิทยาลัยในระดับแนวหน้าที่มีความทันสมัยในเรื่องของการเข้าถึงการบริการด้านไอทีภายในพื้นที่ของมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ในส่วนของเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ภายในชั้นเรียนนั้น ได้รับการเตรียมความพร้อมไว้อย่างเสร็จสรรพ เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ ภราดา บัญชา กล่าว 

“สำหรับชั้นเรียนของเรานั้น หากว่า บทเรียนใดจำเป็นต้องใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์สนับสนุนเพื่อให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ทางมหาวิทยาลัยเราจะมีการเตรียมความพร้อมรองรับกับความต้องการดังกล่าว เช่น หากต้องใช้ซอฟต์แวร์บางประเภทเราก็พร้อมที่จะสั่งซื้อมาให้นักศึกษาได้ทำการเรียนรู้ ในปริมาณที่มากเพียงพอสำหรับนักศึกษาทุกคน นอกจากนั้นแล้วในเรื่องของสภาพแวดล้อม ก็เป็นอีกส่วนที่เอแบคได้กำหนดให้เป็นมาตรฐานพื้นฐานที่ต้องใส่ใจ ทั้งในส่วนของบรรยายกาศโดยรอบมหาวิทยาลัยที่จะสร้างให้เกิดบรรยายกาศแห่งการเรียนรู้ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับนักศึกษาทั้งในส่วนของ ระบบอินเตอร์เน็ต การเข้าถึงข้อมูลด้านวิชาการ การติดต่อสื่อสารกับอาจารย์ เจ้าหน้าที่ และข้อมูลบทเรียนย้อนหลัง เป็นต้น 

ที่เอแบคทั้งสองแห่ง มีการนำไอทีมาใช้ในทุกๆ ด้าน ทุกพื้นที่ของเอแบคเป็นแบบไร้สายทั้งหมด มีทั้งที่นั่งเล่นพักผ่อน มีโน๊ตบุ๊ก เวลาไปไหนก็ต้องมีการเชื่อมต่อ เช่นเดียวกับยุคใหม่ที่ใช้ไอแพดในการดูเรื่องการเรียนการสอน ซึ่งการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้นี้อยากให้ก้าวหน้าต่อไป อยากให้ใช้เครื่องมือไร้สายมากขึ้น อาจารย์ก็ใช้สื่อสารการสอนจากที่บ้านได้ วันไหนมีประกาศฉุกเฉิน อาจารย์สามารถสอบผ่านออนไลน์ได้ การหยุดต้องมีการเรียน เป็นการเรียนแบบไร้สายจะได้ไม่เสียเวลาและโอกาสในการศึกษา  

“เทคโนโลยีสมัยใหม่ใช้เป็นก็เป็นประโยชน์ ใช้ไม่เป็นก็เสียเวลา การมองในแง่ของการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่จะเปลี่ยนกันง่ายๆ การเรียนคือการเปลี่ยนแปลง สมัยก่อนไม่มีใครเคยคิดว่าการศึกษาเปลี่ยนคนเราเอาการศึกษาเป็นเครื่องมือของการเปลี่ยนแปลง ภาษาอังกฤษถ้าเราไม่รู้เลยก็จะไม่มีโอกาสก้าวหน้า เรามาเรียนภาษาอังกฤษเพราะเป็น

เครื่องมือที่เป็นประโยชน์ เชื่อมต่อกับข้อมูลทั้งหลาย วิชาความรู้ ใครเก่งก็ถาม ใครมีให้สอน ไม่ต้องกลัวว่าจะว่าโง่เง่า” ภราดา ดร. ประทีป กล่าว 

 E-Library ห้องสมุดออนไลน์ เพื่อการค้นคว้าแบบทุกที่ทุกเวลา 

การนำระบบไอทีมาใช้กับการบริหารจัดการส่วนต่างๆ ของเอแบคนั้น เป็นไปอย่างมีขั้นตอนและมีการวางแผนที่ชัดเจน ตัวอย่าง เช่น ในส่วนของวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัย สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างง่ายดายนั้นจึงได้ทำการปรับปรุงระบบการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีในห้องสมุด ดังนั้น ขั้นตอนการดำเนินการ คือ การจัดการระบบฐานข้อมูลบุคคล เชื่อมต่อกับระบบข้อมูลที่มีอยู่ในห้องสมุดและที่อื่นๆ

สำหรับห้องสมุดของเอแบคนั้น นอกเหนือไปจากปริมาณหนังสือตำราที่มีอยู่อย่างมากมายนั้น ความทันสมัยของข้อมูลก็เป็นเรื่องที่มีชื่อเสียงสำหรับห้องสมุดแห่งนี้ อีกทั้งในขณะนี้ กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำเป็น E-Library อย่างเต็มรูปแบบ โดยในอนาคต นักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัย จะสามารถสืบค้นข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต หนังสือทั้งหมดที่มีอยู่ในห้องสมุดจะถูกจัดเก็บในรูปแบบของไฟล์ข้อมูล ซึ่งสามารถดาวน์โหลดไปอ่านเพื่อการค้นคว้าได้อย่างสะดวก ภราดา บัญชา กล่าว 

“ในอนาคต รูปแบบการอ่านหนังสือของคนจะต้องเปลี่ยนไป การอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ จะยังไม่ได้หายไป แต่อาจจะลดปริมาณลงส่วนหนังสือและข้อมูลต่างๆ จะอยู่ในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น คนจะอ่านข้อมูลผ่านอุปกรณ์โมบาย ผ่านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมากขึ้น ดังนั้น ในฐานะที่มหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลองค์ความรู้ต่างๆ ที่อยู่ภายในมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมากจำเป็นต้องได้รับการเผยแพร่และเปิดกว้างสู่ประชาชนทั่วไป ดังนั้น โครงการ e-library จึงเกิดขึ้น และเราคาดหวังว่าในอนาคต ห้องสมุดของเราจะเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญของประเทศและของโลก เพราะใครๆ ก็สามารถที่จะเข้ามาค้นคว้าวิจัย และใช้ข้อมูล อ่านหนังสือตำราต่างๆ ที่มีอยู่ภายในห้องสมุดเอแบคได้” ภราดา บัญชา กล่าว 

นอกเหนือไปจาก การนำข้อมูลจากหนังสือและตำราขึ้นสู่ระบบออนไลน์นั้น ระบบการยืม-คืน หนังสือแบบเดิม ก็ได้รับการปรับปรุงด้วยเช่นกัน โดยมีการใช้ระบบบันทึกข้อมูลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์และส่งเป็นรายงาน การเข้าใช้ห้องสมุดของนักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรในมหาวิทยาลัย ซึ่งข้อมูลในจุดนี้จะทำให้มหาวิทยาลัยทราบถึงความต้องการใช้งานที่แท้จริง เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปปรับปรุงการเพิ่มเติมประเภท และปริมาณหนังสือ ให้ตรงตามความต้องการใช้งาน 

ห้องเรียนออนไลน์ e-learning แบบเต็มรูปแบบ

ด้วยหนึ่งในเป้าหมายของมหาวิทยาลัย คือ การเป็น World Class University นั้น ทำให้เอแบคจำเป็นต้องทำการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้มีความทันสมัย และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันอยู่เสมออีกทั้งรูปแบบการเรียนการสอนที่บางครั้งต้องมีการพัฒนาไปสู่ความทันสมัยยิ่งขึ้น 

“เอแบคมีนักศึกษาจำนวนมากที่เป็นชาวต่างชาติ นอกเหนือจากความโดดเด่นในเรื่องของหลักสูตรนานาชาติ ที่เปิดโอกาสให้กับนักศึกษาจากประเทศต่างๆ ได้เข้ามาเรียนแล้วนั้นเรายังมีหลักสูตร e-learning ที่เป็นหลักสูตรออนไลน์ กล่าวคือ ผู้เรียนสามารถเรียนผ่านระบบออนไลน์ได้ตั้งแต่การเริ่มต้นหลักสูตรจนถึงจบหลักสูตรเลยทีเดียว โดยชั้นเรียนแบบออนไลน์นี้ นักศึกษาสามารถคอนเน็กกับอาจารย์ผู้สอนและเพื่อนร่วมชั้นเรียนแบบเรียลไทม์ รวมทั้งสามารถทบทวนบทเรียนย้อนหลังได้อีกด้วยซึ่งหลักสูตรดังกล่าวเหมาะสำหรับนักศึกษาที่ไม่มีเวลาเข้าสู่ชั้นเรียนปกติหรือมีระบบเวลาที่แตกต่างกัน เช่น กลุ่มอาชีพ แอร์โฮสเตส หรือผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศบ่อยๆ” ภราดา บัญชา กล่าวเสริม 

ปัจจุบัน เอแบคสามารถผลิตมหาบัณฑิตจากหลักสูตรออนไลน์ได้จำนวนหนึ่งแล้ว และมีแผนที่จะขยายไปยังหลักสูตรอื่นๆ ต่อไป ซึ่งอธิการบดีเอแบคได้ขยายความเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยไม่ได้วัดที่จำนวนของบัณฑิตที่ผลิตออกสู่ตลาดแรงงานหรือภาคธุรกิจเท่านั้น หากแต่อยู่ที่ว่า บัณฑิตที่จบออกไปแล้วเมื่อเข้าสู่โลกของธุรกิจแล้ว สามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพเพียงใด ซึ่งที่ผ่านมานั้น บัณฑิตจากเอแบคได้รับการยอมรับจากทุกวงการว่าเป็นบุคลากรที่ทรงประสิทธิภาพและคุณภาพ ส่วนหนึ่งของบัณฑิตมักจะออกไปดำเนินธุรกิจของตนเองหรือสืบทอดธุรกิจของครอบครัว 

ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า นอกเหนือจากองค์ความรู้ด้านวิชาการแล้ว บุคลากรเหล่านี้ต้องมีความรู้คู่คุณธรรมด้วย เพื่อนำพาองค์กร และประเทศชาติสู่การพัฒนาแบบยั่งยืนและมั่งคง  

     นอกจากนี้บัณฑิตของเอแบคสามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ชั้นนำของโลกในสาขาวิชาต่างๆ ได้ทุกปี “เด็กของเราจะต้องเข้าเรียนต่อที่ไหนก้อได้ที่อยากจะเรียน ซึ่งนั้นหมายถึง ความสามารถของบัณฑิตจากเอแบคจะต้องอยู่ในระดับที่ได้มาตรฐาน หรือสูงกว่ามาตรฐาน” ภราดา บัญชากล่าวเสริม

 

เรียนรู้วิถีแห่งชีวิต ภายในรั้วเอแบค

“เด็กๆ มักจะพูดกันว่า ที่เอแบคนั้นเรียนยาก เรียนหนัก ทำให้ไม่มีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆ ของมหาวิทยาลัยเลย แต่ในความเป็นจริงนั้น คืออาจจะยากอยู่ตรงที่ภาษา เพราะใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง แต่เฉพาะในช่วงแรกเองที่จะต้องปรับตัว สิ่งที่บราเดอร์เห็นคือ นักศึกษาส่วนใหญ่มีเวลาว่างค่อยข้างมากแต่ไม่รู้จะทำอะไร บางทีเห็นนักศึกษาบางคนนั่งว่างอยู่ไม่ได้ทำอะไร บางคนก็โทรศัพท์บ้าง ซึ่งไม่ได้อยู่ที่เขาไม่มีเวลา แต่ไม่รู้จักจะบริหารเวลาของตนเองมากกว่า ไม่รู้จักใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด เขาลืมไปว่า “time is money” หรือเขายังไม่ทราบซึ่งในคำกล่าวที่ว่า “time and tide wait for no man” ตรงนี้เป็นจุดที่สำคัญ ถ้าเขาตระหนักในสิ่งเหล่านี้เขาจะต้องศึกษาและเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาเพื่อพัฒนาตนเอง ความสามัคคีไม่ได้เกิดจากการทำกิจกรรมอย่างเดียว เกิดจากหลายสิ่งหลายอย่างที่ถูกปลูกฝังในตัวของนักศึกษา แน่นอนกิจกรรมเป็นสิ่งหนึ่งที่มาช่วยสอน ต้องถามตัวเองก่อนว่าเราทำอะไรในแต่ละวัน ถ้าเพื่อนั่งฟังอาจารย์สอนแล้วก็กลับบ้าน มันก็ไม่เกิดประโยชน์เหมือนกับการเรียนของเขาอยู่ในระดับมัธยม 

ตรงนี้เขาต้องปรับเปลี่ยนวิถีของเขาให้ได้ เปลี่ยนจากระดับที่เป็นนักเรียนซึ่งเรียนรู้จากอาจารย์อย่างเดียว มาเป็นนักศึกษาชื่่อก็บอกอยู่แล้วต้องเป็นคนที่รู้จักศึกษาค้นคว้าแล้วรู้จักเรียนรู้ตัวเองอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ การเรียนมีหลายแบบ ครูที่ดีต้องสอนให้เด็กยืนบนขาตัวเองให้ได้ ครูเป็นเพียงผู้บริหารจัดการ บั้นปลายแล้วนักเรียนนักศึกษาต้องสามารถเรียนรู้ ค้นคว้าหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ 

เมื่อเขาต้องประสบปัญหา เพราะชีวิตในอนาคตไม่มีอาจารย์อยู่ด้วย ตัวเขาเองต้องเป็นคนสอนเขาเอง ต้องขัดเกลานิสัยตัวเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวของกิจกรรมโดยเฉพาะ หลายคนที่เข้าไปทำกิจกรรมอาจจะทะเลาะกันก็ได้ ความหมายของกิจกรรมในตัวของมันเองนั้นไม่ได้ขัดเกลาคนเสมอไป อาจจะนำสู่ทางไม่ดีก็ได้ แต่ถ้าเรามีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลานำความรู้มารวมเข้ากับการปฎิบัติ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะทำให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น นำสิ่งที่เรียนรู้มาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพยายามปฎิบัติเหมือนอย่างสมัยก่อน เมื่อเราเป็นเด็กเรามักจะไม่อยากแปรงฟัน แปรงฟันแล้วมันเจ็บ แปรงแล้วถูกับเหงือก แต่อีกหน่อยพอรู้ว่าการแปรงฟันเป็นสิ่งสำคัญต้องทำให้ได้ ต้องฝึกจนกระทั้งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เราต้องทำให้ติดเป็นนิสัย” 

“ขณะนี้เราไม่คิดว่าเราเป็นเบอร์หนึ่งของมหาวิทยาลัยเอกชน แต่เราคิดว่าเราทำดีเสมอไปเรามองอีกแบบหนึ่ง การอบรมคนของเราอาจจะไม่เหมือนใคร เราเน้นมโนธรรมในจิตใจที่ทำอะไรก็รู้อยู่ในตัวของตัวเอง การอบรมคนไม่ใช่ง่ายๆ เรายอมขาดทุน เรายอมให้เขาบ้าง แต่ถ้าสร้างความยุติธรรมได้ก็ถือว่าคุ้มและอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ คนทุกคนพิการทั้งนั้น ถ้าคนทุกคนเหล่านั้นไม่รู้จักการต่อสู้ชีวิต” ภราดา ดร.ประทีป กล่าวเสริม 

ปลูกฝังรากฐานแห่งการเป็นคนดี 

“เรามีจุดเด่นตรงที่เราใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสื่อสารและภาษาธุรกิจ หลักสูตรของเรามีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นมีเนื้อหาของการบริหารจัดการเป็นพื้นฐานในทุกโปรแกรม พูดง่ายๆ ว่าเด็กของเราที่จบไปเราจะต้องให้เขาไปเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่ให้แต่ทฤษฎีอย่างเดียวต้องมีภาคปฏิบัติให้กับเด็กด้วย เรามีการจัดการเรียนการสอนด้านจริยธรรมวิชาชีพ (Professional Ethics and Service Learning) เพื่อสร้างนักศึกษาให้เป็นคนที่มีคุณธรรมในการปฎิบัติหน้าที่ หากถามว่าที่อื่นมีหลักสูตรอย่างนี้หรือเปล่า ตอบได้ว่ามี แต่สิ่งที่คนอื่นไม่มีคือ เราเป็นมหาวิทยาลัยคาทอลิก คำว่า คาทอลิก ไม่ได้อยู่ที่ชื่ออย่างเดียว

เรามีผู้บริหารเป็นนักบวช ดังนั้นในบริบทของมหาวิทยาลัยคาทอลิกที่มีผู้บริหารเป็นนักบวช จึงต้องมุ่งเน้นและให้ความสำคัญในด้านศิลธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณในการให้การศึกษาอบรมแก่นักศึกษา และในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยในภาพรวมด้วยมหาวิทยาลัยอื่นก็มีหลักสูตรนานาชาติ ตึกอาคารเรียนใหญ่ มีนักศึกษาต่างชาติเหมือนกัน แต่คุณค่า (Value) ทางด้านการเรียนการสอน การสื่อสาร ความสัมพันธ์ต่อกัน มันเป็นคุณค่าทางศาสนาที่เรายึดถือปฎิบัติติดต่อกัน นั่นคือ ศาสนาคริสต์สอนเรื่องความรัก ความเมตตา การรู้จักเสียสละ การรู้จักรับใช้เพื่อนคนอื่น สิ่งต่างๆ เหล่านี้เราต้องพยายามปลูกฝังตัวของนักศึกษาซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการเรียนการสอนอย่างเดียว แต่จะเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา และบุคลากรทุกคน ไม่เกิดเฉพาะในห้องเรียนอย่างเดียว แต่เกิดในทุกขณะ และเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในมหาวิทยาลัย”

แหล่งบ่มเพาะกล้าพันธุ์ชั้นดี

ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา เอแบคได้พิสูจน์ให้สังคมเห็นแล้วว่า สถานศึกษาแห่งนี้เป็นแหล่งเพาะกล้าพันธุ์ทรัพยากรมนุษย์คุณภาพดีออกรับใช้สังคม “หากให้ระบุนิยามของเอแบค เราคงต้องกล่าวว่า เราเป็นสถาบันแห่ง Transition & Innovation ซึ่งการที่เราจะเป็นเช่นนั้นได้จะต้องเดินตาม แนวทาว ปฎิบัติ 3 อย่างคือ by Design ซึ่งเราตั้งเป้าหมายว่าที่แห่งนี้จะเป็นสังคมนานาชาติ เป็นแหล่งรวมองค์ความรู้และนักศึกษา นักวิชาการ อาจารย์จากหลายประเทศ ถัดมาคือ by Commitment ด้วยความเป็นนักบวช เราจึงมุ่งมั่นตั้งในการศึกษาด้านศาสนา เพราะทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดีและสุดท้ายคือ by Innovation หมายถึงเราจะเติบโตโดยอาศัยนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งการใช้นวัตกรรมนี้เองที่จำเป็นต้องปลูกฝังจิตสำนึกของการใช้งานให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกที่ควร” ภราดา บัญชา กล่าวเสริม

ด้วยเป้าหมายและความมุ่งมั่นที่จะสร้างบัณฑิตซึ่งมีวิชาความรู้ที่ดี และต้องรู้จักการให้ การแบ่งปัน ความรู้ความสามารถให้ผู้อื่นได้รับรู้ และสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นจากความรู้ความสามารถที่มีดังนั้น ก่อนที่นักศึกษาทุกคนจะเรียนจบหลักสูตร มหาวิทยาลัยจะมีการจัดโครงการที่เรียกว่า Service Learning แนะนำให้ว่าที่บัณฑิตทุกคนได้เรียนรู้และวางแผนสู่การงานในอนาคต

“เอแบคเป็นสถาบันที่ซึ่งให้ความรู้ สามารถทำให้คนที่เข้ามาศึกษาสามารถอยู่รอด และมีความสุขในสังคมและชีวิตของตนเอง ได้ค้นพบศักยภาพที่มีอยู่ในตนเองและสร้างประโยชน์แก่สังคม” ภราดา บัญชา กล่าวทิ้งท้าย

 

แหล่งที่มา : E-Leader [Vol.21 No.261 November 2010] page: 44-51

 

 

10. เอแบค...change agent ด้วย 3D

แต่ไหนแต่ไรมา “Competency” ที่ใครต่อใครเรียกกันในสมัยนี้ว่า สมรรถนะในการแข่งขัน ก็มักจะตกอยู่ในมือมหาอำนาจ หรือเจ้ายักษ์ใหญ่อย่างอเมริกันที่กุมบังเหียนเศรษฐกิจ การศึกษา และเทคโนโลยี กินรวบครอบครองและแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดไว้หมด ความได้เปรียบของอเมริกาเพราะพื้นฐาน การสร้างองค์ความรู้และผลิตศาสตร์แขนงต่างๆ ตลอดจนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้อเมริกาคงความยิ่งใหญ่มานับศตวรรษ 

น่าแปลกในความยิ่งใหญ่ กลับมีพิษร้ายแฝงอยู่ เพราะความเหิมเกริมและหยิ่งผยอง เศรษฐกิจที่เคยอู้ฟู่กลับซบเซา ส่งผลให้สมรรถนะทางการแข่งขันที่ครั้งหนึ่งอเมริกาเคยครอบครองต้องเพลี่ยงพล้ำ และตกมาอยู่ ในมือกำลังเกิดขึ้น และจะเป็นผู้เล่นที่มีบทบาทนับจากศตวรรษนี้เป็นต้น 

โฉมหน้าทางเศรษฐกิจของ “เอเซีย” ในเวลานี้จึงไม่มีใครปฎิเสธได้ว่า ก้าวขึ้นแท่นผู้นำเศรษฐกิจในอนาคต ทุนมนุษย์ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพมากขึ้น การสั่งสมององค์ความรู้ และเตรียมความพร้อมพัฒนาบุคลากรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกมาได้อย่างถูกจังหวะ ไม่แปลกที่จะเห็น Business School ของเอเซียกำลังได้รับความนิยมจากนักศึกษาต่างชาติมากขึ้น ทำหน้าที่ผลิตทรัพยากรบุคคลที่อยู่ในความดูแลให้สามารถออกไปแข่งขันไปบริหารธุรกิจตามครรลอง และเพิ่มสมรรถนะทางการแข่งขันให้กับประเทศ 

Developed 

ย่างก้าวสู่ปีที่ 41 ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (AU) สถาบันการศึกษาไทยที่ผลิตบัณฑิตออกรับใช้สังคมมาเป็นเวลายาวนานปรัชญาการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่ว่า“Labor Omnia Vincit” ซึ่งเป็นภาษาละตินเมื่อแรกก่อตั้งยังคงสะท้อนแนวคิดการศึกษาและการใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี “ความอุตสาหวิริยะเป็นหนทางไปสู่ความสำเร็จ” ความเพียรความวิริยะจัดว่าเป็นองค์ประกอบพื้นฐานสำคัญของการศึกษาเล่าเรียน ไม่ใช่เพื่อมุ่งไปสู่ความเป็นเลิศหรืออัจฉริยะ แต่การศึกษาคือการพัฒนาจิตใจตนเอง เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตมากกว่าความสำเร็จที่วัดกันที่วัตถุหรือความเป็นตัวตน 

พัฒนาการที่เกิดกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญดำรงมาถึง 40 ปี หากไม่ ‘Change’ ให้เข้ากับยุคสมัยให้สอดคล้องและทันต่อโลก สถาบันวิชาการแห่งนี้คงไม่อาจที่จะยืนหยัดท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ เพราะสิ่งหนึ่งที่ตลาดการศึกษาในประเทศที่ผุดขึ้นอย่างกับดอกเห็ด ประเทศไทยมีสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศกว่า 265 แห่ง ทั้งของรัฐบาลและเอกชน ประกอบกับ การปรับเปลี่ยนวิทยาลัยครูเป็นสถาบันราชภัฏและจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยขึ้นอีกหลายแห่ง เพื่อรับใช้ประชากร 67 ล้านคน ทว่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างฮ่องกง ซึ่งมีประชากรเพียง 7 ล้านคน มีมหาวิทยาลัย 7 แห่งส่วนสิงคโปร์มีประชากร 4.5 ล้านคน มีมหาวิทยาลัย 3 แห่ง เท่ากับว่าตลาดการศึกษาของไทยต้องแข่งขันกันอย่างหนักเพื่อชิงพื้นที่นั่งของผู้เรียน

ปริมาณที่เรียกว่าเกิดสภาพ Over Supply ทำให้ Players หลายรายต้องปรับตัวให้ทัน มหาวิทยาลัยอัส-สัมชัญเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน ไม่ได้รับการอุดหนุนงบประมาณจากรัฐบาล ทว่าอยู่ภายใต้การดูแลและสนับสนุนทางการศึกษาจากมูลนิธิเซนต์คาเบรียบล ทำให้การขับเคลื่อนองค์กรไม่ได้ยืนอยู่โดดเดี่ยวเพียงลำพัง อีกทั้งการอุทิศตนเองเพื่อการศึกษาของคณะภราดาเซนต์คาเบรียล ทำให้เกิดการขับเคลื่อนองค์กรอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงภายในมหาวิทยาลัยจึงถือว่าเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับสถาบัน และสิ่งที่ต้อง ‘Developed’ หลักสูตรการเรียนการสอน คณาจารย์ เทคนิคการเรียนต่างๆ

เงี่ยหูฟัง ‘เสียง’

สิ่งเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยเป็นเพราะการฟังเสียงจากภายนอก เสียงในที่นี้ไม่ได้หมายถึง เสียงนก เสียงกา แต่เป็นเสียงที่สร้างคุณูปการให้กับมหาวิทยาลัย และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนา “ศิษย์เก่า” หัวจักรสำคัญที่สร้างความเปลี่ยนแปลง อีกทั้งยังเป็นภาพสะท้อนบัณฑิตที่จบออกไปพร้อมๆ กับตีโจทย์ข้อบกพร่องเมื่อก้าวออกไปสู่โลกแห่งการทำงานนำกลับมาเพื่อพัฒนาให้เกิด “คุณภาพ”ทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยให้เหมาะสมและทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน

“สิ่งที่ดีงามที่เกิดขึ้นกับเรามาจากนักศึกษา จากศิษย์เก่า เป็นคนให้ฟีดแบ็คกลับมา รู้สึกว่าหลักสูตรเป็นอย่างไรภายนอกเป็นอย่างไร แล้วกลับมาเปลี่ยนแปลง เป็นประเพณีนี้มานาน เราปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ เปลี่ยนแปลงแทบทุก Semester แต่ยังอิง core subject” ภราดา ดร.ประทีป มาร์ติน โกมลมาศ อธิการบดีกิตติคุณ มหาวิทยาลัยอัสสัม-ชัญ กล่าว 

การไม่หยุดนิ่ง ปรับเปลี่ยน พัฒนาตลอดเวลา แม้สิ่งที่ดีอยู่แล้วก็ยังต้องพัฒนาให้ดีขึ้นคือปรัชญาการบริหารจัดการที่เป็นสากลก็เหมือนอย่างที่ Peter Drucker เคยพูดเอาไว้ซึ่งโยงกับการพัฒนาปรับเปลี่ยนสินค้าและบริการว่า สินค้าที่เคยได้รับความนิยม (yesterday’s superstars) ก็ยังคงต้องพัฒนาต่อยอดเพื่อให้เกิดสินค้าของวันนี้ (today’s superstars) และพัฒนาสินค้าปัจจุบันต่อยอดไปยังสินค้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (Tomorrow’s superstars) ซึ่งจะเป็นดาวดวงใหม่เกิดขึ้นแทนที่ ไม่ต่างจากหลายสิ่งที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในรั้วมหาวิทยาลัยทั้งหลักสูตรการศึกษาที่ต้องพัฒนาปรับเปลี่ยนคณาอาจารย์ที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสมัย และเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามากขึ้นทุกวัน  

“ของแบบนี้มันมาจาก Intuition ญาณ ตัวเราเองจะรู้จะเห็น ที่นี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจนมันกลายเป็นระบบ แต่ตอนนี้ จุดที่บอกได้คือ บังเอิญ ไม่โมโห ฟังเขาด่า สร้างหลักสูตรจำลอง เป็นจุดที่เปลี่ยนแปลง เรียนรู้ว่าต่อไปนี้ต้องฟัง ดูว่าเขามีความหวังที่ดี ให้สถาบันเจริญ เราอย่าไปสงสัย ส่งเสริมเขา มันทำให้เกิดสภาพใหม่ขึ้นมา ฟังเขาแล้วก็พัฒนาขึ้นมาใหม่ได้” ภราดา ดร.ประทีป มาร์ติน โกมลมาศ กล่าว 

ความเป็น nature ของมหาวิทยาลัย คือ พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มหาวิทยาลัยก็เหมือนกับ “คน” ย่อมต้องได้รับการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องบนเศรษฐกิจฐานความรู้ และ การเรียนรู้ต้องเป็นแบบ Life Long Learning องค์ความรู้ที่เปลี่ยนโลกจากอดีตก็เพื่อเป็นวันนี้และพัฒนาต่อไปเพื่ออนาคต “ตัวมหาวิทยาลัยถูกเทรนให้เป็นผู้ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะถ้าตัวเองไม่พร้อมจะเปลี่ยนแปลง ไม่ฟังเสียงคนก็ดื้อหมดสภาพที่ Organization ต้องมี Constant Change เป็นสิ่งสำคัญ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ต้องปรับตัวเองให้ได้ สภาพนี้เราก็เตรียมตัวไว้แล้ว อ่านเครื่องหมายกาลเวลาให้ออก ให้เป็น แล้วพร้อมจะเปลี่ยนแปลง ทำให้ตัวเรามี Sensitivity แบบหนึ่ง มันเป็นเครื่องหมายหยั่งรู้” 

“หลักสูตร” ปรับตามสมัย 

คุณภาพทางการศึกษาวัดได้จากหลักสูตรการเรียน-การสอน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนานักศึกษาไปตามแนวทางสายอาชีพ ทั้ง 11 คณะ ได้แก่ บริหารธุรกิจ ศิลปศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ นิเทศศาสตร์ นิติศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ สถาปัตยกรรมศาสตร์ และดนตรี School ทั้งหมดต้องมีการทบทวนและปรับปรุงหลักสูตรอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุก 3 เดือน ให้เป็นไปตามสภาพบริบท เช่น บางสาขาเป็นที่เคยเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ปัจจุบันกลับไม่ได้รับความนิยมก็ต้องมีการพิจารณาทบทวนหลักสูตรใหม่เพิ่มเนื้อหาที่เป็นกระแสและอยู่ในความต้องการของตลาดแรงงาน อย่างล่าสุด เอแบคเปิดหลักสูตร ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (MA.IR) รองรับการแข่งขันตลาดการค้าเสรีอาเซียน เตรียมความพร้อมของผู้เรียนให้เข้าใจสภาพธุรกิจของประเทศอาเซียน และวัฒนธรรมต่างๆ เรียกว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ก็ชนะร้อยครั้ง 

หลักสูตรด้านบริหารธุรกิจก็เช่นกันเป็นอีกหนึ่งสาขาซึ่งต้องปรับปรุงอยู่เสมอ เพราะธรรมชาติของบริหารธุรกิจไม่หยุดนิ่ง โลกการค้าเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ใครช้าก็ต้องพ่ายไปเป็นธรรมดา ความรู้เก่าที่ประยุกต์ใช้ไม่ได้ก็ต้องล้าสมัยไป แทนที่ด้วยความรู้ใหม่ที่ตอบโจทย์ธุรกิจสมัยใหม่ได้ดีกว่า หลักสูตรบริหารธุรกิจจึงต้องปรับ content เนื้อหาให้เข้ากับยุคสมัย เช่น เรื่อง Supply Chain ซึ่งกำลังเป็นกระแส แทนที่สาขาวิชา Retail Management หรือใส่เรื่อง CRM ซึ่งกำลังเป็นแทรนด์ในขณะนี้ ผนวกเข้ากับเนื้อหา ทั้งหลักสูตร Mini MBA, Automation and Industrial Management, Innovation Management, Tourism Management, Investment Analysis and Management รองรับการบริหารธุรกิจสมัยใหม่

 

ไม่แปลกที่ MBA ของเอแบค จะมีโปรแกรมให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนหลากหลายและสอดคล้องกับการทำธุรกิจ “MBA ของเรามีตั้ง 10 โปรแกรม เป็นตัวพิสูจน์ Sensitivity ของเราที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ที่อื่นตามไม่ทัน โดยไม่รู้ตัว มันเปลี่ยนยิ่งกว่าเปลี่ยนเสื้อผ้า จุดนี้สำคัญซึ่งบอกไม่ได้ มองไม่ออก แต่คนภายในที่สังเกตจะรู้ ภายในปีเดียวขึ้นมาหลายโปรแกรม”          ภราดา ดร.ประทีป มาร์ติน โกมลมาศ

หลักสูตรบริหารธุรกิจของเอแบคจึงเป็นการประสมประสานความรู้รอบด้านแล้วขมวดเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน เพื่อให้ผู้เรียนเห็นโลกทัศน์ที่หลากหลายเพราะถึงแม้ว่าหลักสูตรจะมีความเป็นเฉพาะทางมากขึ้นทว่าก็ไม่ได้หลงลืมรายละเอียดปลีกย่อยที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพและสมรรถนะในการเรียนให้กับผู้เรียนให้สอดคล้องกับสภาพบริบทและสังคมในขณะนั้น 

ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี มหาวิทยา-ลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่า “ในยุคใหม่หลักสูตรมักจะประสมประสานหลาย Disciplines มารวมกัน ไม่ได้มีอันเดียว เราต้องมองให้ออก มีลูกผสม เราจะทันไหม จะสู้เขาได้ไหม การบริหารเป็นความต้องการของทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนา เพราะการบริหารเป็นจุดสำคัญมากแล้วไม่มีทางตายไปไหน MBA เป็นวิชา Core แต่ Differentiate ในแง่ของความพิเศษบางอย่าง”

หลักการปรับเปลี่ยนหลักสูตรของเอแบคจึงขึ้นอยู่ที่ 2 ประเด็นหลักคือ การหา Quality Framework โดยอิงข้อมูลและข้อเสนอแนะของบรรดาศิษย์เก่าที่เป็นเสียงสะท้อนจากภายนอกถึงความต้องการตลาดแรงงานขณะเดียวกันก็ต้องพึ่งพาอาศัยองค์ความรู้ หรือการมีเครือข่ายพันธมิตรร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ โดยการบูรณาการหลักสูตรวิชาพื้นฐานต่างๆ ให้หลากหลายและครอบคลุม MBA ที่เอแบคจึงมีถึงกว่า 10 สาขาวิชาด้วยกัน ซึ่งเป็นตัวพิสูจน์ให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนหลักสูตรที่มีอย่างต่อเนื่องของเอแบค “เราทำ 2 หน้าที่คือ เราตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันเราก็ต้องมี Sense และเราก็ดำเนินการเปลี่ยนแปลงได้ก่อน” 

ดร.กิตติ โพธิกิตติ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวเสริมว่า “MBA ของเอแบคก็เลยมี MBA Specialized เฉพาะด้านการเงิน การตลาด การจัดการระหว่างประเทศ ไอที ทำไมเราต้องมีเราต้องทำให้ทันเหตุการณ์และความต้องการของตลาด คนที่รับเด็กไปทำงาน เราต้องฝึกให้เขามีบรรยากาศจริง สามารถใช้ความรู้ในการเรียนการสอนที่ให้มาและเทคโนโลยีต่างๆ ไม่เสียเวลาไปทำเทรนนิ่งแล้ว” 

การเข้าถึงแหล่งความรู้ที่ทันสมัยเปรียบเสมือนมีอาวุธคู่กาย เมื่อออกไปทำธุรกิจจริงย่อมมีภูมิรู้ที่จะแข่งขันและรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและข่าวสาร เมื่อโลกเปลี่ยนไปทางใด บัณฑิตของเอแบคก็ย่อมสามารถปรับสภาพไปตามทิศทางได้อย่างเหมาะสม 

Inter สู่ global 

การค้าที่เชื่อมถึงกันหมดไม่ว่าคุณจะอยู่ทวีปไหนในโลก ติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจที่กำลังเอียงกระเท่เร่มาหาฝั่งเอเชีย เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า ศักยภาพการเข้าถึงแหล่งความรู้และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นเป็นการกระตุ้นและเปิดโอกาสเตรียมความพร้อมให้กับมหาวิทยาลัยแห่งในเอเชีย เพื่อปรับกระบวนทัศน์และยุทธศาสตร์เดินหน้าพัฒนามหาวิทยาลัยให้แข่งขันได้กับต่างประเทศ 

การไหล่บ่าของผู้เรียนจากเอเชียไปยังยุโรปและอเมริกากำลังลดลงเรื่อยๆ อย่างผลการสำรวจของ The Indian School of Business in Hyderabad ในอินเดีย ระบุว่าแม้ว่านักเรียนนานาชาติจะมีเพียง 5% ที่เข้าคลาสเอ็มบีเอ แต่การสมัครหลักสูตรอื่นๆ จากนักศึกษานานาชาติเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในรอบ 2 ปี สะท้อนให้เห็นภาวะ “ความสมดุล” ของการถ่ายโอนความรู้ มหาวิทยาลัยเอเชียหลายแห่งปรับกระบวนทัศน์ สร้างหลักสูตรที่สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างสอดคล้อง และเท่าทันต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนไป

“เราเป็นมหาวิทยาลัยที่แตกต่างมีความเป็นเอกลักษณ์เราเปลี่ยนตลอดเวลาเห็นกลุ่มคณะบราเดอร์เดินดูมหาวิทยาลัยระบบการเรียนของเราเป็น Attendance ตลอดเวลา มีความเป็นคลาสสิกมาก ตลาดประเทศนี้เรามาถูกจังหวะเราโตมาจากความเป็น International ตั้งแต่เริ่มต้นในแง่หลักสูตร ตัวสถาบันและสภาพแวดล้อม” ดร. กิตติ โพธิกิตติ กล่าว

ความแข็งแกร่งของเอแบคตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรนานาชาติแห่งแรกในประเทศไทย และเป็นแห่งเดียวที่มีหลักสูตรนานาชาติทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอกมากกว่า 100 สาขาวิชา จุดเด่นนี้เองทำให้ตัวสถาบันมีความเป็นนานาชาติ

“นานาชาติ” ของเอแบค จึงไม่ได้หมายความเพียงแค่การมีหลักสูตรที่สอนด้วยภาษาอังกฤษ หรือสอนให้กับนักศึกษาต่างชาติแล้วเรียกแทนมหาวิทยาลัยว่าเป็นนานาชาติทว่า “International” หมายความถึงแก่นของมหาวิทยาลัยทั้งหมดที่เป็นองค์ประกอบหลอมรวมเป็นหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ทั้งหลักสูตรความรู้ที่เป็นสากล ซึ่งเป็นที่ยอมรับของมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ อาจารย์จากต่างประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ บรรยากาศในห้องเรียน และรอบมหาวิทยาลัยสร้างให้มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญอยู่ในสภาพบริบทความเป็นนานาชาติอย่างสมบูรณ์แบบ 

ในความเป็นนานาชาติจึงมีความหลากหลายของสังคมนานาชาติ ซึ่งเป็นนักศึกษาต่างชาติสัดส่วน 15% คิดเป็น 3,000 คน ทั้งจากจีน เกาหลี ญี่ปุ่น บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา อิหร่าน ฟิจิ แอฟริกา จาก 80 ประเทศทั่วโลก รวมถึงคณาจารย์ชาวต่างชาติกว่า 400 คน จาก 40 ประเทศ ผนวกกับความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและองค์กรชั้นนำในต่างประเทศ ประกอบกับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเป็นที่ยอมรับของมหาวิทยาลัยต่างประเทศ นักศึกษาสามารถเทียบโอนวิชาและโอนหน่วยกิตไปศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยต่างประเทศได้โดยเฉพาะ เช่น มหาวิทยาลัย Harvard, สถาบัน MIT, มหาวิทยาลัย Stanford, มหาวิทยาลัย Oxford, มหาวิทยาลัย Yale และมหาวิทยาลัย Cornell

“นักศึกษาที่จบไป ในปรัชญาของมหาวิทยาลัยเอง เป็นนักธุรกิจที่ค่อนข้างมีความกล้า กล้าแสดงออก กล้าพูด กล้าถาม เราก็คงไว้อยู่ ความคิดอิสระ Freedom of Thinking เกิดความคิดต่างๆ มากมาย ถ้าเราบอกตรงนี้ก็ใช้ คนก็มี Perception ต่อเด็กเอแบคตรงนี้”ดร. กิตติ โพธิกิตติ กล่าว

ส่วนผู้เรียนเองก็ต้องคิดวิเคราะห์และมีมุมมองที่กว้างไกลมากขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะความรู้ในระดับประเทศแต่ต้องไปสู่ความรู้ที่เป็นสากล “การเสพความรู้ ข้อมูลข่าวสารเร็วมาก เราปฏิเสธไม่ได้ แต่ด้วยความที่นักศึกษาเก่งขึ้น นักศึกษาถูกป้อนข้อมูลเร็วเกินไปทำให้ Lose ด้านกระบวนการคิด Analytical Skill และ Systematic Thinking ต้องวิเคราะห์ให้ได้ แม้ว่ารู้คำตอบล่วงหน้า จึงต้องฝึกให้นักศึกษามี Analytical Skill และ Systematic Thinking” ดร. สุนทร พิบูลย์เจริญสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานบัณฑิตศึกษา กล่าว

ตลาดการศึกษาสมัยใหม่ หากจะให้ทันต่อสภาวะเศรษฐกิจที่โลกทั้งโลกถูกเชื่อมโยงด้วยการค้า กระบวนทัศน์การบริหารงานของมหาวิทยาลัยก็ต้องมุ่งไปสู่ความเป็น Global ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกันที่จะก้าวไปสู่ Global ทว่าหากมหาวิทยาลัยปรับตัวได้และไปสู่ความเป็น Global ได้จริง นอกจากจะยกระดับคุณภาพทางการศึกษาในประเทศแล้วยังสามารถดึงเม็ดเงินเข้าประเทศได้อีกด้วย เห็นชัดอย่างประเทศออสเตรเลีย รัฐบาลส่งออกการศึกษาไปยังทั่วโลก ดึงเม็ดเงินจากนักศึกษาทั่วโลกได้มาก ผู้เรียนจากหลากหลายประเทศมุ่งหน้าเรียนต่อที่ออสเตรเลีย จำนวนนักศึกษาต่างชาติที่เรียนต่อในออสเตรเลียปีๆ หนึ่งเป็นแสนคน สร้างรายได้เข้าประเทศมหาศาล ประกอบกับออสเตรเลียเป็นประเทศเพียงไม่กี่ประเทศที่มีกฎหมายในพระราชบัญญัติ Education Services for Overseas ที่ให้ความคุ้มครองนักเรียนต่างชาติ

เอแบคก็พยายามวางตำแหน่งของตัวเองให้เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำเพื่อเปลี่ยนไปสู่มหาวิทยาลัยที่สร้างองค์ความรู้ในระดับGlobal Knowledge ผู้เรียนสามารถโอนหน่วยกิตไปยังมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศมี Double Degree และพร้อม ส่งออกความรู้ไปสู่ภายนอก เช่น กัมพูชา เวียดนาม จีน ลาว ส่งออกการศึกษาของมหาวิทยาลัยสู่ภายนอกมากขึ้นเช่นกัน

 “เราเป็น Global ไปแล้ว เอาหลักสูตรเราไปสอนที่เมืองนอก แล้วได้ดีกรี เรา Export Education ในประเทศเพื่อนบ้านเรา เอแบคไปหลายประเทศ เช่น กัมพูชา เวียดนาม จีน ลาว Double Degree เราไปถึงเมืองนอกแล้ว เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย อังกฤษ” ดร.สุนทร พิบูลย์เจริญสิทธิ์ กล่าว

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ปัจจุบันตลาดการศึกษาแข่งขันกันรุนแรง แย่งชิงพื้นที่นั่งของผู้เรียน แต่นั้นก็เป็นผลดีเพราะทำให้เกิดการแข่งขันพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา ตลาดในประเทศที่เกิดปริมาณ Over Supply ก็ต้องเปิดพื้นที่ใหม่ รุกเข้าไปยังประเทศใกล้เคียง ซึ่งย่อมหมายถึงการบ่มเพาะผู้เรียนให้พร้อมก้าวไปสู่ความเป็น Global ในเวลาเดียวกัน 

Digital

สาระสำคัญของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนในยุค ICT มาตรา 65 ระบุไว้อย่างชัดเจนถึงความสำคัญของการศึกษากับเทคโนโลยีว่า ต้องให้มีการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิต และผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเพื่อให้มีความรู้ความสามารถและทักษะในการผลิตรวมทั้งใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมมีคุณภาพและประสิทธิภาพการศึกษากับเทคโนโลยีดิจิตอลนับจากนี้ไปไม่อาจแยกจากกันได้คนอย่าง บิลล์ เกตส์ ถึงได้ประกาศฟันธงในงานสัมมนาด้านเทคโนโลยีประจำปี พ.ศ.2553 ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า รายวิชาที่ดีที่สุดอยู่ในอินเทอร์เน็ตแทนที่จะอยู่ในมหาวิทยาลัยดังๆ อย่าง Stanford, Harvard และตำราเรียนที่เป็นเอกสารกระดาษจะหมดความสำคัญลงโดยมีตำราอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น

และทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเชื่อมกันด้วยอินเทอร์เน็ต “Everything will converse on the Internet, the Internet will change the way you are, the Internet I will change the way you learn, the Internet will change the way you work, the Internet will change the way you play, the Internet will change everything, everything will converse on the Internet”

องค์ความรู้จากอีกฟากหนึ่งเดินทางมาได้ในเวลาไม่ถึงวินาทีใครไวกว่าและชาญฉลาดก็จะฉกฉวยนำประโยชน์จากเทคโนโลยีมาใช้และในที่สุดแล้วมัลติมีเดียต่างๆ ก็จะเชื่อมโยงกันไว้หมดประเทศไหนใช้เทคโนโลยีได้ถูกทางก็ย่อมเพิ่มโอกาสและประสิทธิภาพในการทำงานได้มากขึ้นตามไปด้วย ระบบการศึกษาไทยในอนาคตก็ต้องเป็นเช่นเดียวกันพร้อมที่จะรองรับและเชื่อมโยงข้อมูลการศึกษาไว้ทั่วถึงกันหมดต้องสร้างให้ห้องเรียนเป็นทั้ง Classroom Technology ไปสู่ Virtual Classroom จำลองสถานการณ์ต่างๆ ได้เสมือนจริงจนไปถึงขั้น Blended Learning Technology โดยนำสื่ออิเล็กทรอนิกส์และซอฟท์แวร์ ที่ทันสมัยมาใช้พัฒนาการเรียนการสอน 

Cyber University 

ความว่องไวและปรู๊ดปร๊าดของเทคโนโลยีทำให้สถาบันการศึกษาหลายแห่งต่างหยิบยกประโยชน์ของเทคโนโลยีมาเชื่อมต่อกับการเรียนรู้เพื่อเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่าย และสะดวกมากขึ้น มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญอยู่ในฐานะพร้อมจะปรับเปลี่ยนองค์กรได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว สัญลักษณ์ “ม้า” 5 ตัวที่วิ่งอยู่บนทะเลสาบ จึงเสมือนภาพที่สะท้อนให้บุคคลภายนอกเห็นถึงความพร้อมที่จะเป็นผู้นำกระโจนเข้าหาสิ่งแปลกใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อคอมพิวเตอร์เข้ามาในประเทศไทยปี1964พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลต่อสถานภาพทางการศึกษาของหลายมหาวิทยาลัย เอแบคมีจุดแข็งด้านธุรกิจและความเป็นนานาชาติ ภาพลักษณ์ที่ออกสู่สังคมเป็นองค์กรที่กระฉับกระเฉง ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง เมื่อไอทีเข้ามาก็ไม่รีรอที่จะนำเทคโนโลยีที่มีมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอนจึงเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่นำเทคโนโลยีมาใช้และยังเป็น Founding Member of the Internet Society ในเวลานั้นก่อนใคร

คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและติดตั้งอยู่ทุกจุดของมหาวิทยาลัยเป็นภาพแปลกตาหากย้อนไปหลายสิบปีเมื่อเอแบคเริ่มนำคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเข้ามาใช้กิจกรรมแรกที่นักศึกษาต้องเข้าไปเกี่ยวข้องคือ การลงทะเบียนล่วงหน้าทางอินเทอร์เน็ต การบังคับให้ผู้เรียนต้องลงทะเบียนผ่านทางอินเทอร์เน็ตทุกคนกลับเป็นผลดีต่อทั้งผู้เรียน ผู้สอน และมหาวิทยาลัย หลังจากนั้นภาพการเข้าอินเทอร์เน็ตของนักศึกษาจึงกลายเป็นภาพที่เจนตา

ความคิดก้าวหน้าของเอแบคต้องบอกว่าล้ำหน้าไปมาก หลักสูตรทั้งในระดับปริญญาตรี โท และเอก ล้วนนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ทั้งสิ้น อย่างหลักสูตร iMBA (Master of Business Administration) ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานนี้ก็นำเทคโนโลยีเชื่อมต่อการเรียนรู้ Mobile Technology ผสานกับเทคโนโลยี Live Broadcast เปิดโลกทัศน์ให้แตกต่าง ฉีกกรอบในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวออกไปสู่โลกอินเทอร์เน็ต โดยพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร การเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยบน App Store ผู้เรียนสามารถเข้าสู่เนื้อหาบทเรียนได้ตลอดเวลา รับรู้ข่าวสารความเคลื่อนไหวของมหาวิทยาลัยแบบ Real Time อีกทั้งหลักสูตรปริญญาเอกก็สอนเป็น e-Learning (Ph.D. in eLearning Methodology) ซึ่งเป็นหลักสูตรแรกและหลักสูตรเดียวในโลกที่มีการสอนด้วยระบบนี้ ซึ่งเอแบคล้ำหน้าไปถึงการสอนขั้นที่เรียกว่า Blended Learning Technology มาผนวกเข้ากับการเรียนการสอน โดยมี Digital Library และการเข้าถึง Database จากต่างประเทศ

“ภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยหลังจากคอมพิวเตอร์เข้ามาเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเดิมก่อนหน้านี้เราเป็นวิทยาลัยเล็กๆรู้แต่เรื่องบริหารธุรกิจ เดี๋ยวนี้เราเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งในโลกด้านธุรกิจและคอมพิวเตอร์ เราเป็นที่ยอมรับทั่วโลก” ศาสตราจารย์ ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน รองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าว

ดิจิตอลไม่เพียงช่วยให้ระบบการศึกษาถูกเชื่อมโยงไว้ด้วยเครือข่ายเดียวกันทั้งมหาวิทยาลัยทว่าประโยชน์ของเทคโนโลยียังช่วยดึงความสนใจของผู้เรียนซึ่งเป็นกลุ่มตลาด generation ใหม่ ดึงผู้เรียนกลับสู่ห้องเรียนได้ การเรียนจึงไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป เพราะไม่สร้างกรอบให้กับผู้เรียน แต่นำความรู้ติดปีกเสริ์ฟให้ผู้เรียนไปทุกที่ทุกเวลา ซึ่งภาพการศึกษาระบบใหม่แบบนี้ แตกต่างจากการเรียนสมัยก่อนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ผู้สอนเพียงแต่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์แล้วอัพโหลดเนื้อหาวิชาและแก้ไขกำหนดการต่างๆ ได้ เช่น เวลาเปิดลงทะเบียน เวลาเรียน หัวข้อที่เป็นเรื่องถกเถียง ถาม-ตอบได้ผู้เรียนก็เรียนได้ทุกที่ทุกเวลาหลายมหาวิทยาลัยนำบทเรียนอัพโหลดขึ้นยูทิวบ์ให้กับผู้เรียนสร้างมหาวิทยาลัยเสมือนจริงบนโลกอินเทอร์เน็ต (U-Town) สร้างความแปลกใหม่ให้เกิดขึ้นกับระบบการศึกษาไทยเพราะเทคโนโลยีเพียงตัวเดียว

“อนาคต Digital กับการศึกษาแยกกันไม่พ้น เป็น Cyber Education เด็กทุกคนต้องรู้การใช้คอมพิวเตอร์ ต้องรู้อินเทอร์เน็ต ถ้าไม่รู้ก็อยู่ไม่ได้แล้ว ธุรกิจในอเมริกาใช้อินเทอร์เน็ต 100% อินเทอร์เน็ตช่วยให้บริษัทเล็กๆ แข่งกับบริษัทใหญ่ๆ ได้” ศาสตราจารย์ ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน กล่าว

ต้องบอกว่าจริงๆแล้วธุรกิจและการศึกษาต่างก็ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งใช้เป็นแต้มต่อให้กับหลายองค์กรที่เห็นประโยชน์ของเทคโนโลยี อย่างกรณี บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) นำเทคโนโลยีการถ่ายทอดความรู้ด้วยสตริมมิง วิดีโอ นำซอฟท์แวร์ AcuLe@rn เข้ามาใช้ในการจัดเก็บความรู้และส่งไปยังพนักงาน เอื้อประโยชน์อย่างมากต่อการบริหารงานภายในองค์กร เช่นเดียวกับการพัฒนาระบบการศึกษา โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหนึ่งในการเรียน การสอน อาศัยฐานความรู้ที่รอบด้าน ทำให้ผู้เรียน คิดเป็น มีจินตนาการจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาต่อยอดองค์ความรู้ประยุกต์เพิ่มโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ขยายโอกาสการศึกษา เกิดการเรียนรู้ภายใต้คอนเซ็ปต์ มหาวิทยาลัย 24 ชั่วโมง ผู้เรียนสามารถทำกิจกรรมทางการศึกษาได้ตลอดเวลา ประกอบกับเกิดความร่วมมือทางการศึกษาหรือเครือข่ายการศึกษาที่กว้างไกลมากขึ้น

Devoted 

จุดกำเนิดเล็กๆ ของการสร้างความดีและอุทิศตนเองไปสู่สังคมความดีงามที่เกิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัยก่อนที่จะส่งต่อไปยังนักศึกษากว่าหลายชีวิตในใต้ร่มเงาพระคริสต์ ก็ต้องมาจากการมีบุคลากรที่เสียสละ อุทิศตนเพื่อการศึกษา พัฒนามหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง การบริการความรู้ไปสู่สังคมของมหาวิทยาลัย มี 2 ระดับ ซึ่งมาจากบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย และในนามสถาบันการศึกษา

ความดีงามที่ส่งต่อไปยังลูกศิษย์ เกิดจาก คณะภราดาเซนต์คาเบรียลเป็นผู้ที่อุทิศตนเพื่อการศึกษา เรียกได้ว่าเป็นนักปฏิวัติการเรียนรู้อย่างแม้จริง คณะภราดาเซนต์คาเบรียลเป็นผู้หนึ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับมหาวิทยาลัย ทั้งเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน การสวดมนต์เป็นบทสวดภาษาอังกฤษ ซึ่งเริ่มจากคณะภราดาฯ ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ส่วนหนึ่งของความเติบโตจากความเป็นนานาชาติก็เริ่มจากจุดเล็กๆ จุดนี้เอง ตลอดจนการนำวิทยาการตะวันตกมาเผยแพร่ให้มหาวิทยาลัย เช่น การสร้างมหาวิทยาลัยให้ไปสู่จุดยืนที่ความเป็นนานาชาติ ดร. กิตติ กล่าวกับ MBA ว่า “เมื่อเข้ามาเอแบคแล้วหลายคนมองภาพ คณะภราดาเป็นความคลาสสิก เรามั่นใจบราเดอร์ การดูแลเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน”

ไม่เพียงเท่านั้น คณาจารย์หลายท่านยังปูพื้นฐานการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยนอกจากใส่เนื้อหาวิชาการลงไปแล้ว การสอนคุณธรรมและจริยธรรม “คิดดี” ให้กับผู้เรียนเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด ซึ่งคณาจารย์ต่างมุ่งมาดปรารถนาให้ผู้เรียนได้รับเพราะคุณธรรมและจริยธรรมเป็นพื้นฐานสำคัญเพื่อใช้ประกอบกิจการต่างๆ โดยไม่ทำลายสังคม ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมโดยรวม ในส่วนบทบาทของคณาจารย์ต่อสังคมยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานให้กับภาครัฐ โดยเป็นที่ปรึกษาให้กับหน่วยงานราชการ เช่น กรุงเทพมหานคร หรือนำความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศไปให้บริการสังคม เช่น เป็นที่ปรึกษาด้านไอทีในหลายๆ แห่งอีกด้วย

งานวิชาการรับใช้สังคม 

สถาบันการศึกษาย่อมถูกคาดหวังให้เป็นผู้นำในการพัฒนาเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุดมศึกษาต้องมีส่วนร่วมกับการพัฒนาสังคมและชุมชน (Social and Community Engagement) ทำหน้าที่จัดการศึกษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคมอย่างบูรณาการ โดยการเชื่อมโยงผลงานวิจัยทางวิชาการกับโลกแห่งความจริง 

เวทีการประชุมใหญ่ระดับโลกมักต้องพูดถึงและหยิบยกเรื่องการศึกษามาพูดเสมอๆ อย่าง IMHE (Institute for Management of Higher Education) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้ OECD (Organization for Economic Cooperation and Development) จัดเวทีสัมมนาเรื่อง Higher Education in a World Changed Utterly: Do More for Less ที่ประเทศฝรั่งเศส ระบุชัดให้สถาบันการศึกษาต้องเป็นแหล่งเชื่อมโยงความคิด (Brain) กับการปฏิบัติ (Hand) เชื่อมโยงนวัตกรรมกับการใช้ประโยชน์และความรับผิดชอบต่อสังคมเชื่อมโยงการเรียนการสอนกับการวิจัย โดยมีปลายทางการเชื่อมโยงคุณภาพการศึกษากับการรับใช้สังคมไปสู่การเชื่อมโยงวิชาการกับชุมชนและสังคม 

“เราต้องก้าวไปให้มากกว่านั้น เป้นที่รู้จักในฐานะสถาบันทางวิชาการ เราอาจจะร่วมด้วยมีบทบาททางการวิจัย กิจกรรมทางวิชาการต่างๆ มีส่วนร่วมกับสังคมโลกในเรื่อง Community ทางวิชาการ” กมล กิจสวัสดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายทะเบียนและประมวลผล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าว

การให้บริการของเอแบคไปสู่สังคมอีกอย่างหนึ่ง คือ การเปิด “ศูนย์วิจัยเอแบคโพลล์” ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2539 ซึ่งเป็นที่ยอมรับและได้รับความเชื่อถือทั้งจากภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศจัดว่าเป็นนวัตกรรมทางสังคมและการจัดการที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครือข่ายคอมพิวเตอร์กับระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์และหลักสถิติในการทำวิจัยแบบ Real Time ซึ่งมีรูปแบบในการทำงาน 2 ลักษณะ โพลล์สาธารณะให้บริการแก่สังคม และสื่อมวลชน เช่น เมื่อแรกจัดตั้งศูนย์วิจัยนี้สำรวจความนิยมของประชาชนกับผู้สมัครทางการเมืองและผลก็เป็นไปตามโพลล์ระบุ ปัจจุบันศูนย์วิจัยเอแบคโพลล์ทำการสำรวจวิจัยครอบคลุมหลากหลายทั้งด้านพฤติกรรม ด้านการเมือง ด้านปัญหาสังคม ธุรกิจ การตลาด และการประเมินคุณภาพสื่อมวลชน เพื่อเป็นกระจกส่องให้เห็นปัญหาของสังคม

นอกจากนั้นแล้วเอแบคยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการจัดตั้งศูนย์ ICE Center (Innovation, Creativity and Enterprise) ขึ้นมาดูแลเรื่องเอสเอ็มอีโดยเฉพาะ โดยให้ความรู้สร้าง “พี่เลี้ยง” เป็นที่ปรึกษาให้กับเอสเอ็มอี ขยายต่อความรู้ เพิ่มศักยภาพให้กับผู้ประกอบการเพื่อนำสินค้าไปต่อยอดได้มากขึ้น เพราะนอกจากเรื่องความแข็งแกร่งด้านวิชาการแล้ว ความรู้ที่ได้ผลิตออกมาก็ต้องนำไปใช้ประโยชน์ต่อให้กับสังคมอีกทอดหนึ่ง ตอกย้ำให้เห็น “คุณภาพ” ของการเป็นมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นคลังสมองของสังคม การมีศูนย์วิจัยและการร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ของสถาบันการศึกษาคือตัวชี้วัดหนึ่งในเรื่องการสร้างคุณภาพ และโอกาสที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับสังคมให้มากขึ้น มิใช่เพียงแต่ผลิตองค์ความรู้ด้านวิชาการและผลิตบุคลากรทางการศึกษาแต่เพียงฝ่ายเดียว

“การศึกษาถ้าจะพูดไปว่ามันไม่เหมือนสินค้า สินค้าจับต้องได้ เอามาดูรูปลักษณ์เห็นพอใจซื้อ อันนี้ไม่ได้ ต้องใช้ evidence ต่างๆ ก็ต้องสรุปอยู่แค่รักษาคุณภาพทั้งระบบ เช่น คุณภาพของอาจารย์ที่สอนดีที่สุด หลักสูตรต้องทันสมัย อุปกรณ์การสอน และห้องสมุดต้องเพียงพอสามารถเข้าถึงได้ง่าย สถานที่ควรจัดให้ดีพอสมควร เพื่อช่วยกล่อมเกลาจิตใจของคนที่มาหาความรู้” กมล กิจสวัสดิ์ กล่าว

มหาวิทยาลัยกับสังคมจึงต้องทำงานร่วมมือกันการบริการความรู้หรือการตอบแทนคืนกลับให้กับสังคมของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ถือเป็นภารกิจหลักที่จักต้องดำเนินการและเป็นหน้าที่หนึ่งของบุคลากรในสถาบันการศึกษาซึ่งออกมาในรูปของการผ่อนถ่ายงานวิชาการของมหาวิทยาลัยไปสู่สังคม โดยการให้บริการความรู้ต่างๆ เช่น ศูนย์วิจัย ABAC POLL และศูนย์ ABAC SIMBA (ABAC Social Innovation in Management and Business Analysis) ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยที่ให้ความรู้และข้อมูลงานวิจัยทางด้านการเมืองสังคมและธุรกิจ ศูนย์สร้างสรรค์นวัตกรรมทางธุรกิจ หรือ ICE CENTER (Innovation, Creativity and Enterprise) เป็นศูนย์ให้ความรู้ด้านการทำธุรกิจแก่ผู้ประกอบการ SMEs ทั่วไป ศูนย์พัมนาองค์กร หรือ ODI (Organization Development Institute) ให้ความรู้และฝึกอบรมบุคลากรขององค์กรให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน และ ABAC Consumer Index โครงการสำรวจข้อมูลดัชนีผู้บริโภค เก็บรวบรวมข้อมูลผู้บริโภคจากทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างคลังข้อมูลดัชนีผู้บริโภคในภูมิภาคอาเซียนในปี 2011 โดยอิงอยู่กับการให้บริการสังคมของมหาวิทยาลัย 2 ระดับ คือ ระดับอาจารย์ โดยนำความรู้ไปเผยแพร่สู่สาธารณชน และส่วนของสถาบันคือการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกไปรับใช้สังคมให้บริการสังคม

การจัดการศึกษาผ่านบุคลากรทางการศึกษามีส่วนสำคัญมากในระดับการศึกษาเพื่อให้ชาติพัฒนาไปได้อย่างเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยสนับสนุน ส่งเสริม และผลักดันให้เกิดคุณภาพทางการศึกษา และใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาบุคลากรของชาติ ซึ่งก็คือเยาวชนไทยในอนาคตที่จะเป็นคำตอบหรือเป็นตัวชี้วัดผลทางการศึกษา ส่วนผู้เรียนก็ย่อมต้องปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ต้องกระหายใคร่รู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้พัฒนาตนเอง และแน่นอนว่า ไม่ว่าจะอยู่ในระบบการศึกษาแบบใดก็ตาม จำเป็นอย่างยิ่งต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมของตนเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม และสร้างแรงกระตุ้นในการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา พัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ นำเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ที่เป็นเทคโนโลยีผ่านการถ่ายทอดความรู้มาสู่ตนเองเปลี่ยนองค์ความรู้ (Knowledge) เป็น ปัญญา (Wisdom) ช่วยกันพัฒนาประเทศชาติถึงจะเรียกได้ว่าเป็นการเรียนรู้อย่างแท้จริง 

กว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

เดิมที “อัสสัมชัญ” ชื่อฝรั่งเศส “Le College de L’Assomption” ใช้ชื่อภาษาไทยว่า “โรงเรียนอาซมซานกอเลิศ” (Assumption College) วันที่ 28 กันยายน 2453 เปลี่ยนชื่อเป็น “อัสสัมชัญ” อัสสัม เป็นคำบาลีมคธว่า อัสสโม แปลว่า อาศรม “ชัญ” แยกตามรากศัพท์เดิมเป็น “ช” แปลว่า เกิด และ “ญ” แปลว่า ญาณ ความรู้รวมเป็น ตำหนักที่สำหรับหาวิชาความรู้ 

     2512โรงเรียนอัสสัมชัญพานิชยการ 

     2515ได้รับวิทยฐานะเป็น โรงเรียนอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ 

     2518ย้ายสังกัดขึ้นตรงต่อทบวงมหาวิทยาลัย เปลี่ยนชื่อเป็น วิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ 

     2533ได้รับวิทยฐานะเป็นมหาวิทยาลัย ชื่อว่า “มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ” 

     สัญลักษณ์ตัวย่อ (AU) สัมพันธ์กับสัญลักษณ์ทางเคมี คือ ทองคำ

 

แหล่งที่มา : วารสาร MBA (No. 140 November 2010) หน้า 92-102

 

11. สัมมนา 40 ปี เอแบค ว่าด้วยเรื่อง 'change'

 

ครั้งหนึ่ง ภราดา ดร.ประทีป มาร์ติน โกมลมาศ อธิการบดีกิตติคุณ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เคยกล่าวไว้ว่า “ต้นไม้ที่ดี ต้องมีผลที่ดี ผลิตผลที่ดีแน่นอนก็จะกลับมาซึ่งชื่อเสียงของสถาบัน” บุคลากรทางการศึกษากว่า 60,000 คน ซึ่งเป็นผลผลิตจากต้นไม้ใหญ่แทรกซึมอยู่ทุกภาคส่วนธุรกิจ เป็นข้อพิสูจน์ที่ประจักษ์ให้เห็นถึงการพัฒนาการศึกษาอย่างต่อเนื่องของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา 

ในวาระครบรอบ 40 ปีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จัดงานใหญ่ รวมพลศิษย์เก่า (get together) ปลุกพลังความคิด ระดมสมองร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัย Standfort สัมมนาหัวข้อ “Strategic Rapid Transformation in Public and Private Institutions” โดยมี Prof. Dr. Behnam N.Tabrizi กูรูแนวคิดด้าน “change” ซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้กับประธานาธิบดีบารัค โอบามาในการทำ change campaign ร่วมแสดงทัศนะในงานครั้งนี้ด้วย 

จุดหมายของการสัมมนาหยิบยกประเด็นเรื่อง change ขึ้นมาพูดคุย เพื่อจุดประกายและสะท้อนภาพให้เห็นสถานการณ์ความเป็นไปของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องเล็กสุดที่เกิดขึ้นในระดับบุคคล องค์กร หรือภาครัฐและเอกชน เท่านั้น แต่เป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ เห็นชัดได้จากสถานการณ์ความเคลื่อนไหวและวิกฤตความเปลี่ยนแปลงของประเทศใดประเทศหนึ่ง ส่งผลกระทบกับประเทศที่อยู่อีกฟากของโลกให้ร่วมประสบชะตากรรมเดียวกัน ทุกอย่างถูกร้อยเรียงและเชื่อมเข้าหากันหมด ทั้งการค้า การขนส่ง พรมแดนความรู้ที่ไม่ปิดกั้นด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

สาระสำคัญของ “change” จึงต้องมองลึกไปที่เรื่อง การสร้างการรับรู้ระดับบุคคลให้เกิดขึ้นเป็นลำดับแรก เพื่อทำความเข้าใจถึงสิ่งเปลี่ยนแปลงที่ไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น จึงต้องเตรียมความพร้อมให้กับ “คน” ขององค์กรให้ก้าวไปสู่ “คน” ของประเทศเพื่อแข่งขันได้ 

ไม่อาจปฏิเสธว่า อดีตใครเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ก่อนย่อมได้เปรียบ แต่ปัจจุบันทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้พร้อมกันหมดด้วยอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง แต่โลกนับจากนี้ไปจะไม่ได้แข่งขันกันด้วยการเข้าถึง “information” แต่จะถูกแทนที่ด้วยการให้ความสำคัญในเรื่อง “ความคิด”การใช้สมอง โดยเฉพาะเรื่องจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์เพิ่ม value-added ให้กับบุคลากร ในยุคที่ “information age” กำลังจะหมดไป “ageing society” เคลื่อนเข้ามา ทรัพยากรวัยแรงงานเป็นตัวจักรสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับประเทศในยุค “knowledge society” การมีทุนมนุษย์ที่มีหัวสร้างสรรค์ย่อมสร้างความแตกต่าง และความแข็งแกร่งให้กับองค์กรเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับองค์กรทุกประเภท 

และเครื่องมือหนึ่งที่นำมาต่อกรสู้กับความเปลี่ยนแปลงได้คือ หลักการบริหารและพัฒนาองค์กร Organization development เพื่อให้องค์กรสามารถปรับตัว เท่าทัน และก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง “ศาสตร์เรื่อง OD มันคือเรื่องการทำความเข้าใจ การเปลี่ยนแปลง เราพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เราสามารถมองเห็นโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ ซึ่งจะสามารถทำให้เราแข่งขันได้และอยู่ได้ในตลาดโลก” ดร.อุดม หงส์ชาติกุล ผู้อำนวยการโครงการ Organization Development Institute มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าว 

การเรียนรู้เรื่อง organization development จึงเป็นกระบวนการที่ช่วยให้บุคลากรในองค์กรปฏิบัติงานด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสถานการณ์ปัจจุบันภายใต้บริบทการแข่งขันทั่วโลก บุคลากรเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมืออาชีพตามแนวทางธุรกิจ และที่สำคัญคือความท้าทายก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงเสียเอง 

“องค์กรเอกชน ภาครัฐ หากทำความเข้าใจเรื่อง organization development แล้วจะสามารถเตรียมบุคลากรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เป็นเหตุของที่มาทำไมเราถึงให้ความสำคัญกับศาสตร์เรื่อง OD แล้วเราเชื่อว่า ศาสตร์นี้จะเป็นกำลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศต่อไป” ดร. อุดม หงส์ชาติกุล กล่าว 

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญกำลังก้าวสู่ปีที่ 41 สถาบันการศึกษาที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องและเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดโดยเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรทั้งการเปลี่ยนแปลงในแง่วิชาการ การปรับเปลี่ยนหลักสูตร การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน การเป็นผู้นำแถวหน้าด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ตลอดจนการมองเห็นและรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาทำให้วันนี้มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญสามารถยืนอยู่บนเวทีการศึกษาระดับชาติและนานาชาติได้อย่างองอาจ

 

แหล่งที่มา : วารสาร MBA (No. 140 November 2010) หน้า 103-104

 

12 Bro. Bancha Saenghiran 'อัสสัมชัญ' สร้างนักธุรกิจป้อนสู่ตลาดสากล

ด้วยวิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์เริ่มแรกของ มหาวิทยาลัย ที่ต้องการที่จะมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพพร้อมออกสู่ตลาดแรงงานที่ไม่ใช่เพียงภาพในประเทศนั้น ทำให้ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติที่ประสบความสำเร็จและเป็นผู้นำด้านการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ที่ต่างชาติให้การยอมรับเป็นอย่างดี

ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดีมหาวิทยา-ลัยอัสสัมชัญ (ABAC) ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย นักบุญหลุยส์ มารี เดอร์มงฟอร์ต ในปัจจุบัน และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญมีการปรับตัวและมุ่งเน้นผลิตนักศึกษาที่มีคุณภาพออกไปสู่ตลาดได้อย่างไร รวมทั้งได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการแข่งขันในภาคธุรกิจที่นับวันยิ่งจะเข้มข้นมากยิ่งขึ้นนั้น เป็นคำตอบและวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจทีเดียว

หลักสูตรสำคัญการเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นสำคัญที่สุด ต้องเป็นหลักสูตรของระบบนานาชาติ เด็กของเราที่จบจากที่นี่ต้องไปต่อที่ต่างประเทศได้ ซึ่งเด็กของเราก็เข้าไปอยู่ในมหาวิทยาลัยระดับท็อปเท็นของโลก เช่น มหาวิทยาลัยฮาว์เวิร์ด แสตนด์ฟอร์ด เคมบริดจ์ หรืออีกหลายๆ ที่ ทุกปีต้องมีนักศึกษาเข้าไปเรียนที่นั่นได้ทุกปี ตรงนี้ก็เป็นตัวพิสูจน์ให้เห็น หรือในเรื่องของการทำงานด้วย ส่วนมากนักศึกษาที่จบออกไปของเราก็ทำงานอยู่ในบริษัทข้ามชาติอย่างเช่น ในประเทศสิงคโปร์ เด็กของเราก็ไปอยู่ที่นั่นเยอะทีเดียวหรือแม้แต่อเมริกา ก็เป็นเรื่องของคอมพิวเตอร์ ยกตัวอย่างเป็นต้น

แล้ววิธีการสอนของเราสอนล่ะอย่างไร? หนึ่ง คือเราพยายามเอ็กโพสเค้า ให้เขาได้รับมากที่สุด เราสอนเรื่องวัฒนธรรมต่างๆ ให้เขาเข้าใจว่าวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ นั้นเป็นอย่างไร และมันต่างกันอย่างไร ให้เขารู้เขารู้เรา รู้เราแต่ไม่รู้เขาเราก็ไปไหนไม่ได้ สองต้องรู้จักเปิดหูเปิดตา เปิดอย่างไร? จะเห็นได้ว่าทุกอย่างในมหาวิทยาลัยของเราเป็นอินเตอร์เนชั่นแนลทั้งหมด เวลานี้เรามีอาจารย์ 40 กว่าชาติ นักศึกษามีทั้งหมด 85 ชาติ 2 หมื่นคน หรือไม่ว่าจะเป็นอาคารสถานที่เราต้องสามารถเทียบกับต่างชาติได้ เราต้องไม่อายใคร ตัวอย่างเช่น เรามีอินเตอร์เนชั่นแนล อินเฟอร์เร้น อยู่บ่อยๆ เอาเขาเข้ามาทำในนี้ ของเราเราก็ส่งเด็กออกไปเพียงแต่ตรงนี้อาจจะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่เราจะพยายามส่งเด็กออกไปในทุกครั้งที่มีโอกาส 

เราใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสารทั้งในการเรียนทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนและอีกอย่างหลักสูตรของเราไม่เหมือนกับใครถึงแม้จะเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษเหมือนกันก็ตามทีแต่ของเราไม่เหมือนที่อื่นทุกโปรแกรมจะต้องเป็น Management Base หมายความว่า มีการบริหารจัดการ เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรของทุกหลักสูตรในเอแบค ตัวอย่างเช่น เรียนพยาบาล คุณต้องเรียนบริหารจัดการไปด้วยไม่ใช่แค่เรียนพยาบาล ถามว่าทำไมเราถึงทำแบบนี้? ก็เพื่อว่า เมื่อนักศึกษาจบออกไป เขาจะไปเป็นลูกจ้างก็ได้ หรือจะไปประกอบธุรกิจเป็นของตัวเองก็ได้ ตามแต่สาขาวิชานั้นๆ ที่ได้เรียนมา ไม่ชอบก็ต้องเรียนเพราะเราบังคับ ทุกอย่างที่เราทำ เราไม่ได้ทำให้เกิดขึ้นเพราะว่ามันเป็นเทรนด์ แต่มันเกิดขึ้นโดยการดีไซน์ ของเรามาตั้งแต่ต้น

ที่นี้ในแง่ของการแข่งขันการเรียนวิชาการจัดการอย่างเดียวมันไม่พอ มันต้องรู้จักความเป็น “ผู้นำ” การรู้จัก อินโนเวชั่น นี่สำคัญ ซึ่งสำหรับเรา อินโนเวชั่นอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีการ รีอินโนเวชั่น ด้วย เพราะอะไร? นวัตกรรมอะไรก็ตามที่ออกมาใหม่ๆ เวลาผ่านไปสักพักก็เก่าแล้ว ฉะนั้น ก็ต้องรีโนเวตใหม่ ไม่อย่างนั้นเราก็จะไม่สามารถต่อสู้กับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาได้ อย่าลืมว่าในโลกเรามีอะไรใหม่ๆ เกิดขั้นมาอยู่ตลอดเวลา

ปัจจุบันนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มีนักศึกษาจากประเทศจีนมากที่สุด ถามว่าเพราะอะไร เหตุผลแรกเลย ต่างชาติที่เข้ามาในไทยที่ต้องการเข้าเรียนในสถาบัน ที่สอนภาษาอังกฤษ เขาจะไปที่ไหน? เขาก็ต้องมองหาสถาบันที่สอนด้วยภาษาอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งไทยประเทศไทยก็มีอยู่ไม่กี่แห่ง อันที่สอง ทูตจากประเทศจีน เขาจะเป็นคนไปบอก อย่าลืมว่าเวลาเราเดินทางไปประเทศหนึ่งๆ สถานที่แรกที่เราจะขอความช่วยเหลือหรือขอข้อมูลก็คือสถานทูต

อันที่สองจีนเป็นประเทศใหญ่ และเราก็ไม่ต้องการให้เด็กมาจากที่เดียว เราต้องการ ให้มาจากทุกๆ มณฑล เราจึงต้องส่งคนของเราออกไปเพื่อทำความรู้จักและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยของเรา ก่อนหน้านี้เราก็เคยให้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ กับรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ของประเทศจีน เพราะฉะนั้นเขาจะรู้จักและสามารถบอกคนอื่นได้ว่าของเราเป็นอย่างไร เพราะเขาเคยมาดูของเราแล้ว และพ่อแม่เด็กของบางคนไม่มั่นใจ อย่าลืมว่าเดี๋ยวนี้โลกมันเปิด ประเทศจีนกับไทยอยู่ใกล้กัน เขาก็มาเที่ยวและเขาก็มาดู และบริษัทท่องเที่ยวเขาไม่รู้จะพาลูกทัวร์ไปไหนก่อนขึ้นเครื่อง เขาก็พาลูกทัวร์มาดูเอแบค เพราะสถานที่เราสวยงาม เขาเห็นเขาก็ทึ่งเขาบอกไม่นึกเลยว่าจะมีมหาวิทยาลัยอย่างนี้ในประเทศไทย

และเหตุผลอีกอย่างคือ เรื่องของค่าใช้จ่ายและความเป็นอยู่ ที่ถ้าหากนักศึกษาต่างชาติต้องการที่จะเรียนภาษาอังกฤษ ค่าใช้จ่ายเมื่อมาเรียนกับไทยนั้น มีราคาถูกกว่าที่จะไปเรียนประเทศอื่น รวมถึงประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ สงบ สะดวกสบาย นักศึกษาจีนและนักศึกษาต่างชาติจากประเทศต่างๆ จึงเลือกมาเรียนที่นี่ และที่สำคัญสิ่งที่จะได้กลับไปคือ เน็ตเวิร์คหรือคอนเน็คชั่นต่างๆ ที่ดีและเยอะเพราะอย่าลืมว่านักศึกษาของเอแบคนั้นมีพ่อค้าเยอะมาก เยอะกว่าที่อื่น 

ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งแรกที่ตั้งใจออกแบบสร้างขึ้นมาตั้งแต่ต้น เรามีหลักสูตรที่ไม่ใช่หลักสูตรธรรมดาเราไม่เหมือนของคนอื่นแต่เป็นหลักสูตรที่ฝังอยู่ในตัวของตัวเองซึ่งเด็กที่จบออกไปนั้นสามารถเป็นผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการได้เลยเพราะเราได้สอนวิชาการบริการจัดการให้เขาไปแล้วในตัวโดยธรรมชาติของหลักสูตรของเรา     ขณะนี้โลกของเรามันเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก เขาเรียกว่า โกลเบอลไร้ท์ เซชั่น ซึ่งแปลได้หลายอย่าง อาจจะแปลว่าครอบครัวเดียวกันก็ได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว อาจจะหมายถึงการเชื่องโยงไปในทุกๆ พื้นที่ในโลกนี้ โดยโลกของเราทุกวันนี้การเคลื่อนตัวก็ไว การติดต่อก็เร็ว หรือการเดินทางก็สะดวกมาก หรือถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรสักอย่างที่อีกซีกโลกหนึ่ง มันจะส่งผลกระทบไปที่อีกซีกโลกหนึ่งเสมอ     เพราะฉะนั้นกาลเวลาและการเปลี่ยนแปลงของโลกมันไวมากกับคำถามที่ว่าเราจะผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกไปยังไงเราก็ตอบได้ว่าเราจะทำให้บัณฑิตของเราออกไปเป็น “พลเมืองโลก” อยู่ที่ไหนเราต้องไปได้หมดไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนของโลกก็ตาม

 

      แหล่งที่มา : ASEAN COMMERCE (Issue 01 September 2010) หน้า 17-19

 

13. Dr. Bancha Seanghiran : Develop Global Business-Talented People Is What This Era Need

 

แหล่งที่มา : ASEAN COMMERCE (Issue 01 September 2010) หน้า 42-43 

 

14. iTouch & Learn on iMBA เอแบค

โลกที่แบนราบลงเปรียบเสมือนการพังทลายของกำแพงหรืออาณาเขตเดิมที่เคยอยู่ ปรับเปลี่ยนโลกทัศน์ ประสบการณ์ และมุมมองทางความคิดไม่ให้ถูกจำกัดอยู่แต่ในกรอบ หากมองออกไปข้างนอกจะพบว่าสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวล้วนเป็นองค์ความรู้แขนงหนึ่งที่มนุษย์สามารถเรียนรู้และใช้ประโยชน์สร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ได้อย่างไม่รู้จบ 

และองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีนี่เองที่ทำให้ผู้บริโภคมีโทรศัพท์มือถือใช้มากถึง 4,000 ล้านคน อีกทั้งอนาคตอันใกล้จะมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตราว 2,000 ล้านคนทั่วโลก กิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกภาคส่วนล้วนมีหัวรถจักรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและผนวกรวมเข้ากับการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างแทบแยกไม่ออก ใครหยิบฉวยและนำประโยชน์มาประยุกต์ได้มากเท่าไหร่ย่อมเห็นเม็ดเงินในกระเป๋าได้มากเท่านั้น

iMBA (Master of Business Administration) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (AU) กำลังปฏิวัติรูปแบบการเรียนการสอนในระบบการศึกษาขึ้นใหม่ด้วยการนำเทคโนโลยีมาเชื่อมต่อการเรียนรู้ให้กับนักศึกษา mobile technology ผสมผสานเทคโนโลยี Live Broadcast เป็นอุปกรณ์ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น โดยความร่วมมือกับบริษัท G Softbiz จำกัด ควบคู่กับสัญญาณเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สายจากทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดโอกาสให้ห้องเรียนที่เคยคับแคบอยู่แต่ในกรอบสี่เหลี่ยมมาว้างขึ้นทันที เพราะนวัตกรรมใหม่จะเพิ่มการเข้าถึงพื้นที่การเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และไม่จำกัดโอกาส

“เอแบคพยายามใช้เทคโนโลยีใหม่สนับสนุนการเรียนการสอน อุปกรณ์ทางการสื่อสารถูกใช้ไปในเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนท์อย่างเดียว ทำอย่างไรที่จะใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ iMBA จึงเป็นโปรแกรมของประเทศไทยที่ช่วยสนับสนุนการศึกษาไทย” ดร.กิตติ โพธิกิตติคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าว

Take the room out of the classroom คอนเซ็ปต์ทางการศึกษาของหลักสูตร iMBA มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กางตำราเรียนออกนอกห้องเรียน เพราะไม่ว่านักศึกษาจะอยู่มุมไหนของโลก แค่คลิกเปิดหน้าจอก็จะเห็น App Store ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดความรู้เคลื่อนที่ได้ตลอดเวลา เทคโนโลยีช่วยให้การศึกษาเป็นเรื่องง่ายและเกิดประโยชน์กับผู้เรียนโดยตรง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอนมากขึ้น

ตัวอย่างมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศที่นำเทคโนโลยีใส่เข้าไปในสื่อการเรียนการสอน สร้างบุคลากรชั้นนำของโลกมากมาย ทั้ง UC Berkley, Standford University, MIT ต่างลงทุนไปกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ขยายความรู้ออกสู่ภายนอกกันแบบถึงแก่น เปิดโอกาสให้ทั้งผู้เรียนและผู้ที่สนใจศึกษา เข้าสู่บทเรียนออนไลน์ได้อย่างสะดวก และสามารถดาวน์โหลดเนื้อหาบนเว็บไซต์ไปอ่านกันได้ฟรีๆ โดยไม่ต้องเข้าชั้นเรียน

Mobile learning ของเอแบคจึงเป็นการพัฒนาระบบ ABAC Application สำหรับ iPhone และ iPod บน App Store นำมาใช้กับหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต ซึ่งเป็นก้าวแรกแห่งการเป็นมหาวิทยาลัยที่มีพัฒนาระบบฐานข้อมูลข่าวสาร การเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยบน App Store ทั้งรายละเอียดของแต่ละหลักสูตร ตารางเปิดรับสมัคร ข่าวสารของคณะและภาควิชา แผนที่ของมหาวิทยาลัย รองรับระบบ My Course ซึ่งนักศึกษาสามารถเลือกรับข้อมูลวิชาที่ลงทะเบียนเรียน ตารางการ make up และ cancel การเรียน

การมี App Store ของมหาวิทยาลัยไปปรากฎบนหน้าจอโทรศัพท็จึงเรียกได้ว่าเป็นการต่อยอดนวัตกรรมที่เคยเป็นรากฐานเดิมอยู่แล้วให้เกิดนวัตกรรมใหม่ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อการบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่การมี App Store ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่แบบ Real Time Broadcasting โดยเห็นเนื้อหาและ content อย่างเต็มรูปแบบ

ไม่เพียงเท่านั้น ระบบ On-Demand Learning จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียกเนื้อหาการเรียนการสอนในแต่ละวิชาที่ไหนก็ได้ ระบบ On-the-Go Learning ก็เป็นตัวช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการทบทวนบทเรียนระบบสามารถชิงค์ (Synchronization) ข้อมูลการเรียนแบบ Dual Source ผ่านโปรแกรม iTunes ในคอมพิวเตอร์ซึ่งรอบรับระบบ Macintosh และ Windows เข้าสู่ iPhone หรือ iPod เรียกดูข้อมูลได้ตลอดเวลา

ทว่า หลายคนอาจยังไม่มั่นใจว่าการนำอุปกรณ์นี้มาใช้จะเป็นเพียงแค่การสื่อสารแบบ one way communication อย่างเดียว ความอัจฉริยะของเทคโนโลยีทำให้ผู้เรียนสามารถแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้สอนโดยตรงผ่านระบบ Wiki และ Blog ผู้สอนกับผู้เรียนนั่งสนทนากันแบบ real time เพิ่มพื้นที่ในการสื่อสารเสมือนมี webboard เคลื่อนที่ทุกเวลา

“ระบบนี้จะเอื้อต่อนักศึกษารุ่นใหม่สามารถเรียนแบบสัมผัสหน้าจอ เรียกว่า iTouch และ iLearn อาจารย์และนักศึกษาจะมาเรียนด้วยกัน เรียกว่าเป็น we learn บนพื้นฐานของ virtual ระบบเสมือนจริง” ดร.กิตติ โพธิกิตติ กล่าว

iMBA เอแบค เปิดประตูสู่การเรียนแบบใหม่ด้วยความแตกต่างบนโลกออนไลน์สร้างแรงจูงใจให้กับผู้เรียนได้มากขึ้น พัฒนาการศึกษาโดยอิงกับการใช้เทคโนโลยีทำให้นักศึกษามีโอกาสกลับมาทบทวนบทเรียนกับผู้สอนได้อีกครั้ง ประโยชน์ของการใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อกับการศึกษาจึงทำให้พรมแดนความรู้ไม่จำกัดสถานที่และไม่มีที่สิ้นสุด

 

แหล่งที่มา : MBA (No.137 August 2010) หน้า 158-159

 

15. The Coronation of the Virgin Mary Assumption University

Rev. Bro. Buncha Saenghiran, rector of Assumption University, 
is crowning Mother Mary on the feast of Assumption

 According to the calendar of the Church, the 15th of August is marked for the Feast of the Assumption of the Virgin Mary. As the university bears the name of this august phenomenon, it is but pr5oper that it should be celebrated with great devotion every year.

To solemnize the occasion, in 2001, the President of the University has created a special ceremony to crown the statue on the eve of the Feast of the Assumption and to honour the Virgin Mary as Mother and Queen of the university.

According to the taught by St. Louis Marie de Montfort, Christ is the wisdom seated on the throne. This implies, on the one hand, that the Mother of Christ is the dwelling place of the supreme wisdom of all science.

A goldsmith was commissioned to craft a crown of pure gold for the statue of the Virgin Mary. On 15th August 2001 this gold crown was blessed by His Grace Bishop Lawrence Thienchai Samanchit.

When the Bang Na campus was under construction a statue“The Seat of Wisdom” was ordered to be sculptured in bronze and gold-plated and to take the pride of place in front of the Cathedral of Learning, overlooking the panoramic scene, facing the rising sun at dawn. The Virgin Mary wears a crown of pure gold of 2.2 kilos studded with precious stones of different colours. The statue was blessed by H.E. Michael Cardinal Michai Kitbunchu on the 8th December 2000. On this same occasion the Cardinal also blessed other university buildings. 

Rev. Bro. Martin, Pratip Komolmas, rector emeritus, who initiated this solemn ceremony.

N.B. The artistically crafted crown of pure gold is normally kept in the safe deposit vault of a Bank and is brought out for devotion and dedication every year on August 15.

 

On the other hand, the university is the Alma Mater, or our mother who is also the “Dwelling Place of Knowledge”. In this context, “Assumption” which besides its religious connotation in glorification of the Mother of Christ, has yet another meaning in Thai language “The Abode of Abiding Knowledge”. Rightly, “Assumption University” is the Seat of Wisdom.

       My it be known to all in the years to come that this ceremony of the crowning of the Virgin Mary is observed with solemnity among the university community to bring blessing and protection to all.

By Bro. Martin 

 

แหล่งที่มา : ‘NOK’ Brothers of St. Gabriel Province of Thailand (Vol.28 No.3/2009 November-March 2010) p.16-17 

 

 

16. Christmas 2009 & New Year Celebrations

Christmas 2009 & New Year Celebrations

     ในโอกาสครอบรอบ 40 ปี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้มีการมอบรางวัล Conferral Ceremony of AU Awards of Excellence 2009 เพื่อเป็นกำลังใจให้กับอาจารย์ และบุคลากรที่ทำประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยฯ และสังคม ณ Chapel of St. Louis วิทยาเขตสุวรรณภูมิ ซึ่งภายในงานได้มีการมอบรางวัลสำหรับ ดร. วินธัย โกกระกูล, รองศาสตราจารย์ ดร. สนธยา วนิชวัฒนะ, Mr. Glen และอาจารย์นรนุช ไผ่แก้ว และ ในโอกาสเดียวกัน AUAA นำโดยท่านนายกสมาคม ดร.อุดม หงส์ชาติกุล ได้นำคณะกรรมการเข้าร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิดของ ภราดา ดร.ประทีป ม.โกมลมาศ  

 

แหล่งที่มา : ABACA Profile (March 2010 Issue 01/2010) หน้า 6

 

17. เปิดสถานี ABAC CHANNEL

เปิดสถานี ABAC CHANNEL

     ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) ให้เกียรติเป็นประธานเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ “ABAC CHANNEL” สถานีเพื่อการศึกษาและเยาวชนโดยมี อมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ กรรมการบริหาร บริษัท เวิลด์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ เน็ทเวิร์ค จำกัด และ บิลลี่ โอแกน ผู้อำนวยการสถานี ABAC Channel ร่วมเป็นเกียรติ รวมถึงศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบันของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) อาทิ พอล ภัทรพล ศิลปาจารย์, เบเบ้ ธันย์ชนก ฤทธินาคา มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ณ บริเวณลาน อีเดน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิร์ล (Central World) เมื่อเร็วๆ นี้

 

แหล่งที่มา : ABACA Profile (March 2010 Issue 01/2010) หน้า 37

 

 

18. ACC ก้าวสู่พัฒนาการทางการศึกษาระดับใหม่ : Towards a New Degree of Excellence

 

    ACC School of Commerce เป็นโครงงานร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (AU) และโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ (ACC) เป็นหลักสูตรปริญญาตรีทางด้านบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการจัดการ กลุ่มวิชาพาณิชยศาสตร์ สอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เริ่มปีการศึกษา 2553
มีการให้ทุนการศึกษารุ่นแรก 40 ทุน ทุนละ 500,000 บาท (ห้าแสนบาทถ้วน) ซึ่งนักศึกษาที่ได้รับทุนจะเรียนฟรีตลอดจนจบปริญญาตรี

     นอกจากนี้ ACC School of Commerce ยังมีโครงการสหกิจศึกษา คือให้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 เทอมแรกทุกคนจะต้องไปทำงานกับบริษัทต่างๆ และจะมีหน่วยกิต 9 หน่วยกิต โดยในวันแถลงข่าวมีบริษัทชั้นนำของศิษย์เก่า 12 บริษัทฯ ได้แสดงเจตจำนงเข้าร่วมโครงการแล้ว (ภาพบน)

     นายเจริญ อุษณาจิตต์ ศิษย์เก่า ACC ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ ACC กล่าวว่า เมื่อ ACC เป็นศูนย์การศึกษาที่มีชื่อว่า ACC School of Commerce ภายใต้การจัดการศึกษาเอกสถานที่ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญแล้ว ศิษย์เก่าตระหนักดีว่า การที่จะให้ ACC School of Commerce ประสบความสำเร็จในการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีนั้น

     “เราจะต้องมีหลักสูตรที่ดี เหมาะสมกับสภาวะตลาดปัจจุบัน สามารถเอื้อให้นักศึกษาหางานทำได้ในธุรกิจต่างๆ หลังจากที่สำเร็จการศึกษา จะต้องมีคณาจารย์ที่มีคุณวุฒิและเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพสูง ซึ่ง ACC School of Commerce เตรียมพร้อมเสมอเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย” นายเจริญกล่าว

     นายเจริญ อุษณาจิตต์ ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งเป็น ประธานกรรมการ บริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า 12 กลุ่ม นักธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของกิจการระดับแนวหน้าในเมืองไทยในปัจจุบัน ทั้งหมดเป็นศิษย์เก่าของ ACC มาก่อน มาถึงวันนี้ได้ร่วมผนึกกำลังกัน เพื่อผลักดันให้ ACC มีหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นระดับปริญญาตรี      ทุกคนในฐานะที่เป็นศิษย์เก่ามองว่า การศึกษาในปัจจุบันอย่างน้อยต้องจบปริญญาตรีจึงจะสามารถหางานทำได้ ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่จบสายอาชีพเพียงปวช. หรือ ปวส. ก็หางานทำได้ง่ายแล้ว     ด้วยเหตุนี้ จึงได้ร่วมกันผลักดัน โดยใช้เวลาทั้งหมด 11 ปี โดยเริ่มจากสถิติ มีนักศึกษามาเข้าเรียนที่นี่ลดลงกว่าเดิมถึง 40 เปอร์เซ็นต์ จึงได้มีการประชุมกันระหว่างคณะจารย์ในโรงเรียน ภราดา และ คณะศิษย์เก่า เพื่อหาข้อสรุป และได้คำตอบว่า ต้องยกระดับการศึกษาขั้นต่ำถึงระดับสำเร็จปริญญาตรีจึงจะมีงานทำ     หลังจากนั้น คณะศิษย์เก่าได้ว่าจ้าง บริษัททำรีเสิร์ท สำรวจข้อมูล โดยสัมภาษณ์นักเรียนที่จะมาเรียนที่ ACC และ ผู้ปกครอง แล้วสำรวจโรงเรียนที่เคยเปิดเป็นพาณิชยการแต่ปิดตัวไปแล้ว และข้อมูลสถิติทางโรงเรียน ย้อนหลังไปอีก 5 ปี

    ได้ข้อสรุปว่า ความต้องการนักเรียนที่จบปวช. ในวงการพาณิชย์ไม่มีอีกแล้ว อย่างน้อยต้องจบปริญญาตรี เท่านั้น กลุ่มศิษย์เก่า ACC จึงได้เกิดแนวคิดที่ร่วมกันผลักดันเพื่อให้ ACC ได้สอนในหลักสูตรระดับอุดมศึกษาหรือ มหาวิทยาลัย ซึ่งกว่าจะผ่านกระบวนการต่างๆ มาได้ก็ต้องใช้เวลานานถึง 11 ปี มีทางมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ร่วมเป็นผู้ร่างหลักสูตร คณะศิษย์เก่าร่วมกันออกแบบหลักสูตรให้มีความแตกต่างในหลักสูตรที่เน้นเรื่องจริยธรรม โลจิสติกส์ สอนภาษาจีน การโต้ตอบทางจดหมายทางธุรกิจ     ACC School of Commerce มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดสอนหลักสูตร บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ กลุ่มวิชาพาณิชยศาสตร์ ภาควิชาภาษาอังกฤษ โดยเน้นหนักสหกิจศึกษา เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าทำงานจริงกับองค์กรต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เพื่อสัมผัสประสบการณ์สำหรับการทำงานในอนาคต ทั้งนี้เพื่อให้นักศึกษามีศักยภาพอย่างรอบด้าน ที่จะได้งานทำจนประสบความสำเร็จในอาชีพ หรือมีความสามารถที่จะริเริ่มธุรกิจของตนเอง อันส่งผลถึงพัฒนาการอย่างยั่งยืนของประเทศชาติโดยรวม

12 บริษัท ร่วมโครงการสหกิจศึกษา

คณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาจัดการศึกษา
ระดับปริญยาตรีที่ ACC (Advisory Board)

1. โรงแรมอโนมา กรุงเทพฯ
    คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหาร
1. ภราดาศิริชัย ฟอนซีกา
11. นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์
2. กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์
    คุณประสิทธิ์ ดำรงชิตานนท์ ประธานคณะผู้บริหาร
2. ภราดาสุรสิทธิ์ สุขชัย
12. นายกิตติ อิสริยะประชา
3. บริษัท คอม-ลิงค์ จำกัด
    คุณศิริธัช โรจนพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
3. นายสนั่น อังอุบลกุล 
    (ประธาน)
13. นายเจริญ อุษณาจิตต์
4. บริษัท ดี เอช เอ สยามวาลา จำกัด
    คุณเอก สยามวาลา
4. นายเอก สยามวาลา
14. นายโยธิน เนื่องจำนง
5. บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย)
    จำกัด คุณสมบุญ ประสิทธิ์จูตระกูล ประธานกรรมการ
5. นายนิสสัย เวชชาชีวะ
15. ดร.แสงชัย อภิชาตธนพัฒน์
6. บริษัท เอเวอร์กรีน ชิปปิ้ง เอเยนซี่ (ไทยแลนด์)
    จำกัด คุณนิวัฒน์ แจ้งอริยวงศ์ ประธานกรรมการ
6. นายอมเรศ ศิลาอ่อน
16. คุณหญิงวิภา มณีไพโรจน์
7. บริษัท ฟาติมา บรอดคาสติ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
    ดร.แสงชัย อภิชาตธนพัฒน์ ประธานกรรมการ
7. มาสเตอร์สุชาติ คริสธานินทร์
17. นายวีระพล โชควิทยารัตน์
8. บริษัท โมเดอร์ฟอร์มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
    คุณทักษะ บุษยโกคะ ประธานกรรมการบริหาร
8. นายวิรุฬห์ ปริวุฒิพงศ์
18. นายปรีชา สนั่นวัฒนานนท์
9. บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
    คุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ ประธานกรรมการ
9. ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
19. นายทรงพล ชัญมาตรกิจ
10. บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด
      คุณนิชาภา ยศวีร์ กรรมการผู้จัดการ
10. นายนิวัฒน์ แจ้งอริยวงศ์
20. นายชลิต ลิมปนะเวช
11. บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน)
     คุณสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ
 
 
12. บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด
      คุณทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
 
 

12 องค์กรรวมแสดงเจตน์จำนงโครงการสหกิจศึกษา (ฝึกงาน)

     ACC School of Commerce มีเป้าหมายสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่พร้อมด้วยคุณภาพและศักยภาพ มุ่งปลูกฝังจิตวิญญาณของการเป็นนักธุรกิจและนักบริหารผู้เชี่ยวชาญ ประกอบขึ้นด้วยภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติ ทำการสอนโดยความร่วมมือระหว่างคณาจารย์และผู้ประกอบการจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำ เพื่อเป็นการตอบแทนต่อสถาบันการศึกษา ACC ที่ให้ความรู้ความสามารถ คุณธรรมและจริยธรรมจนประสบความสำเร็จในชีวิต     ขณะนี้ หลักสูตรใหม่นี้ พร้อมเปิดตัวและมีความพร้อมเปิดการเรียนการสอน ในรุ่นแรกเปิดรับนักศึกษาจำนวน 120 คน มีทุนการศึกษาให้นักศึกษาเป็นทุนเรียนฟรี 40 คน ผู้ที่ได้รับทุนเรียนฟรีนี้ ต้องเป็นเด็กที่เรียนดี เก่งภาษาอังกฤษ มีความตั้งใจที่จะศึกษาในคณะบริหารธุรกิจนี้อย่างจริงจัง    คณะกรรมการฯ จะพิจารณาคุณสมบัติของนักศึกษาที่เข้ามาขอรับทุน โดยคณะศิษย์เก่า ACC จะร่วมพิจารณา และให้ความร่วมมือในการดำเนินการอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ก็ได้พร้อมใจกันทำ

     หน้าที่เป็นอาจารย์พิเศษเพื่อนำประสบการณ์จริงๆ ของผู้บริหาร มาถ่ายทอดให้กับนักศึกษาโดยตรง   พร้อมกันนั้นทุกบริษัทฯ ก็พร้อมที่จะรับนักศึกษาที่เรียนที่นี่ไปฝึกงานเพื่อหาประสบการณ์จริงในบริษัทต่างๆ ด้วย โดยไม่มีข้อแม้ และถ้านักศึกษาฝึกงานแล้วมีผลงานดี หลังจากเรียนจบแล้ว บริษัทก็พร้อมที่จะรับเข้าทำงานด้วย ถ้ามีตำแหน่งงานว่างและต้องการรับสมัครในขณะนั้น     นักศึกษาที่เรียนที่ ACC School of Commerce นี้ จะได้รับความแตกต่างจากหลักสูตรในมหาวิทยาลัยอื่น ทั้งเรื่องของทุนที่ไม่มีข้อผูกมัดเพียงแต่เรียนดี และตั้งใจเรียนก็จะได้เรียนฟรีไปจนจบปริญญาตรีไม่ต้องมาชดใช้ทุน นอกจากนั้น ก็ยังได้ฝึกงานบริษัทชั้นนำ และ มีอาจารย์พิเศษที่เป็นเจ้าของธุรกิจมาสอนโดยตรง

ศิษย์เก่า – (คนที่ 1 จากทางซ้าย) คุณนิสสัย เวชชาชีวะ

– (คนที่ 2) คุณเอก สยามวาลา

– (คนที่ 3) คุณบำรุง จินดาผล

จากวัตถุประสงค์และประโยชน์ของสหกิจศึกษา มหาวิทยาลัยจึงได้นำสหกิจศึกษาเข้ามาผนวกเป็นกลุ่มวิชาเอกเลือกของหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ ซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2515 และเป็น 1 ใน 4 สาขาวิชาแรกของมหาวิทยาลัย หลักสูตรได้มีการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องมาตลอดเพื่อให้ทันสมัย ทันต่อความก้าวหน้าด้านวิชาการและตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน โดยปรับปรุงทั้งในด้านความรู้และทักษะที่พัฒนาให้กับนักศึกษาและวิธีการสอนที่หลากหลายโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย จุดเด่นของหลักสูตรการจัดการ คือ เป็นหลักสูตรที่เน้นพัฒนาให้นักศึกษามีความรู้ ความชำนาญที่หลากหลาย ครอบคลุมด้านต่างๆ โดยหลักสูตรได้บูรณาการความรู้และทฤษฎีที่เป็นหลักสำคัญในการบริหารธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วย การบริหารจัดการด้านการเงิน การตลาด เทคโนโลยีสารสนเทศ และที่สำคัญคือ การบริหารการจัดการด้านทรัพยากรมนุษย์ไว้ในหลักสูตร    สำหรับการปรับปรุงหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ ซึ่งจัดให้มีสหกิจศึกษานี้ได้รับอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2552 และจะเริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่ภาคการศึกษา ที่ 1 ปีการศึกษา 2553 คือ มิถุนายน 2553 หลักสูตรนี้ได้เพิ่มกลุ่มวิชาเลือก 1 กลุ่ม คือ กลุ่มวิชาพาณิชยศาสตร์ นักศึกษาที่เลือกกลุ่มวิชานี้จะมีการปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการในภาคการศึกษา ที่ 1 ปีการศึกษาที่ 4 มีจำนวนหน่วยกิต รวม 142 หน่วยกิต การฝึกงานของสหกิจศึกษาจะต้องเป็นการปฏิบัติงานเต็มเวลาเป็นระยะเวลา 1 ภาคการศึกษาหรือ 15 สัปดาห์ โดยในขณะที่ฝึกงานนี้ นักศึกษาจะไม่มีการเรียนวิชาอื่นใดๆ จะต้องใช้เวลาปฏิบัติงานเท่านั้น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์การทำงานตามหลัก Learning by Doing   เป้าหมายสูงสุดของสหกิจศึกษาไม่ใช่เพียงการปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการและกลับไปมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่คือการเข้าสู่ระบบการทำงานของบัณฑิตก่อนสำเร็จการศึกษา (Employability) หมายความว่าเมื่อปฏิบัติงานและผ่านการประเมินแล้ว นักศึกษาจะได้เข้าทำงานในสถานประกอบการนั้นๆ ทันทีที่สำเร็จการศึกษา ซึ่งจะเป็นการประกันการได้งานทำของบัณฑิต

 

     ในวันนี้ปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือการที่ ACC School of Commerce จะต้องมีนักศึกษารุ่นแรก หรือรุ่นบุกเบิกที่มีคุณภาพจากทั่วประเทศพร้อมที่จะเข้ามาสู่รั้วสถาบัน ด้วยความมุ่งมั่น เต็มไปด้วยความหวังและความไว้วางใจต่อคุณภาพและอนาคตเมื่อจบออกจาก ACC School of Commerce แต่การค้นหานักศึกษาที่มีคุณภาพเข้ามาศึกษาที่ ACC School of Commerce รุ่นแรกเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ง่ายเลย เครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะช่วยได้ดีคือ การมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษารุ่นแรก ให้ได้เรียนฟรีตลอดหลักสูตร 4 ปี

       เพื่อสนับสนุนแนวคิดนี้ ศิษย์เก่าจึงมีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการระดมทุนพัฒนาการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ ACC (Fundraising Committee) ขึ้น เพื่อช่วยดำเนินการรณรงค์ระดมทุนไว้สำหรับการมอบทุนการศึกษา (Scholarship) แก่นักศึกษาเรียนดีและมีความประพฤติดี ตลอดจนการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน การจัดสถานที่เพิ่มเติมรวมถึงเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

     สำหรับจำนวนทุนที่ตั้งเป้าหมายไว้ คิดเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 70 ทุน โดยแบ่งเป็น นักศึกษารุ่นที่ 1 จำนวน 40 ทุน นักศึกษารุ่นที่ 2 จำนวน 20 ทุน และนักศึกษารุ่นที่ 3 จำนวน 10 ทุน มูลค่าทุนละ 500,00 บาทสำหรับนักศึกษา 1 คน ตลอดระยะเวลาการศึกษา 4 ปี     “อนาคตของ ACC School of Commerce ขึ้นอยู่กับศิษย์เก่า ACC ทุกๆ รุ่น ผมหวังว่าท่านจะให้การสนับสนุนทุนการศึกษาตามกำลังและศรัทธาของท่าน และขอวานท่านช่วยบอกต่อเรื่องราวนี้ถึงเพื่อนศิษย์เก่าทุกคนด้วย ให้ได้รับรู้ถึงกุศลครั้งสำคัญที่เราจะได้ทำร่วมกันครั้งนี้” นายธนาชัยกล่าว

 

 แหล่งที่มา : Study Tour Education (11-24 กุมภาพันธ์ 2553) หน้า 12-15

 

 

19. ที่สุดนักกฎหมายต้องทำ 3 สิ่ง

อ.นิติ เนื่องจำนง สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ABAC ในระดับปริญญาตรี และปริญญาโท กฎหมายธุรกิจหลักสูตรอินเตอร์ ซึ่งร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอินเดียน่า และหลังจากนั้นได้ไปศึกษาต่อปริญญาเอกที่ University of Essex

ในระหว่างศึกษากฎหมายที่มหาวิทยาลัยในระดับปริญญาตรี ได้ร่วม Summer Clerk ที่อินเตอร์ลอว์ฟ์ร์มบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด และหลังจบปริญญาตรีได้ร่วมงานเป็นที่ปรึกษากฎหมาย กับ ILCT บริษัทที่ปรึกษากฎหมายสากล จำกัด และเป็นอาจารย์ที่เอแบค ประจำปริญญาโท สาขาระหว่างประเทศ สอนทั้งระดับปริญญาตรี และปริญญาโท และค้นคว้าทำวิจัยซึ่งเป็นสิ่งที่คณะคาดหวังในตัวอาจารย์ทุกคน

จบการศึกษาระดับประถมที่อัสสัมชัญธนบุรี ถึง ม.2 แล้วจึงเดินทางไปเรียนต่อที่บาสตันประเทศสหรัฐอเมริกาจนจบ ม.6 ในระหว่างกำลังศึกษาชั้น ม.5 รู้สึกชอบด้านกฎหมาย อยากเป็นนักกฎหมาย จึงตั้งใจเรียนต่อด้านกฎหมาย การเรียนกฎหมายที่อเมริกาต้องเรียนจบปริญญาตรีก่อนจึงจะเรียนกฎหมายได้ ก็เลยเลือกเรียนวิชาอะไรก็ได้เพื่อให้จบปริญญาตรี ซึ่งอีกความใฝ่ฝันหนึ่งคือ ต้องการมีรีสอร์ทเป็นของตัวเองเลยไปสมัครเรียน Hotel Management ครอบครัวทราบจึงปรึกษาอาจารย์หลายท่าน และ อ.สุชาติ ธรรมาพิทักษ์กุล อดีตคณบดี คณนิติศาสตร์ เอแบค แนะนำว่า ถ้าเรียนกฎหมายต้องกลับมาเรียนที่เมืองไทย จะได้รู้กฎหมายไทย จึงกลับมาเรียนที่เมืองไทย “ซึ่งในช่วงเวลานี้เองคุณพ่อได้แนะนำว่าจะต้องการเริ่มต้นที่ดี การเริ่มต้นที่ดีมาจากการได้รับการอบรม ศึกษาจากสถาบันที่มีหลักสูตร อาจารย์ และสถานที่ที่มีคุณภาพ เพื่อการเป็นนักกฎหมายที่ดีต่อไปในอนาคต จึงได้แนะนำให้เข้าศึกษาคณะนิติศาสตร์ปริญญาตรีและปริญญาโท เมื่อจบและมีโอกาสจะได้ศึกษาต่อที่ฮาร์เวิร์ด ลอว์ สคูล”

จึงได้ตัดสินใจโดยเลือกเรียนเอแบค เพราะคณะนิติศาสตร์ที่นี่มีความแตกต่าง ตรงที่เน้นกฎหมายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและการเรียนการสอนไม่ใช่ภาษาอังกฤษทุกวิชาเหมือนกับคณะอื่นๆ เรียนกฎหมายไทย ต้องเรียนเป็นภาษาไทย แต่วิชาพื้นฐานหรือวิชาอื่นๆ รวมทั้งวิชากฎหมายระดับสูงในชั้นปี 3-4 สอนเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ได้ทั้ง 2 ภาษา เป็นการผสมผสาน 2 ภาษาอย่างลงตัว เนื่องจากครอบครัวทำธุรกิจ จึงได้นำความรู้พื้นฐานทางธุรกิจกับกฎหมายที่ร่ำเรียนมาใช้ในการสอนนักศึกษาและให้คำปรึกษาต่างๆ โดยตั้งใจนำกฎหมายมาเป็นกลไกสำคัญในการทำธุรกิจหลังจบปริญญาตรีทำงานที่บริษัทที่ปรึกษากฎหมายสากล จำกัด ILCT และร่วมบรรยายพิเศษที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ และมหาวิทยาลัยหัวเฉียว ต่อมาเอแบคเปิดปริญญาโทสาขากฎหมายระหว่างประเทศ หลักสูตรภาษาอังกฤษจึงมาสมัครเรียนเป็นรุ่นแรกของหลักสูตร ภายหลังจบการปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ก็ได้เข้าศึกษาปริญญาเอกทางด้านกฎหมายต่อที่ประเทศอังกฤษทันที

แท้จริงแล้วนอกจากการเข้าศึกษากับสถาบันที่ดีและได้ร่วมทำงานกับองค์กรชั้นนำแล้วการเป็นนักกฎหมายที่ดีและประสบความสำเร็จจะต้องรับผิดชอบต่อสังคมเพราะนั้นถือว่าเป็นที่สุดของนักกฎหมาย

 

แหล่งที่มา : Study Tour Education (11-24 กุมภาพันธ์ 2553) หน้า 23

 

20. TV ABAC Channel เพื่อการศึกษาเท่านั้น

     ด้วยการสื่อสารดาวเทียม มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ประกาศเปิดตัว สถานีโทรทัศน์ ABAC Channel เริ่มตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์นี้ เป็นต้นไป
ยุคโทรทัศน์ดาวเทียมในประเทศไทย ได้เริ่มขึ้นแล้ว ทุกชุมชนสามารถมีสถานีโทรทัศน์ของตัวเองได้ การสื่อสารดาวเทียมยุคใหม่ ได้เพิ่มทางเลือกและสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม กลายเป็นสื่อใหม่ด้วยระบบดิจิทัล สามารถ ‘สร้างสื่อโทรทัศน์สำหรับการศึกษาและสาธารณชน’ ทั่วไปได้อย่างกว้างขวางยุคต่อไปนี้ อาจจะเรียกได้ว่า ‘ดาวเทียมครองโลก’ ชุมชนทุกชุมชน สามารถที่จะสื่อสารถึงกันอย่างรวดเร็วด้วยดาวดาวเทียม และก้าวถึงขั้นที่ทุกชุมชนสามารถมีสื่อดาวเทียมของชุมชนได้ไม่ต้องพึ่ง ‘สื่อหลัก’ อีกต่อไป
ไม่มีละครดู ก็มีอย่างอื่น ให้เลือกดูได้

ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) ยืนยันว่า เจตจำนงของ ABAC Channel เป็นรายการเพื่อการศึกษาเท่านั้น ดำเนินการโดยนักศึกษาคณะสื่อสารมวลชนของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่มีความพร้อมในด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ ลงทุนไปแล้วกว่า 800 ล้าน และเรียกได้ว่าทันสมัยที่สุดทั้งในสถาบันการศึกษาและวงการโทรทัศน์ในประเทศไทย ขณะเดียวกัน ก็มีกลุ่มพันธมิตร ร่วมมือกันในการสร้างสรรค์รายการ เพื่อถึงเป้าหมายผู้ชม ทั้งนักศึกษาและสาธารณชนทั่วไป

เป้าหมายผู้ชมตั้งใจ 1 ล้านคน

อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยว่า เหตุผลที่-อัสสัมชัญต้องมีสถานีโทรทัศน์ เพราะยุคนี้เป็นยุคของเทคโนโลยี เป็นยุคขององค์ความรู้ เป็นยุคของนวัตกรรม เอแบคต้องอาศัยองค์ความรู้เป็นอย่างมาก จึงมีการพัฒนาสิ่งต่างๆ เหล่านี้เพื่อเสริมองค์ความรู้ หน้าที่หลักของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ คือเป็นศูนย์ความรู้และต้องถ่ายทอดความรู้ให้กับนักศึกษาและบุคคลภายนอก ไม่ใช่เปรียบเทียบกับสถานีโทรทัศน์อื่นๆ แต่หลักสำคัญคือเพื่อการศึกษา เพื่อพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

 อธิการบดีกิตติคุณ ภราดาประทีป ม.โกมลมาศ กล่าวว่า เอแบคมี ABAC Channel ขึ้นเพื่อการศึกษาทฤษฎีต่างๆ มีมากมายทั้งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ จะไม่เกิดประโยชน์หากไม่ลงมือทำ เพราะการเรียนรู้ ผู้เรียนต้องลงมือทำ เพื่อพัฒนาตนเอง นี่เป็นโอกาสหนึ่งที่จะใช้สื่อทันสมัยมาเป็นสื่อในการแสวงหาความรู้ และเป็นสื่อการเรียนการสอนอีกส่วนหนึ่งด้วย

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือ ABAC เปิดสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ABAC CHANNEL ในระบบ (KU-BAND) แพร่ภาพให้ผู้ชมในประเทศและต่างประเทศรับชมกว่า 20 ประเทศในระบบ Free on air ผ่านช่องฟรีทีวี 6 และดาวเทียม Thaicom ช่อง 9 ชี้กลุ่มเป้าหมายหลักเป็นนักศึกษา คณาจารย์ ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ นักเรียน นักศึกษาสถาบันในเครืออัสสัมชัญ รวมทั้งผู้ปกครองของนักศึกษา เน้นสร้างสรรค์และให้ความรู้ ควบคู่ความบันเทิงผ่านรายการต่างๆ ที่มีเนื้อหาสาระ คาดหวังเป็นสถานีที่สร้างสรรค์ปัญญา นำคุณค่า ควบคู่ความบันเทิงเพื่อคนรุ่นใหม่

ในโอกาสครบรอบ 40 ปี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเปิดสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ABAC CHANNEL สถานีการศึกษาควบคู่ความบันเทิง ผ่านรายการต่างๆ ที่มีเนื้อหาสาระ อันเป็นประโยชน์ต่อผู้ชมโดยเฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เยาวชนและประชาชนทั่วไป มี บิลลี่ โอแกน เป็นผู้อำนวยการสถานี

ABAC Channel เป็นสถานีที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และศักยภาพของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในการเป็นผู้นำสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย มีช่องทางให้นักศึกษา คณาจารย์ บุคลากรของสถาบัน ได้แสดงความรู้ความสามารถ ให้ผู้คนทั้งนอกและในมหาวิทยาลัยได้ชม โดยกลุ่มเป้าหมายหลักของ ABAC Channel ได้แก่ นักศึกษา คณาจารย์ ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ นักเรียน นักศึกษาสถาบันในเครืออัสสัมชัญ รวมทั้งผู้ปกครอง 50% กลุ่มนักศึกษาสถาบันทั่วไปคิดเป็นสัดส่วน 30% ส่วนอีก 20% ได้แก่ ประชาชนทั่วไป กลุ่มบริษัทเอกชน หน่วยงานราชการ หรือเจ้าของสินค้าและบริการ

ทั้งนี้ เนื้อหารายการจะเน้นการให้สาระความรู้ต่อผู้ชมเป็นหลัก เช่น รายการเอแบคโพล รายการข่าวภาคภาษาอังกฤษ สารคดี แนะนำการเรียน รายการสอนภาษา รายการข่าวสารการแสดงความคิดเห็นของนักศึกษา รายการแสดงความสามารถของนักศึกษามหาวิทยาลัย รายการกีฬา และรายการบันเทิงที่สอดแทรกเนื้อหาความรู้

 ประชาชนทั่วไปที่มีจานรับสัญญาณดาวเทียมและประชาชนที่สามารถรับชมผ่านเคเบิลทีวีท้องถิ่น ทางช่องดาวเทียม Thaicom รายการของทางสถานีโทรทัศน์ ABAC CHANNEL สามารถรับชมสัญญาณในช่องที่ 9 

 

แหล่งที่มา : เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 924 (12 กุมภาพันธ์ 2553) หน้า 44

 

21. Higher Education: Engaging the Knowledge Economy

     ภราดา ดร. บัญชา แสงหิรัญ รักษาการประธาน สออ.แห่งประเทศไทย กล่าวเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการ สถาบันการศึกษาขั้นอุดมแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรื่อง “Higher Education: Engaging the Knowledge Economy” เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 ณ ห้องประชุม ชั้น 5 อาคารบุญชนะ อัตถากร โดย ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง Thailand and the Knowledge Economy” และการอภิปรายทางวิชาการ โดยคุณพรทิพย์ กาญจนนิยต ผู้อำนวยการบริหารฟุลไบรท์ ผศ.ดร.วิศาล บุปผเวส ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ดร.นิพนธ์ สุรพงษ์รักษ์เจริญ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รศ.ดร.วิชัย อุตสาหจิต ผู้ดำเนินการอภิปราย ภาคบ่ายมีการนำเสนอบทความ ณ อาคารสยามบรมราชกุมารี ชั้น 6 และชั้น 7

 

แหล่งที่มา : NIDA NEWS (ปีที่ 18 ฉบับที่ 3 เดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2553) หน้า 7

 

22. What about your Chapter 40th : Creativity and Enterprise Center

The president of the very first international university in Thailand and one of the best academic institute in the country attracting students from all over the world.
อธิการบดีของมหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งแรกในเมืองไทย ทั้งยังเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของบ้านเรา ที่นัก-ศึกษาต่างชาติจากทั่วโลกให้ความสนใจเดินทางมาศึกษาต่อมากมาย

Bancha Saenghiran, f.s.g., Ph.D
President Assumption University 


     Every book gives some terrific thoughts to the readers. Even reading novels yields some ideas. It depends on individual perspectives to get what book gives or how to harvest anything from a book. I, personally, choose to read the book I like which answers to the life’s quest or some those benefit my professionalism to manage myself, organization, and even to return something back to society.

    หนังสือทุกเล่มล้วนแล้วแต่มอบสิ่งที่ดีให้แก่คนอ่าน บางคนเลือกอ่านนิยาย ก็ยังได้รับแนวคิดบางอย่าง ทั้งนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนว่าจะได้ อะไร หรือ อย่างไร จากหนังสือ แต่โดยส่วนตัวแล้วพ่อจะเลือกอ่านหนังสือที่ตัว พ่อชอบ ตอบโจทย์ชีวิต หรือให้ประโยชน์กับการทำงานได้นับเป็นการอ่านเพื่อบริหารตัวเรา บริหารองค์กร และตอบแทนสังคม


     Although I often pick up THE HOLY BIBLE to read from time to time, somehow each time I interpret differently. This is the book containing the Lessons of God for all Christians which, after all, inspire us doing good. It covers all issues in lives as he teaches rules of the universe which really exist and immortal. It has the meaning in itself and to each one in particular at certain time. After all, it teaches human beings to love each other, reminds and shapes your mindset to try doing good things, and follow his paths.
     แม้จะอ่าน THE HOLY BIBLE อยู่เสมอ ๆ แต่การอ่านแต่ละครั้งไม่เคยเหมือนกัน เหล่านี้คือคำสอนของพระเจ้าที่สื่อถึงคริสตชนทุกคน เป็นแรงบันดาลใจให้ทำในสิ่งดี เป็นคำสอนที่ครอบคลุมทุกเรื่องในชีวิต เพราะสิ่งที่พระองค์สอนคือกฎจักรวาลที่มีอยู่จริงและเป็นอมตะ มีความหมายในตัวเองและมีความหมายต่อแต่ละคนและแต่ละข่าวเวลาต่างกัน หากที่สุดแล้ว ก็สอนให้มนุษย์รักกันและกัน เตือนใจ กำหนดใจให้กระทำดี และเดินตามพระเยซูเจ้า

     THE PRESENT : This is an old book which never aged through time. “The Present” has 2 different meanings: the first meaning is “The Gift” that anyone will be happy to receive and greed for more; the second meaning is “The Now” that reminds us to enjoy the current moment of lifetime and make the most meaningful out of it. It’s right to forget the past but we better learn from it, too, in order to plan the future ahead. Once we optimize the present, it will not only be most valuable to ourselves but also to everyone around us as well

      นับเป็นหนังสือเก่าอีกเล่มที่ไม่เคยล้าสมัย THE PRESENT ซึ่งเป็นชื่อหนังสือในที่นี้ มีสองความหมาย อย่างแรกคือ ‘ของขวัญ’ ใครได้รับย่อมดีใจ มีความสุข และอยากได้รับอีก ส่วนอีกนัยหนึ่งคือ ‘ปัจจุบัน’ ซึ่งคนเราควรมีความสุขกับปัจจุบันใช้ชีวิตขณะปัจจุบันให้มีความหมายที่สุด ให้ลืมอดีตก็ถูก อย่างไรก็ดี ต้องเรียนรู้จากอดีตเสียก่อน เพื่อวางแผนอนาคต หากเราใช้ปัจจุบันให้ดีที่สุด จะเป็นคุณค่ามหาศาลต่อตัวเราเองและต่อคนรอบข้างเช่นกัน

How’s your Chapter 40th?

    “To me 40 is the crossroads to walk either the big and comfortable way but leading towards the unsuitable issues or the small way but leading towards the righteousness. Therefore, we have to conquer our own wills. This is the immortal thought already existed on this earth a long, long time ago.”
   “คงถึงทางแยกที่ต้องเลือก ทางเดินใหญ่โตสะดวกสบาย แต่นำไปสู่สิ่งไม่ควร หรือทางเดินเล็กมีอุปสรรคหากเป็นทางที่ควรจะเดิน เราต้องชนะใจตัวเองให้ได้ นี่ไม่ใช่ทฤษฎีของพ่อ แต่คือความเป็นจริงของโลกที่อยู่ยั้งยืนยงมานานแล้ว”

  THE HOLY BIBLE   

  THE PRESENT: The Gift Thai

  Makes You Happy and

  Successful at Work and un Kife 

 by Spencer Johnson

 

แหล่งที่มา : What about your Chapter 40th [หน้า 72-73]

 

23. ผ้าอัดแน่น นวัตกรรมใหม่ รางวัลระดับโลก คุณสมบัติเหมือนไม้ ตกแต่งบ้าน : Assumption University Innovation Creativity and Enterprise Center

แผ่นอัดผ้ายีนส์ GARMENTO คว้ารางวัลนวัตกรรมของ สนช.

 

ยุทธนา อโนทัยสินทวี
รองชนะเลิศ ออกแบบผลิตภัณฑ์
การออกแบบชิงนวัตกรรมระดับนักออกแบบรุ่นใหม่

ผลงานของ นายยุทธนา อโนทัยสินทวี นักธุรกิจรุ่นใหม่ เพิ่งได้รับรางวัล การออกแบบเชิงสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ด้วยแนวคิดเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นำเศษผ้ามาอัดแน่น ผ่านกระบวนการจากโรงงานผลิตจนมีคุณสมบัติเหมือนกับไม้ที่ใช้ตกแต่งประดับ ปูพื้นบ้าน แทนไม้อัดที่สร้างบ้านได้จริง

ความพิเศษของสิ่งที่เขาคิดขึ้นมาใหม่นี้ คือ นอกจากจะใช้งานได้จริงแล้ว ยังลวดลายที่สวยงามจากลวดลายของเศษผ้าที่เอามาใช้เป็นวัสดุเพื่อการอัด จึงกลายเป็นของตกแต่ง หรือ ประดับบ้านได้ด้วย ขึ้นอยู่กับว่า เจ้าของบ้านจะต้องการเอามาใช้เพื่อส่วนไหนของบ้าน

นอกจากนั้น ยังเป็นการช่วยลดขยะที่เป็นเศษผ้าจากอุตสาหกรรมทอผ้าที่มีอยู่ในเมืองไทยจำนวนมาก เพราะ ถ้ามีการผลิตเพื่อจำหน่ายในอนาคต ก็จะต้องเอาเศษผ้าที่เหลือใช้ตามโรงงานทอผ้ามาเป็นวัสดุในการทำ โดยผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อไม่ให้มีสารปนเปื้อนของสารเคมีที่เป็นอันตรายหรือก่อให้เกิดมะเร็ง และผ่านกระบวนการตามขั้นตอนการผลิตไม้อัดจากโรงงาน ก็จะออกมาเป็นชิ้นงานที่สามารถเอามาจากจำหน่ายได้

จากประสบการณ์ที่ทำงานเกี่ยวกับด้านดีไซด์เสื้อผ้าร่วมกับเพื่อนชาวญี่ปุ่น พบว่า ในการออกแบบเสื้อผ้าแต่ละครั้งมีเศษผ้าเหลือจำนวนมาก ขณะที่ประเทศไทยมีโรงงานเกี่ยวกับการเย็บผ้าอยู่กว่า 2000 โรงงาน ในแต่ละเดือนต้องมีเศษขยะจากผ้าจำนวนมหาศาล จึงเริ่มมีความคิด อยากจะกำจัดขยะเศษผ้า จึงเริ่มต้นด้วยการเอาเศษผ้า หรือ เสื้อผ้ามือสองมาทำเป็นหมวก กระเป๋า ก่อน แต่ขณะที่ทำก็พบว่าเมื่อตัดผ้าเพื่อสร้างชิ้นงานใหม่ ก็ยังมีขยะจากเศษผ้าเพิ่มขึ้นอยู่ดี กลายเป็นว่า ลดขยะจากชิ้นหนึ่ง แต่ไปเพิ่มขยะใหม่อีกหลายชิ้น

จึงคิดว่า ถ้าต้องการลดขยะจริงๆ ก็ต้องเอาเศษเล็กๆ เหล่านี้มาทำประโยชน์อย่างอื่น จึงมองดูจาก ไม้อัดธรรมดาที่ใช้เศษแกลบ ขี้เลื่อย ยังสามารถเอามาอัดได้ ผ้าก็น่าจะทำได้ จึงได้ทดลอง และค้นคว้าข้อมูล ใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่เป็นปีจนพบว่า ผ้าก็สามารถเอามาบีบอัดแน่นได้ และเมื่อบีบอัดจนแน่นแล้ว หากมีน้ำหยดใส่ น้ำจะกลิ้งเหมือนอยู่บนใบบอน ไม่มีการซึมเข้าไปในเนื้อผ้า เพราะ ผ้าที่อัดผ่านกระบวนการที่ว่ามาแล้ว จะมีคุณสมบัติใช้งานจริงแทนไม้ได้

ผลงานนี้ จึงกลายเป็นผลงานต้นแบบที่คิดขึ้นมาแล้วก็ส่งเข้าประกวด จนได้รางวัล Design Innovation Contest 2009 

“ผมดีใจกับรางวัลที่ได้รับ เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะมาได้ไกลขนาดนี้ จะได้มายืนอยู่บนเวทีนี้เพื่อรับรางวัล และที่ผมดีใจมากกว่านั้น คือ การได้มีส่วนร่วมทำให้ชาวต่างชาติยอมรับฝีมือคนไทย และยอมให้มีคำว่า เมดอินไทยแลนด์ ติดอยู่บนเสื้อผ้าที่ผมออกแบบ ซึ่งจะวางอยู่ในงานแสดงสินค้าแฟชั่นที่จะมีขึ้นที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในต้นปีหน้า”

จากความพยายามนี้ ทำให้ทางกรมส่งเสริมการส่งออกส่งรายชื่อไปให้กับทางดีไซน์เนอร์ที่ประเทศฝรั่งเศสที่ต้องการคนออกแบบเสื้อผ้ามือสองให้ และก็ได้รับการติดต่อเพื่อขอให้ทำงานส่งให้กับทางฝรั่งเศส โดยที่ครึ่งหนึ่ง ยอมให้ผมใช้แบรนด์ตัวเอง The ReMaker by Yuttana และมีคำว่า เมดอินไทยแลนด์ ติดอยู่บนกระเป๋า เสื้อผ้า หรือสิ่งของต่างๆ ที่ผมออกแบบได้ 

“นั่นเป็นอีกหนึ่งสิ่งผลภูมิใจมาก เพราะที่ผ่านมาชาวต่างชาติมักจะมองว่า คนไทยไม่สามารถออกแบบได้ แต่สินค้าที่ผมส่งไปให้ทั้งหมดจะถูกวางอยู่ที่งานแสดงสินค้าแฟชั่นที่จะมีขึ้นที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในเดือนมกราคมปีหน้า (2553) หมายถึงว่า เป็นการได้รับการยอมรับจากชาวต่างชาติว่า คนไทยก็มีฝีมือในด้าการออกแบบไม่แพ้ชาติอื่น”

ทั้งหมดที่ทำให้มีวันนี้ได้ ก็เพราะ ศูนย์สร้างสรรค์นวัตกรรมทางธุรกิจ หรือ Innovation Creativity and Enterprise (ICE) Center จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) เพราะหลังจากที่เข้ามาอบรมที่นี่ ทำให้เรียนรู้ทางด้านการตลาด เปิดตัวเองมากขึ้น เปิดตลาดได้กว้างขึ้น จากเมื่อก่อนจะดีไซน์อยู่เพียงคนเดียว มองมุมเดียว มีลูกค้าเดิมๆ แต่ที่นี่สอนให้คิด และมองในมุมที่กว้างขึ้น ช่วยเหลือและดูแลตั้งแต่วิธีการคิด ช่วยหาแหล่งผลิต ช่วยหาเงินทุน ช่วยส่งเสริมให้รู้วิธีการก้าวกระโดดและมีส่วนผลักดันให้สินค้าที่ผลิตออกมาก้าวสู่ตลาดอินเตอร์

ถ้าไม่ได้รับการบ่มเพราะจาก ICE แนะนำวิธีคิด หรือช่วยผลักดันทุกด้าน ก็คงไม่มีวันนี้ ยังคงเป็นนายยุทธนาที่ออกแบบธรรมดาๆ ไม่มีวันที่แบรนด์ The ReMaker by Yuttana ไปโชว์อยู่ในงานแสดงสินค้าแฟชั่นที่ปารีส 

 

แหล่งที่มา : เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 911 วันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 [หน้า 23]

 

24. Press Conference on the AU UTOWN SIM มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เพิ่มศักยภาพการศึกษา ดึง UTown ต่อยอดสังคมนักศึกษาออนไลน์ให้สมบรูณ์

Press Conference on the AU UTOWN SIM

On Thursday 9th July 2009 At Salle d’Expo Hua Mak Campus,”A” building

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เพิ่มศักยภาพการศึกษา ดึง UTown ต่อยอดสังคมนักศึกษาออนไลน์ให้สมบรูณ์ 

 

หากใครที่ติดตามข่าวสารบนเว็บไซด์ OS ของเรามาตั้งแต่ปีที่แล้วอาจจะพอจำกันได้กับการเปิดตัวโครงการ โลกเสมือนจริง UTown ที่เป็นการร่วมมือกันระหว่าง มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และ Digicraft ค่ายเกมออนไลน์ชื่อดังของประเทศไทยเรา โดยเปิดเป็นโดยจำลองสภาพมหาวิทยาลัยเอแบค และให้ผู้เล่นสามารถเข้ามาใช้งาน และร่วมสร้างคอมมมูนิตี้ในเกมได้ ในรูปแบบ Game on Web

และมาถึงวันนี้ ทางมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และดิจิคราฟต์เองก็ไม่ยอมหยุดนิ่ง โดยได้จัดงานแถลงข่าวขึ้นที่ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตหัวหมาก เปิดมิติใหม่แห่งโลกการศึกษา โดยจับมือกับ AIS เปิดตัว “AU UTown SIM” ซิมส์เพื่อการเรียนรู้ ที่ผสานนวรรตกรรมไร้สายมาไว้เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนและการบริหารจัดการ ด้านการศึกษาแบบครบวงจร พร้อมกับพัฒนาให้ UTown โลกสเมือนจริง สามารถตอบสนองกับความต้องการของนักศึกษาทั้งEducation Lifestyle และ Personal Lifestyle

  ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) ได้กล่าวถึงความร่วมมือนี้ว่า “AU UTown SIM ซิมเพื่อการเรียนรู้ รวมถึงเทคโนโลยี ไร้สายต่างๆ ที่จะเป็นช่องทางหลักให้นักศึกษาเชื่อมต่อและมีปฏิสัมพันธ์เข้ามาที่โลกแห่งการเรียนการสอนของม.อัสสัมชัญ ได้อย่างไร้ซึ่งอุปสรรคเรื่องสถานที่และเวลา”

  • บริการจาก AU UTown SIM

  • รับข่าวสารของม.อัสสัมชัญ 

  • รับผลสอบ 

  • รับตารางเรียน 

  • เช็คห้องเรียน 

  • E-Learning ผ่าน TV On Mobile 

  • ใช้ mPAY เป็นช่องทางเติมเงิน ABAC Smart Card

  • ใช้เป็นช่องทางการเงินในบริษัทจำลองของ ABAC UTown

  • เปิดร้าน Telewiz ในโลก Cyber ให้ช็อป ชม ได้เสมือนจริง 

  • ใช้ mPAY ชำระค่าสินค้าและบริการ 

  • บริการอื่นๆ 

     แพ็คเกจโทรหากันฟรีในกลุ่มของนักศึกษาและบุคลากร ม.อัสสัมชัญ รวมถึงแพ็คเกจ Data ราคาพิเศษ Wireless Gadget ให้เชื่อมต่อเข้าสู่โลกแห่งการเรียนรู้ในราคาพิเศษ อาทิ Super 3G Air card, BlackBerry, ฯลฯ โดยนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สามารถติดต่อรับ AU UTown SIM ได้ที่จุดให้บริการของเอไอเอส ในม.อัสสัมชัญ รวมถึงนักศึกษาทุกสถาบันและผู้ที่สนใจ สมัครสมาชิกของ UTown ได้ที่ www.utown.in.th ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป 

Sources : ABACA News

25. ICE Center เอแบค มอบวุฒิบัตรโครงการที่ปรึกษาธุรกิจ SMEs รุ่นที่ 3

     ภราดา ดร. บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัส-สัมชัญ ร่วมกับคุณชาวันย์ สวัสดิ์-ชูโต รองผู้อำนวยการสำนัก-งานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สวว.) มอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบการ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการ ที่ปรึกษาธุรกิจ ซึ่งศูนย์ ICE Center ของเอแบคร่วมมือกับ ฝ่ายพัฒนาและส่งเสริม SME สสว. ดำเนินฝึกอบรมและให้คำปรึกษาธุรกิจ ใช้ระบบ DAAA’S โดยในปีนี้มี SMEs ผ่านการคัดเลือกและสำเร็จโครงการ 22 ราย

 

 แหล่งที่มา : วารสาร MBA (Vol. 11 No. 124 July 2009) [หน้า 133]

26. ศูนย์ให้คำปรึกษาธุรกิจและกฎหมาย เอแบค

ศูนย์ให้คำปรึกษาธุรกิจและกฎหมาย เอแบค

“ยุคนี้เป็นยุคทองของนักกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย” เป็นส่วนหนึ่งของคำกล่าวเปิดศูนย์ให้คำปรึกษาธุรกิจและกฎหมาย มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดย ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

หากนำคำกล่าวนี้มาเทียบดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะเห็นภาพได้ชัดเจนว่าสังคมธุรกิจในประเทศที่พัฒนาแล้วการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือหนึ่งสำหรับการทำธุรกิจมีมานานแล้ว เพื่อความเป็นธรรมระหว่างคู่ค้า คู่สัญญาที่ร่วมกันทำธุรกรรมใดๆ 

เนื่องจากกฎหมายเป็นตัวกลางที่สามารถบ่งชี้ถึงข้อจำกัดระหว่างการทำได้และทำไม่ได้การทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงมีบทลงโทษที่ชัดเจนต่อผู้กระทำการขัดขืนกฎเกณฑ์ดังกล่าว ทำให้นักธุรกิจ และประชาชนทั่วไปลดความกังวลในการติดต่อทำธุรกรรมระหว่างกัน รวมถึงหน่วยงานของรัฐที่สามารถเลือกใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการควบคุมกระบวนการทำธุรกิจของภาคเอกชนให้อยู่ในกรอบจริยธรรมอันดีต่อสังคมโดยรวมอีกทางหนึ่ง

ภราดา ดร.บัญชากล่าวว่า ในฐานะสถาบันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มีหน้าที่สำคัญคือเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ แต่ไม่ใช่เป็นที่เก็บความรู้ไว้แบบเดียวกับพิพิธภัณฑ์ การพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อความรู้ใหม่จากการทำงานวิจัยต่างๆ เป็นสิ่งที่ต้องทำ

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ก่อตั้งมาแล้ว 40 ปี ขณะที่บัณฑิตวิทยาลัยบริหารธุรกิจก็เปิดการเรียนการสอนมากกว่า 24 ปี ถือเป็นอีกสถาบันหนึ่งที่สั่งสมองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารธุรกิจมายาวนาน สั่งสมองค์ความรู้เกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจยุคใหม่ของประเทศไทย

เนื่องจากโลกในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ที่เกี่ยวเนื่องกันในการปฏิบัติงานวางแผนในฐานะสถาบันการศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญจึงมีหน้าที่รับใช้ประเทศชาติโดยการนำความรู้ที่อยู่นำออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม และเนื่องจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญมีความโดดเด่นด้านการศึกษาทางธุรกิจ รวมทั้งมีคณะนิติศาสตร์ จึงมีแนวคิดที่จะนำเอาความรู้ที่จำเป็นของทั้งสองศาสตร์นี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยจัดตั้งเป็น “ศูนย์ให้คำปรึกษาธุรกิจและกฎหมาย มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ” (ABAC Business Legal Advisory Center) 

“เพราะหลายคนรู้เรื่องธุรกิจแต่ไม่มีความรู้ทางกฎหมายการเปิดศูนย์ฯแห่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยให้อาจารย์ที่มีความชำนาญทางกฎหมายช่วยคนเหล่านี้ ถือเป็นการบริหารจัดการองค์ความรู้ของทางมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็นการนำความรู้ที่มีมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม” ภราดา ดร.บัญชาสรุป

อาจารย์ วีรศักดิ์ อนุสนธิวงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ให้คำปรึกษาธุรกิจและกฎหมาย มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่า จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน กฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตเรามากขึ้นตั้งแต่เกิด แต่นักธุรกิจบางส่วนโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยังขาดความรู้ ความเข้าใจทางด้านกฎหมายธุรกิจ ซึ่งมีส่วนสำคัญ ในการปรับกระบวนการธุรกิจให้อยู่รอดในภาวะผันผวน

     ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการต่อรองธุรกรรมกับธนาคาร ภาษีอากร คู่ค้าต่างๆ เป็นปัญหาสำคัญที่นักธุรกิจต้องเผชิญ ศูนย์ฯ แห่งนี้จึงจะมาทำหน้าที่ให้คำปรึกษา โดยคณาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยบริการต่างๆ ที่มีนั้นไม่คิดค่าใช้จ่าย ถือเป็นการบริการที่ทางมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มอบให้กับสังคม

     ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ให้รายละเอียดการให้บริการของศูนย์ฯ แห่งนี้ว่า สำหรับผู้ที่มีปัญหาทางด้านกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายแพ่ง การซื้อขาย การผิดสัญญา การปรับโครงสร้างหนี้ หรือจะเป็นเรื่องการถ่ายโอนทรัพย์สินในธุรกิจครอบครัวซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของนักธุรกิจในประเทศไทย ยกตัวอย่างเรื่องการถูกฟ้องล้มละลาย ทางศูนย์ฯ สามารถให้แนวคิดในการผ่อนปรนเรื่องเวลาให้กับธุรกิจ เพราะสำหรับนักธุรกิจแล้ว การมีเวลามากขึ้นก็สามารถช่วยให้เขาหาเงินมาชำระหนี้ได้มากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม คำปรึกษาที่ได้ไปเป็นเสมือนคำแนะนำที่ต้องนำไปปฏิบัติต่อ จึงไม่ใช่เป็นศูนย์ครบวงจรที่สามารถจัดการทุกอย่าง แต่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับที่ปรึกษาทางกฎหมาย หรือเป็นการทบทวนความคิดเห็นสำหรับนักธุรกิจในปัญหาที่เผชิญอยู่

     อ.วีรศักดิ์ กล่าวถึงงานวิจัยทางด้านกฎหมายที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญทำอยู่ว่า เป็นการวิจัยในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายในประเทศไทย เช่น กฎหมายประกันภัยทางทะเล ที่ประเทศไทยยังไม่มี หากใช้กฎหมายของประเทศอังกฤษอยู่ทางคณาจารย์และนักศึกษาก็จะร่วมกันทำวิจัยถึงข้อดีข้อเสียของการมีกฎหมายดังกล่าวหรืออย่างเช่น กฎหมายล้มละลายที่มีอยู่ในปัจจุบันมีความเหมาะสมควรแก้ไขตรงจุดใดหรือไม่ หรือกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่เรามีโทษจำคุกอยู่ด้วยนั้นผิดวัตถุประสงค์หรือไม่

     โดยงานวิจัยเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาองค์ความรู้ที่ทางมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญมุ่งมั่นพัฒนา รวมถึงใช้เป็นฐานข้อมูลในการให้บริการต่อสังคมในอนาคต

     ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ให้คำแนะนำต่อนักธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายว่า มีกฎหมายที่นักธุรกิจควรรับรู้อยู่ 3 เรื่องคือ เรื่องที่เกี่ยวกับการจ้างงาน การเลิกจ้าง การปรับเปลี่ยนตำแหน่ง เพราะปัจจุบันมีคดีขึ้นศาลแรงงานมากขึ้น เรื่องที่สองคือ กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร ที่ธุรกิจต้องเกี่ยวข้องอยู่แล้ว และ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การทำสัญญานิติกรรมต่างๆ ตัวอย่างเช่น การส่งอีเมลคุยกันตกลงว่าจ้างกันถือเป็นสัญญา เป็นสิ่งที่นักธุรกิจควรรับรู้

       นอกจากนี้ ทางศูนย์ฯ ยังมีแผนงานจัดฝึกอบรมให้กับนักธุรกิจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายธุรกิจ โดยอาจจัดเป็นหลักสูตรสั้นๆ ให้ความรู้กับผู้ที่สนใจ

     สำหรับผู้ที่ต้องการใช้บริการ สามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของศูนย์ได้ที่ เอแบคซิตตี้ แคมปัส ห้างสรรพสินค้าเซ็น เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 14 หรือ โทรไปที่ 02 100 9115-8 วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00-17.00 น. โดยทางศูนย์ฯ จะนัดวันเชิญผู้เชี่ยวชาญกฎหมายในแต่ละด้านมาให้คำปรึกษากับผู้เข้ามาใช้บริการ

 

แหล่งที่มา : วารสาร MBA (Vol. 11 No. 124 July 2009) หน้า 124-125

 

27. 7 Steps to English Proficiency

Rev. Bro. Bancha Saenghiran,f.s.g., Ph.D
President of Assumption University

Message from the President

 

“Learning how to learn is the essence of becoming a learned person.” 

English has become the new world language. So to become a universal learning one must become fluent in both understanding English and expressing one’s ideas in English. To master the language,students must come into contact with it daily. They must learn new word each day in a natural context. Masterful students know how to “do first thing first” and become expert users of English. Laying a strong foundation in English skills is the best way to assure further success. Good fortune does not come easily. Our school motto reminds us that we have to work hard to achieve success.“Labor Omnia Vincit” should be your motto.

Introduction

Imitation is a new born child’s way of learning its mother’s tongue in a natural way. A newborn babyfirst imitates its mother in the language communicated. The ability of a child to communicate to others remains latent till it is developed through daily observation and use. Every minute of the hour, every hour of the day, and every day of the year, that child observes, listens and mumbles so as to learn the language of its mother.

This is the first school a child goes through. The teaching methodology is natural and it is one of the best means employed 
in teaching English to learn the four skills of listening, speaking, reading and writing.

To really master four skills, this natural method can be fostered. A child is always with its mother, and imitates the way she uses the language. A child observes, listens, and records what has been heard. Then, he proceeds to imitate what he observes and listens. 

STEP : 1 

 Reading

Reading Read one passage a day! 

Choose the passage from a piece of English literature, book or magazine you like. Try to master three to five new words a day. Write those new words down in a notebook in the contexts you find them to make sure you understand the meanings and you know how to use them in sentences. Do observe sentence structure. Begin slowly, bit by bit, to read short passages. Read longer passages as you gain more experience. Do review new words you wrote down from time to time and use them in your

STEP: 2 

Listening

Listening Watch a movie on TV

Watch and listen to news or news broad-cast on radio or television. Find a movie or a TV show you like, in English, and study it scene by scene. Spend at least 15 minutes each time listening to an English program on TV beginning with news from CNN, BBC, CNBC, etc. Learn to be patient with yourself and try to understand the dialogue without needing to read subtitles. 

Keep working… 

STEP: 3 

Reading aloud!

Reading aloud! Read aloud one passage a day.

Read one passage aloud from an English text. Try to put proper intonation imitating what you heard from English sound track on TV or radio program. Keep working till you sound more and more like an English native speaker. You can also occasionally listen to yourself by tape-recording your voice or request other person to comment on it. 

 STEP: 4 

Writing

Writing Write one passage a day.

If you have free time, with a pen and a sheet of paper, try to give yourself practice in writing. You can write on any topic beginning with an easy topic relating your daily life. Increase the level of difficulty and also the length of your essay each day. Try to think in English and write in English. Make writing in English a regular habit so that it comes naturally. To make sure that your writing is correct; you must request someone who knows English well to review your writing and to point out mistakes and help you correct the sentences. You must learn from your mistakes but try not to repeat mistakes again. From time to time, compare your present writing to the previous ones to see its improvement. 

STEP: 5 

Speaking and Speech Delivery

Speaking and Speech Delivery Prepare your own speech and deliver it!

This exercise will enable you to write and speak. First, you have to write your speech on any topic of your choice. Make use of the same procedure as in Step 4. Once you have speech ready, then, you try to give yours. If a training in delivering that speech. Be careful not to learn the passage by heart. It is better to remember the key ideas in sequence. Deliver your speech in front of a mirror pretending that you have a large audience before you. Practice twice or thrice or more to acquaint yourself with speech delivery. If possible, you can tape record your speech so that it can be replayed on TV screen. You can observe your performance and you can improve on it. 

STEP: 6 

Learn English from your daily life 

Be inquisitive!

You will come across many new words or phrases each day when you move from one place to the other. The word may be from a signboard, advertisement, newspaper, magazine, posters, etc. Pick up words that interest you and master those words. If you come across these words often, you will absorb these words as a part of your vocabulary unknowingly. In this way, you can sustain your passion for English. 

STEP: 7 Presentation

Do your own presentation at least once or twice a semester or you can prepare paper presentation and deliver it to a class at least once a semester. You have to prepare contents and put it in an essay form. To make content preparation easier, you can summarize the contents from a book, passage from a newspaper, etc. Then, learn to present your work in front of a mirror pretending there is an audience listening to you. Conclusion: Find opportunity to put all the skills in your daily practice. You do not need to spend too long a period of time. Be steady. With self-discipline, you can attain English proficiency through self-study.

 Follow the general saying: Think big ( aim high ) start small but expand fast. 

28. As Rector of Thailand’s first International University Doctor Bancha is Determined to keep pace with modern trends

Reverend Brother

Dr. Bancha Saenghiran 

Rector of Assumption University

As Rector of Thailand’s first International University Doctor Bancha is Determined

to keep pace with modern trends while adhering to the values of compassion up on which the 

school was founded. Ben Hopkins steps into the master’s office.

Few would argue that technology is transforming the world at a pace never experienced before. Rest on your laurels today and before you know it the next batch of graduates will be pushing you aside with all the latest in technological advancements.

As the rector of Thailand’s oldest and largest International school. Assumption University, Dr. Bancha is in no doubt as to the importance of keeping pace with the latest trend s in business technology. 

“Assumption University has long been considered the leader in this field,” he explains from his office in Assumption’s Ramkhamhaeng campus, “Today, if young people don’t understand computers it is like being illiterate. We make sure that all the students become very skilful with computers 10 prepare for life in the modern world.” 

Dr. Bancha’s long and distinguished career in academia has led him around the world and spanned the decades. Born to Catholic parent age in the small town of Chachoengsau,30km’s cast of Bangkok, the young Bancha gained a scholarship from Bangkok’s St Gabriel School to study for a Bachelor’s at St Louis University in the Philippines.

As a young man four years studying in the Philippines proved to be a memorable experience, “People were very friendly towards me, always smiling and helpful”

The young graduate experienced a sharper contrast after gaining another scholarship that enabled him to further his studies in the US. prior to gaining a post graduate Doctorate at Oxford and Warwick Universities in the UK. 

The experiences gained from studying and teaching in different countries have proved invaluable during his 20 years at Assumption where students from over 80 countries find Common ground in the pursuit of academic excellence. 

Drawing on a long trail of experience Dr. Bancha is aware of how modern times have created new challenges and opportunities in the world of education. “There is much better access to knowledge now. Students have more choice:’ 

However. with choice comes the temptation to divert attention from what one should be focusing on. “Because technology is so fast the younger generation find it hard to concentrate. to be patient:’ In other words if they get bored studying the temptation is all too easy to zap a few million brain cells playing computer games. 

However, Dr. Bancha is quick to point out that the core role of the teacher remains the same as it did during the days of the ancient Greeks. When I ask him why he chose such a profession the reasons are fundamentally to help people . 

“If you can educate people you can stop poverty, liberate individuals. enlighten them,” he enthuses without pausing. ”At Assumption we follow an holistic approach, we aim to form students into good characters so when they enter the world of business they are ethical and honest. These things are invisible but very important.”

29. เอแบค-ตลท. เปิดสาขาวิชาตลาดทุน และมอบ TSI Investment Simulation และ SET Corner

ภราดา ดร. บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ร่วมกับ นายพันธ์ศักดิ์ เวชอนุรักษ์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สถาบันกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงเปิดสาขาวิชาตลาดทุน เพื่อผลิต Capital Market Professionals สู่ตลาดอุตสาหกรรม โดยมี ดร. กิตติ โพธิกิตติ คณบดีบัณฑิต วิทยาลัยบริหารธุรกิจ และนางจิราพร คูสุวรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สถาบันกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดทุนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมในพิธีแถลงข่าวพร้อมผู้บริหารทั้งสองฝ่าย ณ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตหัวหมาก เมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา 

 

แหล่งที่มา : วารสาร MBA (Vol. 11 No. 120, March 2009) หน้า 175

 

30. Assumption University “Leader for International Program”

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (Assumption University) เป็นมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยมูลนิธิเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย และเป็นองค์กรที่มิได้หวังผลกำไรตอบแทน ใน พ.ศ. 2512 มูลนิธิฯ ได้ขยายการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาที่เน้นภาษาอังกฤษเป็นสื่อการเรียนการสอนแห่งแรกของประเทศไทยขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “Assumption School of Business” (ASB) และ พ.ศ. 2515 สถาบันได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการและใช้ชื่อใหม่ว่า “วิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ” (Assumption Business Administration College-ABAC) ต่อมาใน พ.ศ. 2533 ทบวงมหาวิทยาลัยจึงอนุมัติให้เปลี่ยนสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัย และใช้ชื่อว่า “มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ” (Assumption University- Au) จนถึงปัจจุบัน เป้าหมายหลักของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ คือการมุ่งมั่นที่จะพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนมาตั้งแต่ครั้งในอดีตซึ่งมีเพียงคณะบริหารธุรกิจเพียงคณะเดียวจนกระทั่งปัจจุบันมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญสามารถเปิดสอนในสาขาวิชาต่างๆ ทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางในการเรียนการสอน อีกทั้งยังได้ปรับปรุงระบบการศึกษาให้เป็นตามมาตรฐานสากล และเป็นสังคมนานาชาติ (International Community) ซึ่งมีการผสมผสานระหว่างความหลากหลายทาง

เชื้อชาติ ศาสนา สิลปวัฒนธรรม และประเพณี ทำให้นักศึกษาได้มีโอกาสสัมผัสและชื่นชมสิลปวัฒนธรรมและอารยธรรมทั้งของตะวันตกและตะวันออก ซึ่งปัจจุบันมีนักศึกษาและคณาจารย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมากกว่า 80 ประเทศ

ภราดา ดร. บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่า รางวัล PM’s Export Award 2008 นี้นับเป็นรางวัลที่ 2 ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญที่ได้รับจากกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งครั้งแรกได้รับไปเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา หากมองในแง่ของอุตสาหกรรม การส่งสินค้าไปขายต่างประเทศ เราก็จะได้เงินดอลลาร์กลับมา แต่สำหรับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ไม่ใช่เพียงแค่ค่าหน่วยกิต เพราะเราเป็นองค์กรที่ไม่ได้แสวงหาผลกำไร แต่เป็นเรื่องเศรษฐกิจภายในประเทศ การใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของนักศึกษาชาวต่างชาติ ที่เข้ามาพักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กินอาหารไทย ซื้อสินค้าไทย ธุรกิจต่างๆ เหล่านี้ก็ได้รับประโยชน์ตามไปด้วย ถือเป็นการช่วยเรื่องเศรษฐกิจของประเทศได้ นอกจากนี้นักศึกษาที่เรียนจบไปแล้วก็ได้เรียนรู้วัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนไทย รู้จักอาหารไทย และมีโอกาสนำประสบการณ์ต่างๆ เหล่านี้กลับไปยังประเทศบ้านเกิดอีกด้วย

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญมีระบบการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ (International Program) ทั้งหมดมีนักศึกษาหลากหลายชาติ เช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย รัสเซีย ภูฏาน ทิเบต ฯลฯ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านที่เราให้การช่วยเหลือ เช่น ลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชา ซึ่งเป็นการสร้างพันธมิตรระหว่างชาติ ถือเป็นการรับใช้ประเทศชาติอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ก็มีส่วนช่วยเหลือมหาวิทยาลัยในเรื่องของการเปิดตลาดใหม่ๆ ในต่างประเทศ มากขึ้น และสิ่งที่เน้นย้ำเสมอคือเราเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร แม้ว่าเราจะทำงานแบบนักธุรกิจ แต่เราไม่ทำธุรกิจกับการศึกษา ดังนั้นเงินทุกบาทที่ได้มาจึงเป็นการนำกลับไปใช้พัฒนาการศึกษา ปรับปรุงสถานที่เพื่อบรรยากาศเรียนที่ดี คุณภาพของบุคลากรเจ้าหน้าที่ และปรับเปลี่ยนอุปกรณ์การเรียนการสอนให้ทันยุคสมัยตลอดเวลา ซึ่งนับเป็นการลงทุนทางการศึกษาที่ใช้เงินทุนจำนวนมากมายมหาศาล เพื่อผลิตนักศึกษาที่มีคุณภาพออกสู่สังคมโลก

 

แหล่งที่มา : วารสาร Strategy+Marketing (Vol.7 Issue 81, 2008) หน้า 92

31. ทิศทางที่ 2 เพิ่มคุณธรรม (Ethic and Moral)

ความรวดเร็วในการทำธุรกิจ ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในการดำเนินงานมากขึ้น วิกฤตการณ์ทางการเงินในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างที่ดี เมื่อสถาบันการเงินระดับใหญ่ของโลก นำเงินไปลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ด้อยคุณภาพ เมื่อความเป็นจริงปรากฏ ผลกระทบจึงตกกับคนทั้งโลก

การตัดสินใจที่ผิดพลาดขาดความยับยั้งชั่งใจการปกปิดข้อมูลสำคัญอย่างในกรณีของเอนรอนที่กลายเป็นกรณีศึกษาของนักศึกษาเอ็มบีเอทั่วโลก เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้มีต้องมีการสอดแทรกแนวคิดด้านคุณธรรมและจริยธรรมทางธุรกิจเข้าไปในการเรียนการสอน

สถาบันการศึกษาในประเทศไทยทุกสถาบันล้วนเห็นตรงกันว่าการสอดแทรกเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญในการอบรมบ่มเพาะคนที่มีคุณภาพสู่สังคม ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ให้ความเห็นว่า สถาบันการศึกษามีความสำคัญ สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมที่ตัวเองอยู่ได้ เนื่องจากเป็นแหล่งความรู้ เป็นแหล่งผลิตองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาต่างๆ

“สมมติเราเป็นหมอมีโรคเอดส์ มีโรคซาร์ส เราก็ต้องไปวิจัย เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ เพราะสมัยก่อนโลกไปช้า ยุคใหม่โลกวิวัฒนาการเร็วมาก เราก็ต้องเอาคนมีปัญญาไปแก้ไข” ดร.บัญชากล่าว

สิ่งที่สถาบันการศึกษาต้องทำคือ การนำองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นมาใหม่ๆ อาทิ งานวิจัย หรือความรู้ทางวิชาการที่มีอยู่แล้วนำเข้าไปสู่สังคม หรือในบางเรื่องก็สามารถช่วยสร้างจิตสำนึกให้กับคนในสังคมด้วยการเขียนบทความ ร่วมประชุมสัมมนาทางวิชาการ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นได้

ดร.บัญชา อธิบายเพิ่มว่า “สร้างจิตสำนึกว่า เราแคร์สังคมนะ ไม่อย่างนั้นแล้ว อย่างห้องน้ำตามปั้มสมัยก่อนไม่กล้าเข้า เพราะอะไรไม่แคร์คนอื่น ใช้เสร็จแล้วก็ทิ้งไป ไม่สนใจคนอื่น ของเหล่านี้จะค่อยๆ เกิดขึ้น ถ้าทุกคนทำ อย่างความสะอาดถ้าเห็นคนทิ้งทุกคนจะจ้องเลย ทำให้คนเกิดจิตสำนึกได้

“สังคมคนไม่ได้อยู่คนเดียวโดดๆ มีอิทธิพลต่อกัน แม้ไม่มีจิตสำนึกในตัวเองแต่ก็ช่วยได้ อย่างเด็กแต่งตัวมาไม่นุ่งทับมาเห็นคนอื่นเขานุ่ง ก็ต้องทำ แต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้โตขึ้นไปก็จะค่อยๆ เรียนรู้ไปว่า ตอนที่เขาว่าเราตอนนั้น ถูกนะ จะเกิดมาทีหลัง ของอย่างนี้ไม่ได้เกิดง่าย การสอนให้เกิดปุ๊บปั๊บไม่มี เด็กจะเรียนรู้ด้วยตัวเขาเอง เด็กอาจจะเข้าใจแต่ไม่ทำก็ได้ ต้องปลูกฝัง เหมือนเมล็ด บางคนหย่อนลงหลุมน้ำลงแตกเลย แต่บางคนอีกนาน เราจะไปว่าใครไม่ได้ การสอนคนถึงลำบาก ไม่เหมือนบริษัท บริษัทตั้งเป้าหมายอย่างนี้ เป็นตัวเลขเด่นชัด”

วิธีการของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญคือ ให้นักศึกษาทุกคนต้องลงเรียนวิชาจริยธรรมด้านวิชาชีพ ทุกเทอมตลอด 4 ปี เป็นการสอดแทรกความคิดผ่านเนื้อหาวิชาที่เรียน พร้อมกับการควบคุมระเบียบต่างๆ ที่เป็นตัวช่วยสร้างความมีระเบียบวินัยให้กับนักศึกษา

ทางด้าน ดร.ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดล ก็มองภาพการเพิ่มพูนกลไกจริยธรรมไปในหลักสูตรว่า ปัจจุบันมีมากขึ้น “ที่เป็นกลไก

หน่อยไม่ใช่จริยธรรมแต่เป็นการจัดการที่ดีที่เรียกว่า Good Governance ก็ไม่ได้ลงไปถึงเรื่องจริยธรรม เป็นลักษณะของการควบคุมการกำกับให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง แต่จริยธรรมเป็นเรื่องของภายใน เกิดจากตัวคนมากกว่าที่จะมีการจำกัดหรือเหนี่ยวรั้งตัวเอง เพราะฉะนั้นก็ต้องมีควบคู่กันไป”

ดร.ชัยอนันต์มองว่า การสอนจริยธรรมในทางวิชาการทำได้ยาก ที่สามารถทำได้คือการศึกษากรณีศึกษา ที่เป็นเรื่องราวความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ของสาธารณะกับองค์กรและผลประโยชน์ส่วนตัว โดยสามารถนำกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นที่ใดในโลกมาดู เพื่อให้รับรู้ว่าสิ่งนี้ผิดและไม่ควรทำ แม้จะไม่ผิดกฎหมายแต่ผิดในเชิงจริยธรรมอย่างไร

แนวคิดนี้สอดคล้องกับที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.อรรณพ เล่าให้ฟังว่า ในอดีตเคยมีวิชา Business Ethic และทางคณะฯ พบว่า การเปิดสอนเป็นรายวิชา มีการสอบ มีการให้เกรด ทำให้เกิดความคิดขัดแย้งว่า คนนี้มีจริยธรรมมากกว่าอีกคนหนึ่ง ทางคณะฯ จึงเปลี่ยนแปลงไม่แยกทำเป็นรายวิชาเช่นก่อน หากแต่สอดแทรกลงไปในทุกวิชา เช่น การทำบัญชีให้ถูกต้องการเก็บข้อมูล และการแสดงข้อมูลที่ถูกต้อง 

พร้อมกันนี้ ดร.อรรณพยังแสดงความเห็นด้วยว่า “สมัยก่อนเราไม่เคยมีคำว่า Ethic เลย ทุกคนรู้ว่าต้องทำอะไร ต้องเป็นอย่างไร ผมก็เห็นนักธุรกิจสมัยก่อนร่ำรวยก็บริจาคเงินทอง ทำบุญกุศล แต่ปัจจุบันต้องมีการเขียนว่า Ethic คืออะไร แสดงว่าสังคมไม่ได้มองจุดนี้ คือต้องไปแก้ตั้งแต่เด็กเลย ไม่ใช่มาแก้ตอนนี้”

ไปดูที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ดร.ทิพยรัตน์ ให้รายละเอียดในการสอดแทรกแนวคิดคุณธรรมจริยธรรมให้กับนักศึกษาว่า “จริงๆ ต้องแทรกตั้งแต่เด็กแต่อย่างไรก็ตามเราเป็นสถาบันอุดมศึกษาจะไป

โทษว่าแต่เด็กไม่สอนไม่ได้ เราต้องรับผิดชอบสังคม เราก็ทำตั้งแต่ปริญญาตรีไปจนปริญญาเอก การสอดแทรกจะต่างกัน ปริญญาเอกเขาเป็นผู้ใหญ่ เราจะไปสอนสอดแทรกแบบปริญญาตรีคงไม่ได้ ของปริญญาตรีอาจารย์บางคนใช้เทคนิคว่า เด็กนี่ต้องดูทีวีอยู่แล้ว เขาให้ 10 นาทีหลังจากที่เขาสอนเสร็จให้เด็กออกมาเล่าเรื่องในทีวี โดยยกตัวอย่างว่า สิ่งที่เขาดูเมื่อวานนี้มีอะไรที่บ่งบอกถึงคุณธรรมจริยธรรมออกมาวิเคราะห์”

“สำหรับปริญญาเอกเนื่องจากเน้นวิจัยเราจะมองเรื่องคุณธรรมของการทำวิจัยเป็นจรรยาบรรณที่ไม่ทำให้ใครเขาเดือดร้อนต้องระวังเป็นคุณธรรมประจำใจที่ว่า ไม่ใช่ทำวิจัยแล้วไปทำให้ใครเดือนร้อน

“คุณธรรมเหมือนนามธรรม ต้องมีจริยธรรม คือการปฏิบัติ ในปริญญาโท ปริญญาเอก เราจะเน้นให้เขาคิดด้วยตัวเอง”

ดร.ทิพรัตน์ สรุปว่า ยังไม่ทราบว่าสิ่งที่ทำอยู่ขณะนี้ถูกหรือผิด แต่มีความหวังว่า นักศึกษาที่ผ่านการเรียนการสอน จะสามารถมีคุณธรรมจริยธรรม สามารถแยกแยะเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างถูกต้องดีงามยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ความต้องการของผู้ประกอบการด้านธุรกิจที่มีเพิ่มมากขึ้นจากความตื่นตัวในปรากฎการณ์โลกร้อนส่งผลให้แต่ละสถาบันต้องเปิดสอนวิชา เช่น ธรรมาภิบาล CSR ซึ่งนอกจากเป็นส่วนช่วยในการสร้างจิตสำนึกทางอ้อมแล้ว ยังสามารถนำแนวคิดด้านคุณธรรม จริยธรรม ไปส่งเสริมการประกอบธุรกิจให้มีความโปร่งใส เป็นมิตรกับชุมชนและสังคมรอบข้างได้มากขึ้น รวมถึงช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรในระยะยาว

แนวคิดด้านคุณธรรมจริยธรรม จึงเป็นอีกประเด็นที่ถูกสอดแทรกลงไปในหลักสูตรอย่างแนบเนียน ขณะเดียวกันคณาจารย์ก็ให้ความเห็นว่า

เรื่องดังกล่าวต้องมีการปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก การมาบ่มเพาะในช่วงที่เรียนระดับปริญญาโทอาจจะไม่ทันการณ์ เพราะคนที่คิดดีอยู่แล้วนั้นแทบไม่ต้องไปบอกอะไรก็สามารถมีคุณธรรมจริยธรรมได้ อย่างไรก็ตามการเพิ่มแนวคิดดังกล่าวอาจช่วยทำให้เกิดฉุกคิดและเปลี่ยนแปลงตนเองได้ต่อไป

ทิศทางที่ 3
ภาษาและวัฒนธรรม(Language & Culture)

 “มีห้าสิ่งที่ต้องหาอยู่ตลอด ทางด้านวิชาการ

“หนึ่ง” เราต้องปรับวิชาการให้ทันสมัย ตัวนี้ต้องปรับตลอดเวลา จะบอกว่าไม่มีอะไรใหม่ไม่ได้

“สอง” โลกนี้รวมกันแล้ว ไปงานไหนก็จะเห็นคนมาจากหลายๆ ชาติ ต้องศึกษาเรื่อง Culture ต้องมีประสบการณ์ จะได้ปรับตัวให้เข้ากับเขาได้ สังเกตอย่างคนไทยไม่ค่อยกล้าพูดกล้าทำ เราต้องรู้ต้องมีประสบการณ์

“สาม” การพัฒนาตัวเอง การเรียนหนังสือพ่อแม่เน้นที่วิชาการ ความรู้จะหาเมื่อไหร่ก็ได้ อ่านเองก็ได้ แต่การพัฒนาตัวเอง คาแร็กเตอร์สำคัญ Social Skill ลักษณะนิสัยต่างๆ 

“สี่” คือภาษา ในยุโรปจบมหาวิทยาลัยต้องได้สี่ภาษา ของเราไม่

“ห้า” Thinking Skill ทักษะการคิดต้องหาทางพัฒนา ยุคใหม่ เราเปลี่ยนจากเกษตรมาอุตสาหกรรม มายุค Knowledge base ต้องมายุค Creativity Innovation ดูอย่างมือถือสวีเดน นาฬิกาสวิสเรือนหนึ่ง เราขายข้าวแทบตาย อยู่ที่ Innovation เวลานี้มีบ้างแล้วเริ่มคิดแล้ว เรามีของเยอะแต่ไม่ค่อยมี Innovation พ่อแม่ครูก็ต้องสอนให้เด็กคิด ไม่ใช่ทำให้เลย เด็กไม่เรียนรู้ ที่บ้านและโรงเรียนต้องเชื่อมกัน

“มิติต่าง ๆ เหล่านี้ต้องทำจะเป็นเอ็มบีเออย่างไรก็แล้วแต่เราต้องสร้างคนที่เป็น Global อยู่ที่ไหนก็ได้ ภาษาสำคัญมาก”

นี่คือบทสรุปของ ภราดา ดร.บัญชา จากมหาวิทยาลัยอัสสัม-ชัญ ที่มองว่า ทักษะด้านภาษาและการเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างเป็นสิ่งสำคัญสำหรับโลกยุคใหม่ๆ การสร้างบุคลากรเพื่อรองรับจึงต้องเน้นหนักให้มีทักษะความรู้ด้านภาษาติดตัวออกไปด้วย ในหลายสถาบันเปิดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ เพราะเห็นความจำเป็นดังกล่าว เพื่อเพิ่มพูนทักษะในการสื่อสารภาษาอังกฤษให้กับผู้เรียน

พร้อมกับการเรียนการสอนเรื่องวัฒนธรรมของแต่ละชาติแต่ละทวีปที่มีความเชื่อวิธีการทางสังคมที่แตกต่างกันโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ทั้งในรายวิชาและการไปทัศนศึกษาดูงานในต่างประเทศที่น่าสนใจอีกทั้งในบางมหาวิทยาลัยมีอาจารย์จากต่างประเทศมาเป็นผู้สอนทำให้นักศึกษาสามารถรับรู้ และสอบถามเรื่องราวทางวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น

เช่นที่มหาวิทยาลัยชินวัตร ผศ.ดร.ชาญชัย บัญชาพัฒน-ศักดา ผู้อำนวยการหลักสูตร MBA ให้ข้อมูลการเปิดสอนเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษว่า แม้ผู้เรียนชาวไทยจะไม่สันทัด แต่ทางสถาบันก็เล็งเห็นว่าจำเป็นโดยการใช้อาจารย์จากต่างประเทศ ร่วมกับอาจารย์ชาวไทยเป็นการบังคับให้นักศึกษาต้องสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ช่วยเสริมให้ผู้เรียนสื่อสารภาษาต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้นพร้อมกับการได้ศึกษาความแตกต่างของวัฒนธรรมจากที่ต่างๆ ของโลก 

ขณะที่มีอีกหลายมหาวิทยาลัยคิดโปรแกรมการเรียนแบบใหม่ เช่นที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.อรรณพ เปิดเผยว่า จะมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศมากขึ้น โดยมีแนวคิดว่าจะจัดทำหลักสูตรที่ “เทอมที่หนึ่งเรียนจุฬาฯ เทอมที่สองเรียนยุโรป แต่ตรงนั้นหมายถึงค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น จะได้คอนเน็กชั่น ได้เห็นวัฒนธรรม เพราะการทำธุรกิจต้องมองภาพกว้าง ต้องทำระดับปริญญาโท ปริญญาเอก เป็นพวกท็อปสัก 20 คน เพราะการทำงานธุรกิจไม่จำกัดอยู่แค่ในประเทศ ต้องมองภาพกว้าง”

นอกจากภาษาอังกฤษที่สามารถสื่อสารกับคนได้ทั่วโลกแล้ว ภาษาจีนและญี่ปุ่น ก็กำลังเป็นที่สนใจของผู้เรียนจำนวนมาก เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน และความยิ่งใหญ่ทางธุรกิจของญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้มีทักษะทางภาษานั้นๆ มีแต้มต่อที่ดีกว่าในการติดต่อประสานงานทางธุรกิจ

หากมองว่า การสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการทำธุรกิจ เริ่มจากในองค์กรที่ทุกวันนี้มีพนักงานนานาชาติมากขึ้น การติดต่อภายนอกองค์กรคู่ค้าและลูกค้า ทำให้หลีกเลี่ยงการติดต่อกับชาวต่างชาติได้ยาก การเพิ่มการศึกษาด้านภาษาและวัฒนธรรมซึ่งเป็นตัวช่วยที่สามารถเสริมสร้างทักษะในการสื่อสารระดับโลกให้กับบุคลากร จึงมีความตื่นตัวที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเห็นชัดเจน 

ทิศทางที่ 4
เน้นงานวิจัย (Research) 

งานด้านวิชาการที่สถาบันการศึกษาเป็นผู้ผลิต มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการของโลก กระบวนการวิธีการบริหารจัดการรูป แบบใหม่ๆ ได้รับการสังเคราะห์ วิเคราะห์ จนกลายเป็นทฤษฎีที่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริงในชีวิตการทำงาน

แนวคิดการบริหารจัดการก็เช่นกันที่จำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กูรูทางด้านการบริหารจัดการส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย คิดค้นหาคำตอบการจัดการใรรูปแบบต่างๆ กลายเป็นแบบเรียนให้นักศึกษาและนักธุรกิจทั่วโลกนำไปปรับใช้

ในประเทศไทย แม้ตลาดวิชาการยังไม่สามารถสร้างงานที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกให้เห็นเด่นชัด แต่ความจำเป็นในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้เกิดขึ้น ให้เหมาะกับบริบททางธุรกิจของสังคมไทยยังคงมีอยู่ วิชาหลายวิชาที่นำมาจากสหรัฐอเมริกาเมื่อมาถึงประเทศไทยอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นด้วยขนาดของตลาดภายในประเทศที่มีขนาดเล็ก แต่บางวิชาก็จำเป็นต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้เนื้อหามีความสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคม

งานวิจัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น ดังที่เกิดขึ้นในทุกสถาบัน

 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ดร.จีรเดช ให้ความเห็นว่า การเรียนการสอนในรูปแบบเดิมเปลี่ยนไปแล้วสำหรับการศึกษาของไทย “เพราะระบบที่เราสอนอยู่นี้ล้าหลังต่างประเทศ 5-10 ปี สาเหตุเพราะอาจารย์ที่มาสอนไม่ทำวิจัย เมื่อไม่ทำวิจัยก็ต้องกางหนังสือสอน และหนังสือที่สอนกว่าอาจารย์ไทยจะมาอ่าน มาแปลแล้วขึ้นเว็ปก็ตกไป 5 ปี เพราะฉะนั้นทุกวันนี้เป็นการเอาเรื่อง 10 ที่แล้วมาสอน ตรงนี้ผมรับไม่ได้ ผมจึงให้อาจารย์หันมาทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง”

ดร.บัญชา จากมหาวิทยา-ลัยอัสสัมชัญ ให้ความเห็นตรงกันว่า วิวัฒนาการของโลกอุดมศึกษา เริ่มจากการเรียนการสอน ต่อมาจึงมีการทำวิจัย โดยปกติแล้วอาจารย์ในรั้วมหาวิทยาลัยก็ทำงานวิจัยอยู่ด้วยแล้ว แต่ไม่ค่อยออกมาบอกกล่าวต่อสังคม

ปัจจุบันนี้งานวิจัยมีบทบาทมากขึ้น ถือเป็นภาระหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาอีกประการหนึ่ง แต่ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมอุดมศึกษาของประเทศไทยคือ “ประเทศไทยถามว่ามีหน่วยงานไหนไหมที่เป็นสถาบันการวิจัย ให้ใครทำสูงที่สุดในประเทศไทย ก็ยังนับไม่ได้ เพราะหลักเกณฑ์ของสถาบันวิชาการทางวิจัยต้องทำวิจัยกี่เปอร์เซ็นต์ แล้ววิจัยต้องมีสิ่งที่เรียกว่าสามารถเอามาใช้ได้ ของไทยเราวิจัยเสร็จแล้วก็ขึ้นหิ้ง เอามาทำเป็นตำแหน่งทางวิชาการ” 

ทางมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญจึงเน้นการสร้างจิตสำนึกทางวิชาการให้กับอาจารย์ ให้ทำวิจัยด้วยตัวเองจากการสังเกตปัญหาที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องรอให้ทางผู้บริหารสั่งการ ทั้งนี้ทางสถาบันจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ ให้กับอาจารย์เอง

ขณะที่ ดร.ชัยอนันต์ จากวิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดล มองเรื่องการสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางการบริหารจัดการว่า การสร้างทฤษฎีใหม่เป็นเรื่องที่ยาก เพราะสาขาวิชานี้เป็นฐานความคิดจากตะวันตก และประเทศไทยยังไม่มีนักคิดหรือนักทฤษฎีที่ไปพัฒนาแนวคิดให้สู่ระดับทฤษฎี

อย่างไรก็ตาม หากจะมีสาขาที่นักวิชาการไทยน่าจะสร้างทฤษฎีใหม่ๆ ขึ้นมาได้ ตามทัศนะของ ดร.ชัยอนันต์ชี้ว่า “ได้ก็คงเป็นด้านของจริยธรรม ที่เรียกว่า Corporate Social Responsibility (CSR) ความรู้นี้น่าจะทำได้ เพราะของเรามีพื้นฐานจากสังคม การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันและการให้กับสังคม ให้กับวัดหรือตั้งแต่ครอบครัวการอยู่กันมีปู่ย่าตายาย ดูแลคนที่ไม่ได้ให้อะไรต่อผู้ดูแล ไม่ได้เป็นลูกค้า ก็ยังมีการดูแลกันอยู่”

 

งานวิจัยที่สถาบันอุดมศึกษาจัดทำขึ้นไม่ได้จำกัดเพียงแค่งานวิจัยทางวิชาการเพื่อทำเป็นทฤษฎีแต่การศึกษาธุรกิจแขนงต่างๆ ก็สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับผู้ประกอบการรุ่นหลังสามารถนำไปปรับใช้ได้ เช่น มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ผศ.ดร.วิชัย รัตนา – กีรณวร คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย เปิดเผยว่า งานวิทยานิพนธ์และการค้นคว้าอิสระของนักศึกษามีเป็นจำนวนมาก ทางสถาบันพยายามกระตุ้นให้นักศึกษาทำงานให้เกิดประโยชน์กับตัวเองให้มากที่สุด ถือเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับสังคมธุรกิจในภาคใต้ไปพร้อมกัน

หรือในกรณีของ สถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ โดย ผศ.ดร.รัตนา ประเสริฐสม อธิการบดี โดยความเห็นเกี่ยวกับการทำวิจัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจการค้าปลีกว่า ผู้ประกอบการจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้งานวิจัยเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจในการวางกลยุทธ์ต่างๆ ศูนย์วิจัยฯ สามารถช่วยสังคมหรือหน่วยงานภายนอกได้ในจุดนี้ เพราะทางสถาบันมีแผนแม่บทงานวิจัยที่จะรวบรวมข้อมูล เพื่อใช้ค้นคว้า

ดร.รัตนามองว่า สิ่งที่สถาบันจะได้ประโยชน์จากการทำงานวิจัยคือ ชื่อเสียงของสถาบัน และเป็นแรงบันดาลใจให้อาจารย์ทำงานวิจัยมากขึ้น และอนาคตหากมีผู้สนใจมาว่าจ้างให้สถาบันทำงานวิจัยก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยเหลือสังคมและหารายได้

ตัวอย่างงานวิจัยของนักศึกษาที่ทำขณะทำการศึกษาและได้รับการยอมรับตัวอย่างหนึ่งเกิดที่คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผศ.ดร.จิระเสกข์ ตรีเมธสุนทร รองคณบดีฝ่ายบัณฑิตศึกษา ให้ข้อมูลว่า ในการทำวิทยานิพนธ์ นักศึกษาอยากสร้างองค์ความรู้เรื่องอะไรต้องศึกษาวิจัยในเรื่องนั้น เช่น ต้องการสร้างองค์ความรู้เรื่องการบริหารอุตสาหกรรมที่ทำอยู่ ผู้ทำวิจัยต้องนำเอาความรู้จากต่างประเทศมาปรับปรุงให้ตรงกับที่เขาต้องการทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่

“คือ มีนักศึกษาทำงานอยู่ที่โรงงานใหญ่แห่งหนึ่งเขาวิจัยเทคนิคการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพ พอเขาวิจัยเสร็จ ผลปรากฎว่างานวิจัยเขาสามารถไปใช้งานในโรงงานได้จริง และเขาก็ได้รับรางวัล จากผู้บริหารต่างประเทศ นั่นเป็นผลจากการสร้างองค์ความรู้ของนักศึกษาเอง”

ดร.จิระเสกข์ บอกอีกว่า ทุกวันนี้งานวิจัยของนักศึกษาโดยส่วนใหญ่ เมื่อวิจัยเสร็จแล้ว ทางโรงงานก็จะขอดูเพื่อนำไปปรับปรุงโรงงานต่อไป

การสร้างงานวิชาการใหม่ๆ จึงไม่จำกัดวงอยู่เพียงแค่คณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาหากแต่ตัวนักศึกษาเองก็สามารถเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ใหม่ให้เกิดขึ้นมาได้ ทั้งนี้โดยความช่วยเหลือให้คำปรึกษาของผู้สอน การร่วมมือกันเช่นนี้ส่งผลดีต่อทั้งนักศึกษาและอาจารย์ ที่จะมีโอกาสได้แบ่งปันสิ่งที่ตนมีอยู่ และนำสิ่งที่ตนขาดมาประยุกต์ปรับปรุงให้เกิดวิธีคิดใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นมาได้

โลกที่แข่งกันด้วยความเร็ว ความรู้จำเป็นอย่างยิ่งที่งานวิจัยของประเทศไทยต้องมีการพัฒนา 
ให้เกิดองค์ความรู้ที่เป็นของเราเอง เพราะในสภาพการแข่งขันระดับโลก หากมีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์หรือเปลี่ยนแปลงหลักวิธีคิดที่มีพื้นฐานจากแหล่งใด ประเทศต้นตำรับหรือผู้ที่ยึดครององค์ความรู้พื้นฐานในเรื่องดังกล่าว ก็สามารถประยุกต์เอาพื้นฐานที่มีนั้นมาใช้ได้โดยง่าย ต่างจากผู้ที่ไม่มีความรู้เป็นของตนเอง ใช้การนำเข้าองค์ความรู้และมาปรับใช้ การปรับตัวต้องใช้เวลานานกว่าที่จะสามารถทำได้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง

และเรื่องนี้สอดคล้องกับแนวคิดภาครัฐต้องการเน้นให้ประเทศไทยผลิตชุดความรู้ด้านต่างๆ ของตนเองขึ้นมาให้ได้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแข่งขันในระดับโลกต่อไป

วัดกันที่คุณภาพ

นับวันความนิยมศึกษาต่อด้านบริหารธุรกิจของคนไทยจะมีมากขึ้นสถาบันการศึกษาแต่ละแห่งมีการปรับปรุงหลักสูตรวีธีการเรียนการสอนรวมถึงการเปิดสถานที่เรียนใหม่ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้มาเรียนมากขึ้น

สิ่งที่ผู้เรียนคาดหวังจะได้จากการเรียนย่อมต้องเป็นความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาการที่นำมาสอนอีกทั้งเน็ตเวิร์กที่เกิดขึ้นระหว่างการเรียนกับเพื่อนร่วมห้องและคณาจารย์การเพิ่มทักษะความสามารถใหม่ๆ สำหรับการทำงานของแต่ละคนความคาดหวังจะได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นการย้ายที่ทำงานใหม่ ได้รับค่าตอบแทนมากกว่าเดิม หรือบางคนอาจจะอยากมาเรียนเพราะอยากได้ปริญญาอีกสักใบไว้ประดับฝาบ้าน

ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นได้จากการเรียนหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต แต่สิ่งสำคัญที่จะต้องคำนึงคือคุณภาพทางการศึกษาที่แต่ละสถาบันมอบให้กับมหาบัณฑิตเหล่านี้สถาบันการศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตร MBA ในประเทศไทยที่มีจำนวนมากมายจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการควบคุมดูแลคุณภาพการเรียนการสอนให้ดี

ขณะที่ผู้เรียนคงต้องทบทวนตัวเองว่า ที่สมัครเข้าเรียนนั้นตามแฟชั่นหรือไม่ เรียนแล้วจะนำไปใช้งานจริงหรือไม่ เพราะต้องไม่ลืมว่า การเรียน MBA ก็เป็นโอกาสแบบหนึ่ง หากเรียนแล้วไม่นำไปใช้นับเป็นการสูญเสียโอกาสของสังคมของประเทศ

ผู้บริหารสถาบันการศึกษาหลายท่านให้ความเห็นกับ MBA ว่าต่อไปผู้ประกอบการคงต้องใช้วิจารณญาณในการเลือกรับบุคคลเข้าทำงานที่เรียนจบ MBA มากขึ้นเพราะจำเป็นที่มีมากขึ้นของสถาบันที่สอน จำนวนนักเรียนที่จบมาปีละกว่าหมื่นคน การคัดเลือกอย่างพิถีพิถันจึงเป็นสิ่งจำเป็น

เพราะการแข่งขันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา คำว่าคุณภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการคัดสรรบุคคลเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ ทั้งสถาบันอุดมศึกษาและตัวผู้เรียนเองจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรักษาคุณภาพของตนเองไว้ให้ได้ 

 

แหล่งที่มา : วารสาร MBA (Vol.10 No.115 October 2008) 

 

32. Mission & Vision 2007 and Beyond

ABACA Profile เริ่มบทสัมภาษณ์ท่านอธิการบดีด้วยการขอให้ท่านเล่าถึงความแตกต่างในการบริหารงานมหาวิทยาลัย ที่พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่ง Vice President for Academic Affairs ในช่วงปี ค.ศ. 1991 กับช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่ง Vice President for Academic Affairs ในช่วงปี ค.ศ. 1994 จนกระทั่งปัจจุบัน

ประเด็นที่ถามมีมิติด้านช่วงเวลา บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งในแต่ละมิติจะมีความแตกต่างกันอยู่ในตัวของมันเอง สำหรับบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบในแต่ละช่วงเวลาก็แตกต่างกันและตั้งแต่ ค.ศ. 2002 ถึงปัจจุบัน ต้องรับผิดชอบในฐานะอธิการบดีด้วย จึงขอเล่าในลักษณะมองย้อนอดีตและฉายภาพอนาคตในแบบภาพรวม ดังนี้

การเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการที่เกิดขึ้นกับองค์การแห่งนี้ในระยะแรกๆ มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งก็เหมาะสมและสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมภายนอกที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ในขณะนั้น แต่ในระยะหลังๆ จนถึงปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือที่เราเรียกว่า ‘การเปลี่ยนแปลงอย่างพลวัต’ (dynamic change) เพราะสภาพแวดล้อมภายนอกมหาวิทยาลัยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมาก เช่น มีการแข่งขันสูงมากทั้งจากภายในประเทศและจากต่างประเทศ มีความต้องการใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา อิทธิพลของโลกาภิวัตน์ การไหลบ่าของข้อมูล ข่าวสาร (information explosion) และความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เป็นต้น แรงกดดันต่างๆ เหล่านี้ทำให้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วด้วย

“การพัฒนาของมหาวิทยาลัยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมีทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ของอุดมศึกษาทั้ง 4 ประการ คือ การจัดการเรียนการสอน การวิจัย การบริหารทางวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว มหาวิทยาลัยจะต้องดำเนินการในหลายๆ กิจกรรมไปพร้อมๆ กัน คือ

 ด้านวิชาการ ได้แก่ การปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้มีความหลากหลาย ทันสมัย สามารถสนองความต้องการส่วนบุคคลของนักศึกษา และความต้องการของประเทศได้อย่างมีคุณภาพ การพัฒนาการเรียนการสอน การพัฒนาอาจารย์ การพัฒนาเทคโนโลยีทางการศึกษา เป็นต้น การจัดการเรียนการสอนจากเดิมที่มีคณะบริหารธุรกิจเพียงคณะเดียว ปัจจุบันมีถึง 10 คณะ วิชาในระดับปริญญาตรี และมีบัณฑิตศึกษาที่จัดการศึกษาในระดับปริญญาโทมากกว่า 35 หลักสูตร และปริญญาเอกมีถึง 10 หลักสูตร

ด้านอาคารสถานที่ ได้มีการพัฒนาพื้นที่อาณาบริเวณให้มีความสะอาดสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย มีการบริหารจัดการพื้นที่ (space management) ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จากเดิมมีพื้นที่เฉพาะที่หัวหมากเพียง 16 ไร่ 3 งานเศษ มีอาคาร 3-4 อาคาร แต่ปัจจุบันมีถึง 12 อาคาร และยังมีวิทยาเขตบางนาที่มีพื้นที่มากกว่า 374 ไร่ มีอาคารสวยงามใหญ่โตมากมาย และกำลังก่อสร้างอีก 3 อาคาร เพื่อรองรับการขยายตัวและการย้ายจากวิทยาเขตหัวหมากไปในอนาคตอันใกล้ กล่าวโดยเฉพาะที่วิทยาเขตบางนามีอาคารสถานที่ที่เอื้อต่อการเรียนการสอนมาก บรรยากาศทางวิชาการ (academic atmosphere) ดีมาก เป็นการพัฒนาขึ้นมาตามแนวคิด ‘มหาวิทยาลัยในวนอุทยาน’ (university in a park) อันจะเป็นสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมและกล่อมเกลาให้นักศึกษาสามารถพัฒนาบุคลิกภาพ ความรู้สึกนึกคิดเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างดี

 ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยได้ทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งเพื่อจัดการเรียนการสอน และการบริหารงานทั่วไปมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญได้ชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกในการจัดการศึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นแห่งแรกทำให้ปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยมีหลักสูตรทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอกรวมกันมากกว่า 30 หลักสูตร ทำให้มหาวิทยาลัยต้องลงทุนและพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่อย่างต่อเนื่องตลอดมา มหาวิทยาลัยได้ลงทุนก่อสร้างอาคาร IT ขึ้นเป็นการเฉพาะโครงการนี้ต้องลงทุนเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท อันประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์มากกว่า 2,000 เครื่อง ห้อง studio และห้องปฏิบัติการต่างๆ ที่ทันสมัยล่าสุดเรากำลังพัฒนาระบบ College of Internet and Distance Education เพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านอินเตอร์เน็ต นักศึกษาสามารถติดต่อกับอาจารย์ทางอี-เมล์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

การพัฒนาห้องสมุด หอสมุดเป็นหัวใจสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษามาก ดังนั้น หอสมุดจึงต้องมีความทันสมัยมีความพอเพียงในการเป็นแหล่งค้นคว้าสรรพวิชาความรู้ที่หลากหลาย มหาวิทยาลัยจึงได้พัฒนาหอสมุดให้มีความสวยงาม โอ่โถง มีหนังสือและสื่อต่างๆ ที่ทันสมัยมากมาย เพียงพอกับการค้นคว้าของนักศึกษาและอาจารย์ทุกระดับ ทั้งที่หัวหมาก และบางนา มีการจัดให้มี Digital and Electronic Library ขึ้น ประกอบด้วยฐานข้อมูล Online จำนวนมาก นักศึกษา อาจารย์ สามารถค้นคว้าหาความรู้ได้โดยไม่มีขอบเขตจำกัด

การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการพัฒนานักศึกษา ตลอดเวลาที่ผ่านมามหาวิทยาลัยมีเป้าหมายชัดเจนในการดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อไปให้ถึงซึ่ง ‘ความเป็นเลิศทางวิชาการ’ (academic excellence) ในขณะเดียวกันก็มุ่งที่จะพัฒนาศึกษาให้บรรลุถึง ‘การเป็นคนทั้งครบ’ (total and complete man) คือ มีความรู้ ความสามารถ มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด และในขณะเดียวกันก็เป็นบุคคลที่มีจิตใจที่ดีงาม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารี เห็นแก่ประโยชน์ของสังคมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน การที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ จะต้องมีกิจกรรมที่ต้องสร้างต้องทำอีกมากมายที่มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการมาแล้ว คือ การสร้างศูนย์กีฬา และสนามกีฬาที่ทันสมัย ทั้งในร่มและกลางแจ้ง โดยเฉพาะการสร้างสระว่ายน้ำ มาตรฐานโอลิมปิกที่ทันสมัย สนามเทนนิสที่ได้มาตรฐาน สนามกีฬาต่างๆ เหล่านี้จะช่วยพัฒนานักศึกษาให้มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง อันจะทำให้เป็นคนที่มีสติปัญญาฉับไว (sound mind in a healthy body) นอกจากนี้ยังทำให้เป็นคนที่มีระเบียบวินัยในตนเอง มีอารมณ์ที่มั่นคง จิตใจบานอีกด้วย การส่งเสริมกิจกรรมเสริมหลักสูตร เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากต่อการพัฒนานักศึกษา นอกเหนือจากการเรียนการสอน และการกีฬา มหาวิทยาลัยส่งเสริมให้นักศึกษารวมกลุ่ม จัดตั้งเป็นทีม เป็นชมรมที่หลากหลายตามความสนใจของนักศึกษา ซึ่งจะช่วยทำให้นักศึกษามีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การรู้จักทำงานเป็นทีม รู้จักการนำความรู้ที่เล่าเรียนมาประยุกต์อันจะทำให้นักศึกษามีการพัฒนาเชิงวุฒิภาวะได้อย่างดี โดยเฉพาะกิจกรรมเชิงวิชาการหรือที่มีลักษณะประเทืองปัญญา มหาวิทยาลัยจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งงบประมาณและการอำนวยความสะดวกต่างๆ

การพัฒนาความเป็นนานาชาติ (internationalization) มหาวิทยาลัยได้ชื่อว่าเป็น The First International University in Thailand เพราะเราได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนในระบบนานาชาติมากว่า 35 ปี ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ทำให้มีอาจารย์และนักศึกษาจากนานาประเทศมาศึกษา และเรียนรู้ร่วมกันที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นจำนวนมาก คือ มีอาจารย์ต่างชาติจำนวน 381 คน จาก 38 ประเทศ และมีนักศึกษาต่างชาติจำนวน 2,360 คน จาก 77 ประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่ว่า “มหาวิทยาลัยเป็น International Community of Scholars” จุดเด่นของการพัฒนาความเป็นนานาชาตินี้มีผลทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมร่วมกันเป็นอย่างดีทุกคนสามารถใช้ชีวิตและทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ร่วมกันอย่างสันติ และสามารถนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยได้ปีละกว่า 500 ล้านบาท

หลังจากท่านอธิการบดีได้กล่าวถึงภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาที่เกิดขึ้นในอดีตมาจนถึงปัจจุบันแล้ว ท่านยังได้กรุณาฉายภาพอันเป็นการมุ่งหวังในอนาคตที่น่าสนใจอีกหลายประเด็น ดังนี้

แผนงานหรือโครงการที่จะพัฒนามหาวิทยาลัยในอนาคตอันใกล้นี้ที่คิดไว้มีหลายประเด็นซึ่งจะขออนุญาตไม่ลงไปในรายละเอียดมากนัก เพราะเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนา และยุทธศาสตร์การแข่งขัน เช่น การเพิ่มขีดความสามารถในความเป็นนานาชาติ ซึ่งได้กล่าวไปบ้างแล้ว ยังมีประเด็นที่จะต้องทำต้องพัฒนาอีกต่อไป โดยเฉพาะในปีนี้มหาวิทยาลัยจะมีกิจกรรมระดับโลก 2 กิจกรรม คือ

  • มหาวิทยาลัยร่วมจัดการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลก ในเดือนสิงหาคม 2550

  • มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันโต้วาทีโลกในเดือนธันวาคม 2550

สำหรับเรื่องที่จะทำต่อไปคือ

  • การเพิ่มจำนวนนักศึกษาให้มากขึ้นทุกปี

  • การจัดกิจกรรมระดับนานาชาติ

  • การสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับสถาบันและองค์กรต่างประเทศ

  • การมุ่งสู่ความเป็นสากลในทุกมิติของการเป็นมหาวิทยาลัยยอดนิยม

การส่งเสริมงานวิจัย ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เราเน้นการเป็น Teaching University ตั้งแต่ปีการศึกษา 2550 เป็นต้นไป จะให้น้ำหนักงานวิจัยมากขึ้น เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ และนำมาใช้ในการเรียนการสอน การเพิ่มพูนความรู้ของอาจารย์ รวมถึงการวิจัยเพื่อเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยจึงต้องวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการสนับสนุนการวิจัยอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะด้านงบประมาณและทรัพยากรการวิจัยอื่นๆ อันจะทำให้การส่งเสริมการวิจัยนี้เป็นรูปธรรม โดยกลุ่มเป้าหมายที่มุ่งเน้น คือ การศึกษาวิจัยของอาจารย์และของนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา

การส่งเสริมให้อาจารย์เข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ เป็นอีกแผนงานหนึ่งที่มหาวิทยาลัยมุ่งส่งเสริมให้มากยิ่งขึ้นในช่วง 5 ปีข้างหน้า อันจะเป็นผลพลอยได้ต่อเนื่องมาจากการส่งเสริมการวิจัย โดยมุ่งให้อาจารย์เข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการในระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์เป็นอันดับแรก รองลงมาคือในระดับรองศาสตราจารย์ และศาตราจารย์เป็นลำดับสุดท้าย

การพัฒนาบุคลากร บุคลากรถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์การให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงจะต้องทำทุกวิถีทางในการพัฒนาและเพิ่มพูนความรู้ ประสบการณ์ ทัศนคติ และทักษะให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของมหาวิทยาลัยทั้งในปัจจุบันและอนาคตให้ได้ และเพื่อให้บุคลากรเหล่านั้นเป็น ‘สินทรัพย์’ (human assets) ที่ทรงคุณค่าของมหาวิทยาลัย

การพัฒนาระบบ เมื่อมีการพัฒนาบุคลากรแล้วจำเป็นจะต้องพัฒนาระบบด้วย ซึ่งถือเป็นโครงสร้างทางการบริหารที่สำคัญ ถ้าระบบต่างๆ ของมหาวิทยาลัยไม่ชัดเจน ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่มีคุณภาพ ผลลัพธ์ที่คาดหวังจะให้เกิดก็อาจจะไม่เกิด ระบบต่างๆ ที่จะต้องพัฒนาประกอบด้วย

  • ระบบการวางแผน การจัดทำและการประเมินผลงบประมาณ

  • ระบบการตรวจสอบภายในทางด้านการบริหารจัดการ และด้านคุณภาพ (QA)

  • ระบบการบริหารงานบุคคล

  • ระบบการสนับสนุนการเรียนการสอน ได้แก่ ระบบ ICT อุปกรณ์และสื่อทัศนูปกรณ์ทางการศึกษา

  • การสร้างวัฒนธรรมองค์การ ที่มีอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัย การมีธรรมาภิบาล การดำเนินชีวิตและการบริหารตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่พร้อมถึงด้วยคุณธรรมและจริยธรรม การมีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตย

การพัฒนาด้านวิชาการ เป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และจะต้องดำเนินการต่อไปในเรื่องของการพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยมีนวัตกรรมใหม่ๆ ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนและประเทศ การยุบรวม และยกเลิกหลักสูตรที่ซ้ำซ้อน และไม่ทันสมัย

การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยจะเน้นเทคนิควิธีการเรียนการสอน (pedagogical techniques and methodologies)

การพัฒนาวิทยาเขตหัวหมาก ขณะนี้อยู่ในช่วงของการเปลี่ยนถ่ายการจัดการศึกษาในระดับปริญญาตรีทั้งหมดไปที่วิทยาเขตบางนา ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้เสร็จภายใน 5 ปี หลังจากนั้น วิทยาเขตหัวหมากจะถูกพัฒนาให้เป็น ‘วิทยาเขตในเมือง’ (downtown campus) ที่มีความพร้อมและทันสมัยสำหรับการจัดการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา การฝึกอบรม และการศึกษาในหลักสูตรพิเศษต่างๆ เพื่อตอบสนองการศึกษาตลอดชีพ (life-long education) ต่อไป

นี่คือ Mission & Vision 2007 ของ ท่านอธิการบดี ภราดา ดร. บัญชา แสงหิรัญ ในการบริหารมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งคงช่วยให้เกิดความกระจ่างแก่ศิษย์เก่าและบุคคลทั่วไป เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี 

 

 แหล่งที่มา : ABACA Profile (January – April, 2007) หน้า 20-22

33. Bro.บัญชา แสงหิรัญ หัวเรือใหญ่ของเอแบค

บราเธอร์ บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดีผู้ดำรงตำแหน่งหัวเรือใหญ่ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือที่รู้จักกันดีในนามของ เอแบค สถาบันที่ผลิตผู้สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรนานาชาติที่มีคุณภาพมายาวนาน วันนี้ บราเธอร์บัญชา ได้ให้โอกาส Media Thai Post มาสัมภาษณ์ถึงแนวทางของมหาวิทยาลัยในอนาคต และมุมมองในด้านการศึกษาของไทยภาพรวมของสถาบันในปัจจุบันปัจจุบัน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือ เอแบค ได้มีโครงการโอนนักศึกษาจาก “วิทยาเขตหัวหมาก มายัง วิทยาเขตบางนา ได้ 13,000 กว่าคนแล้ว จากทั้งหมด 20,000 คน แบ่งเป็นปริญญาตรี 17,000 คน บัณฑิตวิทยาลัย ประมาณ 2,500 คน ในอนาคตคิดว่านักศึกษาจะย้ายจากที่หัวหมากมาที่ บางนา ซึ่งถือเป็น แคมปัสหลัก ที่นี่ใกล้สนามบิน และเรามีพร้อมทุกอย่างให้ บรรยากาศดีกว่า รวมทั้งเทคโนโลยี การศึกษามหาวิทยาลัยของเราเปรียบเสมือน “เหมืองทอง”ซึ่งได้แก่แหล่งความรู้ ผู้ที่ผ่านเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรกจะสังเกตเห็นว่าอักษรย่อที่เราใช้จงใจให้เป็น Au ไม่ใช้ตัวอักษรใหญ่ทั้งหมด ซึ่งอ้างอิงกับศัพท์ทางเคมีว่า Aurium แปลว่า แร่ทอง ดังนั้นคอนเซปการตกแต่งของมหาวิทยาลัยจึงออกมาโดยใช้สีทองเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีอีกแนวคิดหนึ่งคือมหาวิทยาลัยจะมีป่าล้อมรอบ เหมือนกับสถาบันการศึกษาในวนอุทยาน ให้ธรรมชาติรักษาไม่ให้นักศึกษาหลงระเริง จึงต่างกับวิทยาเขตที่หัวหมากซึ่งมีแต่อบายมุขอยู่รอบมหาวิทยาลัยปรัชญาของบราเธอร์เปลี่ยนแปลงไปจากอธิการบดีรุ่นอื่นๆ หรือไม่ ปรัชญาคือความเชื่อถือ แต่สิ่งที่เราทำคือวิสัยทัศน์ที่มีความคงเส้นคงวา ตั้งแต่ปี 2000 เราได้วางปรัชญาของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเอาไว้ใหม่ ในอดีต ถึงแม้เราวางไว้ตั้งแต่ต้นแต่ความเป็นนานาชาติยังไม่เกิด ปัจจุบันเราจึงวางวิสัยทัศน์ไว้ว่า เราต้องการทำให้ชุมชนนี้เป็นอินเตอร์เนชั่นแนลคอมมูนิตี้ ชุมชนของคนนานาชาติที่เป็น “ชุมชนนักวิชาการ” เป็นที่อยู่ขององค์ความรู้ทั้งของเก่าและของใหม่ เพื่อสืบทอดแก้ปัญหาของสังคม และต้องหาความรู้ใหม่อยู่ต่อเนื่อง โดยการทำวิจัยทั้งอาจารย์และนักศึกษา และเมื่อทำแล้วก็ต้องกระจายความรู้สู่สังคมให้เค้าได้นำไปใช้ เช่น เอแบคโพลล์ ที่มีมากว่า 10 ปีแล้ว โดยมีเป้าหมายคือการเผยแพร่ความรู้ให้แก่สังคม ตอนนั้นเราจ่ายสตางค์มากทุ่มเงินไปหลายล้าน ทุ่มที่จะสร้างกันเอง ขณะนี้สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง และก็ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

มองว่ารูปแบบการศึกษากับเศรษฐกิจบ้านเราไปด้วยกันอย่างไร

การศึกษากับเศรษฐกิจมันเป็นของคู่กัน การศึกษาดี เศรษฐกิจจะดี เพราะว่าถ้าคนมีการศึกษาดีก็จะมาช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันเศรษฐกิจต้องดีเพื่อจะทำการศึกษาให้ดีขึ้น เพราะถ้าไม่มีเงินการพัฒนาด้านการศึกษาก็จะยากมาก ถามว่าถ้าเอแบคไม่มีเงิน จะสร้างตึกได้มั๊ย? จะจ้างอาจารย์ดีๆ ก็ไม่ได้ ถามว่าอาจารย์ในประเทศไทยนี่ดีมั๊ย? อาจารย์เราดี แต่มีหลายคนถามว่าทำไมไม่จ้างอาจารย์จาก ฮาร์วาร์ด สแตนฟอร์ด มาเลยแบบนี้ ใครเค้าจะมาประเทศไทย สมมุติอาจารย์ที่นั่นได้เงินเดือน 3 แสน เราให้ได้มั๊ย? ที่นี่มันไม่ใช่ธุรกิจ มันเป็นการศึกษา ที่นี่ประเทศไทยใครจะให้ได้ขนาดนั้น การศึกษาไทยกับเศรษฐกิจจะไปด้วยกันถ้าการศึกษาโตขึ้น คุณภาพของบุคลากรของชาติจะถูกยกสูงขึ้นมาเศรษฐกิจของชาติจะดีขึ้น เพราะว่าในการสร้างบรรยากาศสิ่งใหม่ๆ การที่มีแนวความคิด อย่างเช่น คนในระดับรากหญ้าควรจะมีความคิดในการจัดการธุรกิจของตัวเอง สมมุติว่า ถ้าชาวสวนไม่มีความรู้ก็จะทำอยู่อย่างเดิมๆ แต่หากมีองค์ความรู้ รู้จักนำไปประยุกต์ใช้ก็สามารถพัฒนาเป็นสตางค์ต่อไปได้ มันมีหลายส่วนในการสร้างสรรค์ ต้องให้ความรู้ของเราสูงขึ้น ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจของประเทศชาติก็จะต้องดีขึ้นเพื่อมาขยายการศึกษาด้วย หลังๆ มานี่การศึกษาเราไม่พัฒนาเพราะอะไร? ส่วนมากเงินเดือนจะเอาไปให้เงินเดือนของครูอาจารย์สูงมาก แต่การพัฒนา การเอาไปวิจัยมันน้อยมาก แต่อีกส่วนหนึ่งที่คนเราไม่ค่อยมองก็คือ ลักษณะนิสัยของคนไทยเอง เรายึดอยู่แต่รูปแบบเดิมๆ การเปลี่ยนแปลงมันทำแบบรวดเร็วไม่ได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไป เราอยู่ดีกินดีมามาก เราไม่เดือดร้อน เลยดูเหมือนว่าการอยู่เฉยๆ มันสบายอยู่แล้ว มันไม่มีการแข่งขัน แต่ทีนี้การแข่งขันมากเกินไปมันก็ไม่ดี มันต้องพอดีๆ ถ้ามันมากเกินไปก็ไม่มีความสุข อย่างประเทศสิงคโปร์ที่บ้านเค้าเจริญ แต่ผลวิจัยออกมาแล้วว่าคนบ้านเค้าไม่ค่อยมีความสุข มันจึงต้องดูหลายๆ ด้าน ถ้าถามว่าประเทศไทยตอนนี้จะพัฒนาแบบไม่รีบเร่งได้หรือไม่ ส่วนตัวบราเธอร์ก็ยังคิดว่าทฤษฏีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั้นยังใช้ได้เสมอ 

พูดถึงเด็กนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเอแบค เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง บราเธอร์มองเด็กเราอย่างไรบ้าง คำว่า “พอเพียง” หมายความว่า มีเท่าไรก็ใช้เท่านั้นไม่ใช่หมายความว่าใช้น้อยๆ ถ้าเค้ามีก็ให้เค้าใช้ แต่ก็ยังต้องพอมีเก็บไม่เกินตัว แต่ทีนี้บางคนไม่ใช่อย่างนั้น เห็นเพื่อนมีมือถือ มีกระเป๋าหลุยส์ ก็นำไปสู่การลักขโมย ซึ่งเป็นหน้าที่ของสถาบันการศึกษาที่ต้องสอนให้เค้ารู้ หลักสูตรของเอแบคแบ่งได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนที่หนึ่งคือองค์ความรู้ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธ แต่ความรู้อย่างเดียวไม่สามารถทำให้คนเป็นคนดีได้ เราจึงต้องเพิ่มส่วนที่สองเข้ามานั่นคือการพัฒนาคนให้เป็นคนที่สังคมพึงประสงค์ เราถือเป็นส่วนหนึ่งของวิชาซึ่งวิชานี้ห้ามนักศึกษาขาดเรียนเลย ไม่อย่างนั้นเราไม่ให้จบ

นอกจากนี้ เรายังมีวิชาที่สอนข้างนอกห้องอีก มีการจัด Service Learning คือเราจัดให้เด็กของเราออกไปสอนคนที่อยู่ในคุก ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ แฟชั่น มาร์เก็ตติ้ง เพราะว่าพวกเขาจะออกจากคุกแล้วเค้าจะมาทำอะไรกิน เราก็จะส่งเด็กไปสอนเค้า เวลานี้เราก็กำลังสร้างศูนย์การเรียนรู้ให้ชาวมอแกนที่ประสบภัยสึนามิในภาคใต้ด้วย โครงการพัฒนาสังคมของนักศึกษาเอแบคเราได้มีการส่งโครงงานเข้าประกวดแล้วก็ได้รางวัลกลับมามากมาย ตรงนี้ล่ะที่เขาเรียกว่า Service Learning นักศึกษาปีสุดท้ายเราจะต้องผ่านวิชานี้ทุกคน เพื่อการสร้างความเป็นคนที่สมบูรณ์แบบไม่ใช่เห็นแก่ตัวอย่างเดียว

พูดถึงเด็กที่จบไปแล้วมีภาพสะท้อนกลับมาอย่างไรบ้าง

มีอยู่หลายเสียงเหมือนกันจากผู้ปกครองหรือจากผู้ประกอบการ เค้าจะบอกว่าเด็กเอแบคเนี่ยเก่ง ดูสมาร์ท แต่… “ออกจากงานเร็ว” เราจึงพยายามสอนเด็กเราเสมอว่า การถีบตัวเองให้ขึ้นไปสูงนั้นทำได้ แต่ต้องให้เป็นที่รักของที่ทำงานจากไปให้เค้าคิดถึง การถีบตัวเองหรือย้ายงานเป็นสิทธิ์ของเขา แต่อย่าทำแบบไม่มีจริยธรรม เช่นกำลังทำงานตัวนี้ อยู่ๆ ก็ทิ้งไปเฉยๆ โดยที่ไม่แจ้งล่วงหน้ากับบริษัท หรือทำให้บริษัทเสียหาย ดังนั้นจะทำอะไรควรต้องคิดก่อน เมื่อสถาบันได้ทราบดังนี้ เอามาคิดแล้วก็ปรับปรุงแก้ไขอบรมสอนเค้า

อย่างเด็กสมัยนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่เอแบคเท่านั้น เราต้องยอมรับว่า คนยุคนี้เกิดมาจากพ่อแม่ที่ร่ำรวย มีฐานะมีอะไรก็ช่วยลูกเพราะตัวเองเคยลำบากมาแล้ว อีกทั้งความรู้ของเด็กไม่ค่อยแน่น เวลาไปทำงานแล้วแทนที่จะคิดแล้วทำไม่ค่อยมี เราเลยต้องแก้โดยการสอนให้เค้ารู้จักคิดด้วยตัวเอง อยากเรียนรู้ พอเค้าออกไปข้างนอกจะได้พัฒนาต่อได้ ในทุกๆ วิชาไปเรียกเค้ามาสั่งไม่ได้ ให้เค้ารู้จักใช้กับชีวิตจริง ถ้าถามกันตรงๆ ว่าการเรียนต้องเรียนในห้องเรียนหรือไม่? ไม่จำเป็นเลย อ่านหนังสือที่บ้านก็ได้ แต่ทำไมต้องเข้าระบบล่ะ? เพราะการจัดการนิสัยบางอย่างนี่ละที่เป็นหลัก บางครั้งเรามองข้ามกันไปหมด ตัวอย่างเช่นการเรียงคิวเข้าแถวขึ้นลิฟท์ การขับรถให้มีมารยาท เราต้องสอนคนให้มีระเบียบวินัย สังเกตเรื่องการเมืองไทยในขณะนี้อ่อนไหวมาก สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะ ประชาชนอ่อนไหวตามกระแส ไม่ทำไปตามระบบ แล้วแต่ว่าใครจะเสนอสื่อได้ดีกว่า คนไทยก็เอนไปทางนั้นเพราะสังคมยังไม่มีความรู้พอที่ตนเองจะตัดสินใจได้

เรื่องอุปสรรคตั้งแต่ดำรงตำแหน่งอธิการบดีของเอแบค

อุปสรรคที่เคยผ่านๆ มาบราเธอร์ไม่ถือว่าเป็นอุปสรรค ถือเป็นเรื่องปรกติ แต่อาจจะไปไม่ได้ดั่งใจที่คิด เพราะฉะนั้นก็ตามที่เค้าบอกว่านิ้วมือ 5 นิ้วยังไม่เท่ากัน ผลไม้ต้นเดียวกันยังมีลูกขนาดไม่เท่ากัน เราต้องทำความเข้าใจกับมันแล้วก็จะผ่านไปได้เอง ตามกาลเวลาของมันเอง อย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีมันเยอะเหลือเกิน อย่างคอมพิวเตอร์นี่สามปีต้องเปลี่ยนแล้วเปลืองเงินมาก แต่เราก็เอาไปบริจาคโรงเรียนตามหัวเมืองต่างๆ ให้เค้าใช้กัน

พูดถึงเรื่องไอทีในปัจจุบัน ในฐานะที่บราเธอร์เป็นคนยุคแรกๆ ต้องปรับตัวมากหรือไม่กับสื่ออินเตอร์เน็ตหรือวงการไอทีขณะนี้ บราเธอร์เรียนคอมพิวเตอร์มา (ยิ้ม) ที่จริงบราเธอร์เป็นโปรแกรมเมอร์นะ แต่ไม่ค่อยได้ใช้แล้ว เพราะเมื่อก่อนตอนบราเธอร์เรียนที่ฟิลิปปินส์เนี่ยจะเรียนด้านนี้ ชอบคอมพิวเตอร์มาก สมัยนั้นยังไม่มีเครื่องพีซีเลย มีแต่เมนเฟรมใหญ่ๆ (หัวเราะ) จะทำอะไรทีหนึ่งมันยุ่งยากไปหมด

ด้วยการที่มีความรู้ทางด้านนี้โดยเฉพาะทำให้เราเป็นนักพัฒนาที่ได้เปรียบในโลกยุคปัจจุบัน?

ใช่เราได้เปรียบในแง่ของการมอง เพราะบราเธอร์เป็น System Analyst ได้ สามารถที่จะมองระบบมองอะไรต่างๆ ได้ บราเธอร์ก็เริ่มกับดร.ศรีศักดิ์ (จามรมาน) ในด้านไอทียุคแรกๆ แต่สมัยนี้อะไรๆ ก็สบายขึ้นเยอะ อุปสรรคของเราจริงๆ คือเรื่องอาจารย์ เราต้องหาคนที่เหมาะสมมาสอนโดยเฉพาะคณะบริหารธุรกิจที่ใหญ่ที่สุด ของเรา ซึ่งเป็นคณะแรกๆ เลย คนที่จบด้านธุรกิจมาแล้วถ้าคิดว่าจะหาเงินก็อย่ามาเป็นอาจารย์เลย เวลาสัมภาษณ์ผมจะถามเสมอว่ามาหาเงินหรือเปล่า ถ้ามาหาเงินก็อย่าเป็นอาจารย์เลยไปทำธุรกิจดีกว่า แต่มาเป็นอาจารย์เนี่ย มันเป็นเกียรติ ถามว่าจนมั๊ย? ไม่จน ถ้านำคำสอนของในหลวงมาใช้ “เศรษฐกิจพอเพียง” ใช้อย่างพอเพียง ตัวเค้าเองก็ต้องรู้

สำหรับอาจารย์ภาษาต่างประเทศเราก็ต้องพยายามหาอาจารย์ที่อยู่ในประเทศเรา เลือกคนที่อยู่ในสายอาจารย์ที่อยู่ในไทยมาก่อนแล้ว ไม่ใช่เป็นพวกท่องเที่ยวมาแล้วมาทำงาน แต่ก็ยังดีกว่ายุคก่อนเพราะคนต่างชาติในไทยน้อย คนไทยก็จบภาษาต่างชาติน้อย สมัยนี้เยอะขึ้นเพราะเรามีหลักสูตรอินเตอร์รองรับ

อาจารย์ต่างชาติที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เป็นคนชาติไหน?

ส่วนใหญ่จะเป็นคนเอเชียเพราะว่าเราสามารถหาบุคคลากรได้ง่าย แต่ว่าความรู้หรือการพูดต้องเป็นระดับสากล ไม่จำเป็นต้องเป็นฝรั่ง เราจะมาดูถูกคนเชื้อชาติเอเชียไม่ได้ แม้ว่าสำเนียงแต่ละชาติจะแตกต่างกัน ถ้าเราฟังบ่อยๆ เข้ามันก็จะชินไปเอง เราต้องฝึกเองหัดดูหนังดูภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ ไม่ต้องไปยึดติดกับภาพลักษณ์ที่คนสอนจะต้องเป็นฝรั่งหรือมาจากอังกฤษแท้ๆ เสมอไป เราต้องสร้างและทำให้ได้ อย่านึกว่าอย่างคนไทยเองจะเก่งกว่าคนอเมริกาไม่ได้

คนภายนอกนั้นมองเอแบคว่าอย่างไร

เราเคยทำวิจัยมาก็จะสะท้อนภาพว่า เอแบคแพง ภาพลักษณ์นี้เรามีตั้งแต่ต้นๆ เพราะเราสอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่สมัยนี้ถึงสอนภาษาไทยแต่เก็บค่าเทอมแพงกว่าเราก็มีนะ ภาพลักษณ์ตรงนี้มันเลยติดเรามาตั้งแต่แรก จนกระทั่งเราเก็บถูกเค้ายังมองว่าแพง

อย่างที่สองจุดอ่อนของเด็กเรา คือออกจากงานง่าย เราต้องมองที่โปรดักส์เราด้วย อย่างที่สามตัวอาจารย์ยังมีคนพม่าที่สอนอยู่เยอะ แต่ถ้ามองในความเป็นนานาชาติแล้วเรามีความหลากหลายที่สุด อาจารย์ทั้งหมดประมาณ 1,400 คน แบ่งเป็นชาวต่างชาติกว่า 40% ทั้งจากอเมริกา ยุโรป รัสเซีย แม้แต่ ภูฏานก็ยังมี ถ้าเทียบกับอัตราส่วนของนักศึกษาของเราประมาณ 20,000 คน ก็เทียบได้ในอัตราส่วน 1:20 ถือว่ายังดีอยู่ เรียนสบายๆ

วัฒนธรรมของเอแบคที่โดดเด่นคืออะไร?

ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมาเราเป็นสถาบันที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักในองค์กร และทุกวิชาทุกหลักสูตรจะเป็น Entr epreneurship ในตัวของมันเอง นักศึกษาเมื่อจบออกไปแล้วจะต้องสามารถเป็นผู้ประกอบการได้ด้วยตัวเค้าเอง มีหลายๆ คนจบไปแล้วสามารถสร้างกิจการของตัวเอง หรือสามารถทำงานในระดับกลางขึ้นไปในบริษัทของเขาได้ ไม่ใช่ไปเริ่มต้นที่ระดับรากหญ้าใหม่ และอีกอย่างที่เราเน้นมากคือเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมซึ่งจะขาดไม่ได้

คณะที่ยังคงโดดเด่น เน้นมากที่สุดยังคงเป็นคณะบริหารธุรกิจอยู่หรือไม่?

ไม่ใช่แค่บริหารธุรกิจอย่างเดียวแล้ว ขณะนี้เราได้เน้นอยู่ 3 จุดใหญ่ๆ คือ Business Management Education, IT ซึ่งรองรับโลกยุคปัจจุบัน และ Arts ภาษาศาสตร์ ซึ่งวิชาเหล่านี้จะเป็นรากฐานหลัก นอกจากนี้เรายังได้สร้าง College of Internet and Distance Education คือไม่ว่าใครจะอยู่ที่ไหนก็ยังสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ต โปรแกรมนี้รองรับบุคคลที่ไม่สะดวกจะมาเข้าเรียนในห้องเรียน นักศึกษาสามารถถามปัญหากับอาจารย์ทางอีเมล์ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ทางเรากำลังพัฒนาการสอนแบบข้ามประเทศ Tele-conference กรณีมีอาจารย์จากต่างประเทศซึ่งจะสอนแบบผ่านดาวเทียมได้ และยังมีระบบต่างๆ อีกมากที่เรากำลังสร้างเป็นตึกไอที คงอีกประมาณ 3 ปีกว่าจะสมบูรณ์ เราลงทุนตึกนี้ และซอฟท์แวร์ต่างๆไปแพงมาก ไม่ต่ำกว่า 8 ร้อยล้านบาท แพงมากเราไม่กลัว เรากลัวเรื่องคนเราไม่พร้อมมากกว่า หลังจากทีมบรรณาธิการข่าวMedia Thai Postได้มาสัมภาษณ์ท่านอธิการบดีของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ บราเธอร์บัญชา แสงหิรัญ จึงได้รับทราบว่าท่านเป็นหนึ่งในนักบริหารการศึกษาที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลเพื่อการรองรับสังคมแห่งอนาคตมากขึ้น และมุ่งหวังจะขยายองค์ความรู้ของคนไทยให้เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการปลูกฝังการเป็นคนดีในสังคมให้กับนักศึกษา เพื่อให้คนรุ่นใหม่ช่วยกันพัฒนาประเทศไทยให้ทัดเทียมกับนานาชาติได้อย่างแท้จริง…

34. Gabrielite in Bangkok

Brother Bancha Saenghiran, a member of the Catholic Brotherhood of Saint Gabriel religious order, is dedicated to upholding the quality of the Assumption University educational experience and infusing it with compassion 

By : JEN HAU YANG 

Brother Bancha: Education should be aimed at forming the total person, and not just filling them with knowledge. 

Heading a prestigious university is a monumental and a daunting task for anyone, but Brother Bancha Saenghiran, f.s.g., PhD, seems to have been born for such a fate. The present rector of Assumption University spent his early years in the province of Chachoengsao, just outside Bangkok. Born into a family with a large number of siblings, when he was young he was quite attached to his parents, especially his father, who encouraged him to dedicate his life to a religious cause. 

Brother Bancha was a novitiate in the Catholic Church of India, and did his pre-degree studies at Loyola College in Chennai, in South India. 

In his high school years Brother Bancha was a classmate of Mr Korn Dabbarangsi, a former deputy prime minister in the Thaksin cabinet, and also of Dr Supachai Panitchpakdi, the former WTO chief and present secretary-general of the United Nations Commission on Trade and Development (UNCTAD). 

Later he obtained a Bachelor’s degree from St Louis University in the Philippines, and then got a Master of Arts degree in School Administration at St Mary’s California College in California.

After completing his doctorate in Education Administration from Illinois State University in the USA, Brother Bancha returned to Thailand and taught at several schools, including Assumption College in Rayong, Thon Buri and Samrong.  

Chosen as successor to Reverend Brother Pratheep Martin Komolmas, Brother Bancha was appointed by the Assumption University Council as president of Assumption University on November 1, 2002. 

Assumption University was the brainchild of Brothers Phillip Amnuay and Bernard, both Brothers of Saint Gabriel, and was one of the private institutions of higher education pioneering the international curriculum in Thailand. The university has been in existence since 1969, name and location changes notwithstanding. Assumption University currently has an enrolment of about 20,000 students. 

DRIVEN BY QUALITY 

Brother Bancha sees himself first and foremost in the context of his Roman Catholic religion. His decision to join the Brotherhood of St Gabriel was based on the brotherhood’s dedication to the improvement of education. There is a phrase he is particularly fond of which goes a long way toward explaining his philosophy in life and in teaching: “Do extraordinary things in simple everyday, ordinary ways.” 

In his job as an education administrator, Brother Bancha has always been driven by quality. He believes that education is best and most effective when it is student-centred, and feels it should be aimed at forming the total person, and not just filling them with knowledge. 

A testament to the success of his philosophy that quality is at the core of education service is the award for achievement in quality education during Brother Bancha’s tenure as principal at St Gabriel School from 1985-1990.

At Assumption University he has set in place a programme of service for students. He explained that he sees caring for less fortunate, marginalised people in society as an essential learning experience for students, which enriches their lives in many ways. As they compete academically and choose their pathways for success in business, the arts, etc, it gives them a sense of balance to simultaneously experience compassion and purpose in caring for others. 

“Life, at every stage, is a process of education,” said Brother Bancha. 

In addition to his role as President of Assumption University, Brother Bancha is concurrently the adviser of the College Council in Hatyai City University in southern Thailand. He is a member of the College Councils of the North Bangkok and Mission College. He is on the board of trustees of Assumption College, Darasamutr School, St Mary’s Sathorn School and St Gabriel’s College. 

Brother Bancha has been on the Council of Assumption University since 1983. Currently he is the president of the Association of Private Higher Education Institutions of Thailand (APHEIT), and adviser of Phi Delta Kappa (PDK) Thailand Chapter of which he was president in 2000-2002. Brother Bancha also serves on committees with the Association of Southeast Asian Institutions of Higher Learning (ASAHIL) and the Office for National Education Standards and Quality Assessment (ONESQA). 

One positive impact of the economic crisis, Brother Bancha has observed, is a wiser set of attitudes towards spending and consumerism in the general public. Students and their parents increasingly demand a stronger correlation between cost, course, and outcome. They also recognise the need for better structuring of operations across the board. They are becoming greater stakeholders in the educational enterprise than in the past. 

On the national level, a greater stress upon quality assurance and good governance comes not only from reflection on failed practices, but also from the new national constitution in effect since 1997. Its stress upon the timely values of transparency, accountability, and participation is leading to a shift in models in society that will also affect every aspect of education.

Brother Bancha says that Thai education has improved a lot but it could be more structured in such a way as to maintain quality while allowing more freedom and decentralisation. He would like to see Thailand rise up the ladder of UNESCO’s global educational qualification rankings.  

Brother Bancha has big plans for Assumption University in the future. Firstly, he wishes to complete the Bang Na campus so that it is a closed, independent system. While the main buildings are completed, some buildings that cater to the leisure and recreation of students are not. Brother Bancha says the latter are crucial for interaction among students, and also for building and enriching the characters of the students. The campus is expected to be completed in five to ten years. 

Secondly, he wants to see more student organisations, which are important as vehicles for students to prepare for managerial roles in the future. 

Thirdly, he wishes to further develop the university’s departments, and in some cases create new ones, especially research departments, to better prepare the university’s students for globalisation. 

As a Gabrielite, Brother Bancha is dedicated to education, to obedience, to chastity and to poverty, living a simple and hardworking life. He doesn’t place value in material wealth, but rather in spiritual and educational wealth. He enjoys playing badminton in his leisure time for exercise.

35. ABAC 35 ปี กับการช่วยเศรษฐกิจไทย

งานเสวนา Right Attitude Towards Work

เมื่อวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมใหญ่ วิทยาเขตหัวหมาก สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABACA) ร่วมสนับสนุนกิจกรรมของศูนย์จริยธรรมวิชาชีพฯ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จัดโครงการเสวนาในหัวข้อเรื่อง “Right Attitude towards Work” ให้แก่นักศึกษาปี 4 ที่จะเรียนจบในภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา 2547 เพื่อให้นักศึกษาได้ตระหนักถึงความสำคัญในการวางแผนด้านอาชีพเสริมสร้างจิตสำนึกทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมในการทำงานในอนาคต

โครงการประกวดธุรกิจ Think Big 

ศูนย์สนเทศและแนะอาชีพ ฝ่ายกิจการนักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จัดอบรมพิเศษในหัวข้อเรื่อง “Think Big เถ้าแก่รุ่นใหม่ คิดใหญ่ๆ ไม่คิดเล็ก” โดยได้รับเกียรติจากคุณทวี จงควินิต กรรมการสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญมาเป็นผู้ดำเนินรายการ ณ ห้องเทวานิเวศน์ วิทยาเขตบางนา เมื่อวันอังคารที่ 17 สิงหาคม 2547

U-Mate Super Convenience Store    

เมื่อวันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม 2547 ณ ห้องวิมานบางพลี มหาวิทยาลัยอัส-สัมชัญวิทยาเขตบางนา ศูนย์สนเทศและแนะแนวอาชีพ ฝ่ายกิจการนักศึกษามหา-วิทยาลัยอัสสัมชัญเปิดโครงการร้านสะดวกซื้อ U-Mate Super Convenience Store พร้อมจัดบรรยาย “การแข่งขันและแนวทางการพัฒนาธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบัน” โดยมี ฯพณฯ วัฒนา เมืองสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติมาเป็นผู้บรรยาย

ABAC 35 ปี กับการช่วยเศรษฐกิจไทย

เมื่อวันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม ภราดา ดร.ประทีป ม.โกมลมาศ อธิการบดีกิตติคุณ, ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี, ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน รองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ และอาจารย์ชลิต ลิมปนะเวช (ศิษย์เก่ารุ่นที่ 3) คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จัดงานแถลงข่าว “ABAC 35 ปี กับการช่วยเศรษฐกิจไทย”

เอแบค 35 ปี กับการช่วยเศรษฐกิจไทยนอกจากจะเป็นสถาบันการศึกษาที่ต่างชาติแห่เข้าเรียนปีละ 3,000 คน สร้างรายได้ให้กับประเทศปีละ 700 ล้านบาท แล้ว ณ วันนี้ทีมผู้บริหารภายใต้การนำของ ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดีคนปัจจุบัน ยังวาดฝันก้าวไปสู่การจัดตั้ง “วิทยาลัยการศึกษาทางไกลอินเทอร์เน็ต” อีกด้วย

เอแบค 35 ปี กับการช่วยเศรษฐกิจไทยนอกจากจะเป็นสถาบันการศึกษาที่ต่างชาติแห่เข้าเรียนปีละ 3,000 คน สร้างรายได้ให้กับประเทศปีละ 700 ล้านบาท แล้ว ณ วันนี้ทีมผู้บริหารภายใต้การนำของ ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดีคนปัจจุบัน ยังวาดฝันก้าวไปสู่การจัดตั้ง “วิทยาลัยการศึกษาทางไกลอินเทอร์เน็ต” อีกด้วย

ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) กล่าวว่า ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมี 3 วิทยาเขต คือ หัวหมาก บางนา และเอแบค ซิตี้ แคมปัส เปิดสอนระดับปริญญาตรี โท และเอก รวมทั้งสิ้น 24 คณะ และมี 81 หลักสูตร มีอาจารย์ชาวต่างประเทศ 389 คน ส่วนใหญ่เป็นหลักสูตรบริหารธุรกิจ เทคโนโลยีสารสนเทศ และคอมพิวเตอร์ มีอาจารย์ทั้งชาวไทย และต่างชาติรวม 1,229 คน และมีนักศึกษาไทย และต่างประเทศรวม 20,000 คน ในจำนวนนี้เป็นนักศึกษาต่างชาติจาก 60 ประเทศอยู่ 2,200 คน 

“ชาวจีนเข้ามาเรียนมากที่สุด รองลงมาเป็นไต้หวันและอินเดีย ที่นิยมเข้ามาเรียนปริญญาโท คิดเป็นร้อยละ 10.5 และโดยเฉลี่ยมีชาวต่างชาติเข้ามาเรียนปีละ 3,000 คน ทำให้เงินรายได้ ภาพรวมปีละกว่า 700 ล้านบาท และจากการสำรวจพบว่า เด็กที่จบออกไปร้อยละ 60 เป็นผู้ประกอบการและมีธุรกิจเป็นของตัวเอง” ภราดา ดร.บัญชา กล่าว

ด้วยจุดเด่นของเอแบค คือ การเปิดสอนเป็นภาษาอังกฤษทุกวิชายกเว้นกฎหมายไทยใช้ตำราภาษาอังกฤษและเทคโนโลยีสารสนเทศ มีหลักสูตรเทียบเท่ากับนานาชาติ เมื่อเรียนจบสามารถไปทำงานหรือเรียนต่อมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ เช่น มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เป็นต้น

ว่ากันว่า หลังทุ่มทุนกว่า 6,000 ล้านบาท เนรมิตวิทยาเขตบางนา เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เพียบพร้อมเทียบฟอร์มนานาชาติด้วยระบบอำนวยความสะดวกกับผู้เรียนนานาประการได้แล้ว นัยว่าเวลานี้ “เอแบคบางนา” ได้กลายเป็น แหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติ แวะมาเยี่ยมชมมากที่สุดในจำนวนมหาวิทยาลัยด้วยกัน และในอนาคตจะจัดโครงการท่องเที่ยวในลำคลองโดยจัดเรือล่องไปตามคลองรอบๆ เอแบคบางนา เพื่อให้นักท่องเที่ยวชื่นชมวิถีชาวบ้านริมคลอง 

“ส่วนก้าวต่อไปมหาวิทยาลัยจะเปิดสอนระดับปริญญาตรี โท และเอก ในสาขาที่เป็นจุดแข็งคือ บริหารธุรกิจ ไอที ภาษาต่างประเทศและขยายการจัดการศึกษาสาขาดนตรี นิเทศศาสตร์ กฎหมายมหาชน” ภราดา ดร.บัญชา กล่าว

ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน รองอธิการบดี ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ เอแบค เสริมว่าขณะนี้เอแบคได้เปิดสอนหลักสูตรด้านไอที และคอมพิวเตอร์ 26 หลักสูตร แต่ละปีผลิตบัณฑิตปริญญาโทด้านไอทีกว่า 250 คน อีกทั้งจะจัดตั้งวิทยาลัยการศึกษาทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ตเปิดสอนระดับปริญญาโทและเอก โดยตั้งเป้าว่าภายใน 4 ปี จะมีผู้เรียน 100,000 คน คาดว่าจะเปิดได้ในปี 2548 ขณะนี้รอเรื่องอยู่ในระหว่างการขออนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการ

“เอแบคได้ใช้งบกว่า 185 ล้านบาท จัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศขึ้น (อาคารศรีศักดิ์ จามรมาน สถานเทคโนโลยี) ภายในมีคอมพิวเตอร์กว่า 2,000 เครื่อง และมีห้องอบรมเกรดเอ ที่มีคอมพิวเตอร์ 408 เครื่องที่ติดตั้งอินเทอร์เน็ตฟรีตลอด 24 ชั่วโมง” ดร.ศรีศักดิ์ กล่าว

กระนั้น นายกมล กิตสวัสดิ์ ผอ.ฝ่ายทะเบียน และประมวลผลมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ยังเสริมว่า เอแบคมีทุนการศึกษาให้แก่เด็กยากจน แยกเป็นทุนเรียนดีจะส่งจดหมายไปยังโรงเรียนรัฐ และเอกชนทั่วประเทศให้คัดเด็กที่ได้เกรดเฉลี่ย 3.50 เข้ามาเรียน โดยไม่เก็บค่าเล่าเรียนปีละ 300 – 400 คน ซึ่งในปีนี้ได้จัดสรรทุนเพิ่มอีก 200 ทุน เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ปัจจุบันมีเด็กกลุ่มนี้ถึง 1,000 คน

“ส่วนทุนเรียนดีแต่ได้เกรดเฉลี่ย 3.85 ให้เทอมละ 50 ทุน และทุนเด็กยากจนหรือพ่อแม่ประสบภาวะวิกฤติ เช่น ป่วย เจอปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเอแบคจะไม่ให้เด็กกลุ่มนี้ออกกลางคัน แต่จะให้ทุนเรียน ส่วนทุนเรียนปริญญาโทและเอก มีปีละ 6 ทุน และทุนอบรมความรู้ภาษาอังกฤษโดยร่วมกับรายการ “สำรวจโลก” ให้ปีละ 50 ทุน” นายกมล กล่าว

 

36. ABAC and the New task of the President

(*reproduced from ABACA PROFILE of October-December 2002.)

For over 40 years, Reverend Brother Dr. Bancha Saenghiran has dedicated his physical strength and mental powers to fulfilling his duties as a Brother of the St. Gabriel’s Foundation of Thailand. He has developed confidence in his knowledge, talent and vision, thanks to his vast experience working at various institutions operated by the Order. Today ABAC Alumni Association proudly welcomes his recent appointment as President of Assumption University and has requested and interview with him. Here is what he has to say about his visions and his responsibilities. 

The establishment of AU as a world-class university: 

” The duty before me is mainly to continue the work begun by the former Rector, Reverend Brother Dr.Prathip Martin Komolmas, who has, at this moment, been appointed President Emeritus by the University Council. Our mission is to continue to develop our university into a global institution. If anyone should ask at this point when this will be achieved, the answer is that it will take time to effect changes for the better. We must move forward, step by step, in accordance with the university’s vision and mission, working methodically and patiently to realize the philosophy of the Brothers of St. Gavriel. At present we have students coming from within the country and overseas to pursue studies here, and their numbers have been growing steadily. But most of all, We can regard the successes of our graduates as proof of the quality and high standards of our university. In the last five to six years, Assumption University graduates have enrolled in leading universities around the year 2002, two graduates have been admitted to the MBA program at Harvard University, and one student at MIT. Besides this, many of our graduates were able to obtain jobs at multinational corporations. “

” AU attaches great importance to the quality of its teachers, the methodology of teaching, learning and research. These go hand in hand. But in addition to attracting qualified teachers, and to providing a good teaching and learning environment, we must improve facilities for our students. It is not possible to continue in the crowded conditions we have at Hua Mak Campus, where more than 18,000 students were crowded within a 16-rai plot. Therefore, we must continue the work of the former Rector to develop the Bang Na Campus. Forty percent of this has now been completed. With more space and better surroundings, our students can achieve quality, knowledge and develop their potential. ” 

The education of graduates who possess knowledge and integrity: 

” One special characteristic is that we use English as the language of instruction Our courses are also unique because business management is at the base of every program we teach, and our graduates are trained as managers, with solid theoretical knowledge as well as a practical background. Moreover, professional ethics and community service will ensure that they are graduates with integrity. This may not sound so different from other institutions, but we regard these as unique features of a Catholic university. It means that, in the context of the Catholic university, the administrators must pay attention to morality, ethics and good behavior, all important elements of our education. Other universities are know to have international programs, large facilities and students from overseas, but our values are defined by the Christian concepts of love, kindness, and sacrifice which we, endeavour to instill in our students. The continuous interaction between administrators, faculty, personnel and students, not only in the classroom but in all aspects of university life are significant. “

Teaching students how to learn about new things throughout their lives: 

” Students often say it’s hard to study at AU, therefore they don’t have time for other activities. It may be true that studying here is difficult because English is the medium of instruction, but this is only in the beginning when students need to adjust to a new language. However, I often see that students are free and don’t know what to do so they simply do nothing or use the telephone a lot. It’s not that they don’t have free time. But they don’t know how to manage their time and use it to their advantage. They forget that “Time is Money,” or simply that “Time and Tide Wait for No Man.” If they learn the importance of time management, they will always acquire new ideas. Unity, for example, is not the result of activity alone, it is the result of many things. Attending classes, and going home, is a basic activity of students and they have known this since high school. But at university level, they have to adjust to life and their ways of thinking, and change from students who learn from teachers, to students who know how to look for knowledge and learn how to learn by themselves. There are different methods of learning how to depend on oneself. The teacher becomes the manager who encourages students to study and look for solutions to problems, because in the future there will be no teacher to stand by them. Students must learn to teach themselves, and adjust their behavior to their surroundings. All these things cannot be learned through specific programs, however carefully they may be chosen. On the contrary, activities often lead to fights and quarrels, and the effect can be adverse to its real aim. But if we acquire knowledge, and apply this to our lives, we have really learned and gained something. Simply think of how much we had to adjust when we were young. Nobody wants to brush their teeth because it hurts, but knowing that it is necessary as well as important we keep it up, we adjust, and it becomes a regular habit and a part of our lives. “

 The creation of an international teaching learning environment: 

” Many people keep asking why AU does not have a faculty entirely of foreigners. In order to answer this question, let us first look at what it means to study at an international level. Faculty at this university is selected according to their expertise in their fields; their educational qualifications and the universities where they have studied; as well as their ability to teach in English and use English efficiently. It is not necessary to look for foreign teachers only, because in the world arena, graduates will meet with people of various nations and cultures. We have a truly international atmosphere here with both teachers and students from some 58 countries. At one time in Thailand we went crazy about foreigners, who were understood to be from Europe, and considered as good as their products. But in this global society, when we buy goods from Europe, they are likely to be made in China, or Korea, or Thailand, but we don’t know it, and believe that everything foreign is good. On December fourth, His Majesty the King suggested that Thai people should breed Thai dogs and train them. Before that nobody ever thought about it. His Majesty also praises Thai wisdom, but the word “local wisdom” should be more appropriately translated as “local knowledge.” Americans and Europeans are competent in their own languages, but Thai people can acquire the skill and the pronunciation of native speaker by practicing outside class, by watching news such as CNN, CNBC and BBC. One thing required of our teachers is international intelligibility. If we watch CNN or BBC we see many Asian newscasters who speak perfect English. Therefore, let us not create false values, but let us look toward to creating a world-class standard of education and to fulfilling the need for knowledge to serve our international community. “

The development of technology to facilitate the teaching-learning process: 

” Our first faculty was Business Administration, and then when we look at the foundation of all our studies, we discern that it is Liberal Arts, an essential part of education if we aim to develop human beings, because we are not born just to work. Some may think that studying means the acquisition of skills to be able to work, but we also need people in society who are able to build a happy and harmonious life. This is what people need, what the nation needs and what the world needs. What Business Administration and Arts had developed to a certain point, the university saw the need for teaching computer management, which was the first course of its kind in Thailand. Since then, the university has concentrated on building technology resources because the mew IT Building at Bang Na campus is proof of the progress we have made with information technology, in particular since we are the founders of the Internet Society, the only one in the Asia Pacific region. Whether IT is beneficial or harmful depends on the user, of course. ” 

” Language is important at the university, because in an international world we cannot use Thai. For this reason, English, French, Chinese and Japanese are major language courses so that our students can communicate efficiently in the business world. With their background in business, management and information technology, the students can enter the current of globalization without fear. ” 

Helping to create a network of friends, societies and business: 

” A good network is important, such as a network of organizations and a network of students. It works horizontally and vertically. Just like the Internet, which we can hook up if we are looking for information. Students should form a network to consult with each other. There is the story of an ailing person who had been looking for a cure for a long time. Then one day he posted his symptoms on the Internet, and a doctor who read it was able to suggest a successful cure. There may be many such important matters, whether it is a problem at work, or a problem with a relationship. In this age networking is important. It can open up the world for both business and a happy way of life. Both students and parents share the opinion that studying at Assumption University has enormous benefits, for here they will meet friends and create opportunities for future networking. “

The development of ethics to maintain happiness and success: 

” In order to sustain continuous happiness, three things are very important. 

First, keep learning all the time. The completion of your studies at a certain level is not an ending. Many stop learning after they nave obtained their degrees, but in reality, we must keep learning after they nave obtained their degrees, but in reality, we must keep learning all of the time. We should continue reading and solving problems. 

Second, learn to adjust. The world keeps changing all the time, so we must keep up with events and adjust ourselves to new circumstances. If we do not change we will be like elephants. The dinosaur is already dead, and now the elephants are in danger of becoming extinct because they are being driven from their habitats. If we cannot adjust we will lose. Also, with technology, if we do not know how to use it, we cannot keep abreast of progress. 

Third, we must have morality and ethics, otherwise the world will be in trouble. These three things are important, in particular ethics, otherwise religion will be eliminated and life will become meaningless. As men live together they must know what is right and wrong, they must make ethical decisions and be able to sacrifice. In society we depend on each other and must love one another. Then we will be clever and good and happy: clever to survive in this changing world, good at heart and with integrity, so that we will always be happy. “

37. กว่าจะถึงวันนี้... ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ : ABAC and the new tasks of the President

กว่า 4 ทศวรรษ ที่ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญได้ทุ่มเทอุทิศแรงกาย แรงใจอย่างเต็มสติปัญญาและความสามารถในการปฏิบัติภารกิจในฐานะนักบวชของคณะเซนต์คาเบรียล โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของการเป็นนักศึกษาและนักพัฒนาของท่าน ทำให้เราประจักษ์ในความรู้ความสามารถ ตลอดจนวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในด้านการพัฒนาระบบการศึกษาของสถาบันต่างๆ ในเครือคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทยในส่วนที่ท่านรับผิดชอบอยู่ และวันนี้สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มีความยินดีและภูมิใจเป็นอย่างยิ่งกับภาระหน้าที่ใหม่ที่สำคัญยิ่งของท่าน ในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ…

สืบสาน ABAC สู่ความเป็นสากล World Class University…

“งานโดยส่วนใหญ่จะเป็นการทำงานที่ต่อเนื่องจากท่านอธิการบดีคนเก่าคือ ภราดา ดร.ประทีป ม.โกมลมาศ ซึ่งตอนนี้สภามหาวิทยาลัยได้แต่งตั้งให้ท่านดำรงตำแหน่งอธิการบดีกิตติคุณ คือเราต้องพยายามทำให้มหาวิทยาลัยของเราไปสู่ระดับมาตรฐานสากล หากถามว่าตรงนี้สำเร็จครบถ้วนเมื่อไหร่ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งในการปรับเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีกว่า โดยจะค่อยเป็นค่อยไปตามวิถีทางที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจของมหาวิทยาลัย รวมถึงหลักปรัชญาของคระเซนต์คาเบรียลด้วย ปัจจุบันมีนักศึกษาทั้งจากในประเทศและจากต่างประเทศเข้ามาศึกษาต่อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการเป็น World Class University จึงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม และในระยะ 5-6 ปีที่ผ่านมาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยก็สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกในสาขาวิชาต่างๆ ได้ทุกปี โดยเฉพาะในปี 2002 นี้ สามารถเข้าศึกษาต่อ MBA ที่ HARVARD University ได้ถึง 2 คน และ MBA ที่ MIT ได้อีก 1 คน นั่นย่อมเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของมหาวิทยาลัยว่าได้เข้าสู่ระดับ World Class แล้วนอกจากนี้บัณฑิตของเรายังสามารถเข้าทำงานในบริษัทข้ามชาติ (multinational corporations) ได้เป็นจำนวนมาก สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือการมีอาจารย์ที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะด้านการเรียนการสอนและการวิจัย สองอย่างนี้เป็นของคู่กันต้องไปด้วยกัน ในเมื่อเรามีอาจารย์ที่มีมาตรฐาน มีการเรียนการสอนที่ดีแล้วก็ต้องมีสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยด้วย เราจะอยู่อย่างแออัดเหมือนสมัยก่อนไม่ได้ เราจึงต้องสานต่องานของท่านอธิการบดีคนเก่า โดยมุ่งมั่นให้วิทยาเขตบางนานี้เสร็จสมบูรณ์ให้ได้ ขณะนี้ได้ก่อสร้างไปแล้วประมาณ 40 % ต้องทำส่วนที่เหลือให้เสร็จสมบูรณ์ แต่ก่อนนักศึกษาอยู่ที่วิทยาเขตหัวหมากประมาณ 18,000 กว่าคนในที่ 16 ไร่ มันแออัด ถ้าเรามีพื้นที่บริเวณและสิ่งแวดล้อมที่ดี มีบรรยากาศดี นักศึกษาของเราจะเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ”

สร้างสรรค์บัณฑิต…ให้เป็นผู้มีความรู้คู่คุณธรรม

“เรามีจุดเด่นตรงที่เราใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสื่อสารและภาษาธุรกิจ หลักสูตรของเรามีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น มีเนื้อหาของการบริหารจัดการเป็นพื้นฐานในทุกโปรแกรม พูดง่ายๆว่าเด็กของเราที่จบไปเราจะต้องให้เขาไปเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่ให้แต่ทฤษฎีอย่างเดียว ต้องมีภาคปฏิบัติให้กับเด็กด้วย เรามีการจัดการเรียนการสอนด้านจริยธรรมวิชาชีพ (Professional Ethics and Service Learning) เพื่อสร้างนักศึกษาให้เป็นคนที่มีคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ หากถามว่าที่อื่นมีหลักสูตรอย่างนี้หรือเปล่า ตอบได้ว่ามี แต่สิ่งที่คนอื่นไม่มีคือ เราเป็นมหาวิทยาลัยคาทอลิก คำว่า คาทอลิก ไม่ได้อยู่ทีชื่ออย่างเดียว เรามีผู้บริหารเป็นนักบวช ดังนั้นในบริบทของมหาวิทยาลัยคาทอลิกที่มีผู้บริหารเป็นนักบวชจึงต้องมุ่งเน้นและให้ความสำคัญในด้านศีลธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณในการให้การศึกษาอบรมแกนักศึกษา และในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยในภาพรวมด้วย มหาวิทยาลัยอื่นก็มีหลักสูตรนานาชาติ ตึกอาคารเรียนใหญ่ มีนักศึกษาต่างชาติเหมือนกัน แต่คุณค่า (Value) ทางด้านการเรียนการสอน การสื่อสาร ความสัมพันธ์ต่อกัน มันเป็นคุณค่าทางศาสนาที่เรายึดถือปฏิบัติติดต่อกัน นั่นคือ ศาสนาคริสต์สอนเรื่องความรัก ความเมตตา การรู้จักเสียสละ การรู้จักรับใช้เพื่อนคนอื่น สิ่งต่างๆ เหล่านี้เราต้องพยายามปลูกฝังตัวของนักศึกษา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการเรียนการสอนอย่างเดียว แต่จะเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษาและบุคลากรทุกคน ไม่เกิดเฉพาะในห้องเรียนอย่างเดียว แต่เกิดในทุกขณะและเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในมหาวิทยาลัย”

ABAC สอนให้นักศึกษาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดชีวิต…

“เด็กจะบอกว่า ABAC เรียนยาก เรียนหนัก ทำให้ไม่มีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆ ของมหาวิทยาลัยเลยอาจจะยากอยู่ตรงที่ภาษา เพราะใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง แต่เฉพาะในช่วงแรกเท่านั้นเองที่จะต้องปรับตัว สิ่งที่บราเดอร์เห็นคือ นักศึกษาส่วนใหญ่มีเวลาว่างค่อนข้างมากแต่ไม่รู้จะทำอะไร บางทีเห็นนักศึกษาบางคนนั่งว่างอยู่ไม่ได้ทำอะไร บางคนก็คุยโทรศัพท์บ้าง ซึ่งไม่ได้อยู่ที่เขาไม่มีเวลา แต่ไม่รู้จักจะบริหารเวลาของตัวเองมากกว่า ไม่รู้จักใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด เขาลืมไปว่า “time is money” หรือเขายังไม่ซาบซึ้งในคำกล่าวที่ว่า “time and tide wait for no man” ตรงนี้เป็นจุดที่สำคัญ ถ้าเขาตระหนักในสิ่งเหล่านี้ เขาจะต้องศึกษาและเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาเพื่อพัฒนาตนเอง ความสามัคคีไม่ได้เกิดจากการทำกิจกรรมอย่างเดียว เกิดจากหลายสิ่งหลายอย่างที่ถูกปลูกฝังในตัวของนักศึกษา แน่นอนกิจกรรมเป็นสิ่งหนึ่งที่มาช่วยสอน ต้องถามตัวเองก่อนว่าเรามาทำอะไรในแต่ละวัน ถ้าเพื่อนั่งฟังอาจารย์สอนแล้วก็กลับบ้าน มันก็ไม่เกิดประโยชน์เหมือนกับการเรียนของเขายังอยู่ในระดับมัธยม ตรงนี้

เคยมีใครคิดที่จะทำ เวลานี้ท่านให้หันมาดูภูมิปัญญาชาวบ้าน ท่านยังบอกเลยว่าแปลเป็นภาษาอังกฤษผิดไม่ใช่คำว่า local wisdom ใช้คำสูงไป อาจจะใช้คำว่า local knowledge มากกว่า ทำไมเราต้องนึกว่าชาวอเมริกัน ชาวยุโรปต้องมาสอน ในแง่ของการใช้ภาษา คนไทยอาจจะมีความรู้พอๆ กับคนอเมริกันหรืออาจจะดีกว่า เพราะในแง่ของความรู้ความสามารถนั้นสอนกันได้ แต่ถ้าพูดถึงสำเนียงเราสามารถเรียนรู้จากนอกห้องได้ด้วยการดูข่าวต่างประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น CNN, CNBC, BBC แน่นอนว่าในการที่จะมาเป็นอาจารย์ได้ต้องมีการคัดเลือกว่าสำเนียงเขามาจากระดับนานาชาติหรือเปล่า ไม่จำเป็นต้องเป็นฝรั่งเท่านั้น อย่างตอนนี้ถ้าเราเปิดดู CNN หรือ BBC เราก็จะเห็นนักข่าวหลายคนเป็นชาวเอเชีย ซึ่งเขาสามารถสื่อสารออกมาได้ดี เพราะฉะนั้น ตรงนี้เราอย่าไปทำให้เกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แต่เราต้องหันไปสร้างมาตรฐานในเรื่องระดับการศึกษาของมหาวิทยาลัยเราให้ได้ และธำรงความเป็นชุมชนนานาชาติเพื่อการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพตลอดไป”เขาต้องปรับเปลี่ยนวิถีของเขาให้ได้ เปลี่ยนจากระดับที่เป็นนักเรียน ซึ่งเรียนรู้จากอาจารย์อย่างเดียวมาเป็นนักศึกษาชื่อก็บอกอยู่แล้วต้องเป็นคนที่รู้จักศึกษาค้นคว้าแล้วรู้จักเรียนรู้ตัวเองอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ การเรียนมีหลายแบบ ครูที่ดีต้องสอนให้เด็กยืนบนขาตัวเองให้ได้ ครูเป็นเพียงผู้บริหารจัดการ บั้นปลายแล้วนักเรียน นักศึกษาต้องสามารถเรียนรู้ ค้นคว้าหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้เมื่อเขาต้องประสบ เพราะชีวิตในอนาคตไม่มีอาจารย์อยู่ด้วย ตัวเขาเองต้องเป็นคนสอนตัวเอง ต้องขัดเกลานิสัยตัวเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวของกิจกรรมโดยเฉพาะ หลายคนเข้าไปทำกิจกรรมอาจจะทะเลาะกันก็ได้ ความหมายของกิจกรรมในตัวของมันเองนั้นไม่ได้ขัดเกลาคนเสมอไป แต่มันอาจจะทำไหในทางไม่ดีก็ได้ แต่ถ้าเรามีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลานำความรู้มารวมเข้ากับการปฏิบัติ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะทำให้เรียนรู้มากขึ้น นำสิ่งที่เรียนรู้มาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพยายามปฏิบัติเหมือนอย่างสมัยก่อน เมื่อเราเป็นเด็กเรามักจะไม่อยากแปรงฟัน แปรงฟันแล้วมันเจ็บ แปรงแล้วถูกับเหงือก แต่อีกหน่อยพอรู้ว่าการแปรงฟันเป็นสิ่งสำคัญต้องทำให้ได้ ต้องฝึกหัดจนกระทั่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เราต้องทำให้ติดเป็นนิสัย”

ABAC…สอนให้รู้ถึงการเรียนการสอนแบบนานาชาติ

“หลายคนมีคำถามว่า ทำไม ABAC ถึงไม่ใช้อาจารย์เป็นฝรั่งหมด เราต้องมองก่อนว่าการสอนแบบนานาชาติหมายความว่าอย่างไร อาจารย์ที่เข้ามาสอนต้องมีการคัดเลือก โดยเน้นว่าต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในเนื้อหาวิชาที่จะสอนจริงๆ ด้วยพิจารณาจากวุฒิปริญญา หลักฐาน หลักฐานการศึกษา และสถาบันที่สำเร็จการศึกษา และมีความสามารถในการใช้ภาษอังกฤษสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นฝรั่งเสมอไป เพราะในชีวิตจริงเมื่อสำเร็จการศึกษาไปเราจะต้องสัมผัสและมีปฏิสัมพันธ์กับคนหลายชาติหลายภาษาและวัฒนธรรม ดังนั้น เราจึงเลือกอาจารย์จากหลายชาติมาทำงานร่วมกันโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติสิ่งนี้จึงทำให้ ABAC เป็นบรรยากาศของสังคมนานาชาติ (International Society) ที่มีนักศึกษา อาจารย์กว่า 57 ประเทศมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เราอย่าไปแบ่งแยกว่าอาจารย์มาจากชาติไหน เคยมีสมัยหนึ่งที่คนไทยเรียกว่าบ้าฝรั่ง เราเรียกคนผิวขาวว่าฝรั่ง แล้วเราพยายามพูดถึงฝรั่งว่าเป็นคนยุโรปและยึดมั่นว่า อะไรก็ตามที่เป็นฝรั่งดี แม้กระทั่งผลิตภัณฑ์ของยุโรป แต่ในยุคใหม่เป็นยุคโลกาภิวัฒน์ ถามว่าของที่เราไปซื้อที่ยุโรปเป็นของอะไร ส่วนใหญ่ก็จะ made In China อย่างคอมพิวเตอร์เมื่อเปิดดูชิ้นส่วนข้างในหลายๆ ชิ้นบางชิ้นทำในเกาหลีหรือทำในไทยบ้าง เราไม่สามารถรู้ได้ ทัศนคติเกี่ยวกับฝรั่งว่าดีนั้นฝังอยู่ในตัวของเรา อย่างเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมา ในหลวงท่านทรงตรัสว่าหมากลางถนนของเราทำไมไม่เอามาเลี้ยง พาไปฝึกให้เก่งทั้งๆ ที่น่าจะทำได้ แต่ไม่

ABAC…มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่เอื้อต่อระบบการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ

“คณะแรกที่เราเปิดคือ คณะบริหารธุรกิจ ต่อมาเราก็พยายามดูที่พื้นฐานของทุกอย่างว่ามาจากศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของทุกสาขาวิชา มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการที่จะทำให้คนเป็นคนต้องอาศัยวิชาเหล่านี้ไปช่วย ไม่ใช่คนเราเกิดมาเพื่อมีอาชีพอย่างเดียว หลายคนคิดว่าเรียนหนังสือเพื่อไปใช้หากิน ทำไมถึงต้องมาเรียนวิชาเหล่านี้ เราต้องสามารถสร้างคนให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข เราต้องดูประเทศชาติว่าประเทศชาติต้องการอะไร โลกนี้ต้องการอะไร แล้วประชาชนของเราต้องการอะไร เราได้จัดการเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจมาระยะหนึ่ง และได้เห็นแนวโน้มความต้องการของประเทศในด้านเทคโนโลยีมากขึ้นมหาวิทยาลัยจึงได้เปิดดำเนินการจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจขึ้นในปี 2522 ซึ่งเป็นหลักสูตรแรกของประเทศไทย นับแต่นั้นเป็นต้นมา มหาวิทยาลัยก็ได้ทุมเททรัพยากรในการพัฒนาเทคโนโลยีมาก เพราะฉะนั้นเราจึงได้เตรียมความพร้อมทางด้านการสร้างเทคโนโลยี เรากำลังสร้างตึก IT ที่วิทยาเขตบางนา เราสร้างเพราะเราต้องการส่งเสริมทางด้าน IT มหาวิทยาลัยของเราเป็นสมาชิก (founding member) ของ Internet society แห่งเดียวในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก เราพยายามสร้างทางด้านนี้เพราะมันเป็นหนทางไปสู่ชีวิตที่มีความสุขในการเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวางไม่มีวันสิ้นสุด อย่างเช่น Internet เพื่อให้นักศึกษาหาองค์ความรู้ประกอบการเรียนและบันเทิง อันเป็นการสันทนาการ แต่ต้องใช้ให้ถูกทางเพราะประโยชน์และโทษของ Internet อยู่ที่ผู้ใช้

ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยดูพื้นฐานของเรา ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพื้นฐานทางธุรกิจ เพราะในโลกโลกาภิวัฒน์ เราใช้ภาษาไทยอย่างเดียวคนอื่นที่เป็นชาวต่างชาติก็จะไม่เข้าใจ เราต้องมีการเรียนรู้ภาษาอื่นเพื่อมาใช้เป็นตัวสื่อสารทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน หรือภาษาฝรั่งเศส เพราะฉะนั้นนักศึกษาที่มาเรียนกับเราสามารถอยู่ในโลกธุรกิจได้ ในขณะเดียวกันความรู้ทางด้านธุรกิจ ด้านการจัดการ และความรู้ทางด้านเทคโนโลยี เพื่อนักศึกษาหรือบัณฑิตของเราจะได้อยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ได้อย่างมีความสุข”

ABAC… สร้างเพื่อน สร้างสังคม สร้างธุรกิจ     

“การมี network ที่ดีสำคัญอย่างยิ่ง พูดถึงคำว่า network หมายถึง องค์กรต่อองค์กร นักศึกษาต่อนักศึกษา network ทั้งระดับแนวนอนและแนวตั้ง ดูอย่าง Internet ก็เป็น network อย่างหนึ่ง เราขาดองค์ความรู้เราก็เปิดหาความรู้จาก Internet ดึงมาใช้ประโยชน์ได้ มีเรื่องเล่าว่ามีคนอยู่คนหนึ่งเป็นโรคหนึ่งรักษามาเป็นสิบปีก็ไม่หาย เขาก็ Post ขึ้น Internet แล้วมีหมอท่านหนึ่งอ่านเจอจึงแนะนำวิธีรักษา ปรากฏว่าสามารถรักษาโรคหายได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ปัญหา เรื่องของการทำงานหรือ relationship ต่างๆ ยุคใหม่นี้ต้องอาศัย networking ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการที่เรารู้จักคนหลายๆ คน จะช่วยเปิดโลกทัศน์เปิดมุมมองในการติดต่อสื่อสารในการทำธุรกิจ ไปจนถึงการดำเนินชีวิตประจำวันซึ่งมีศิษย์เก่าและผู้ปกครองจำนวนมากเห็นว่าการที่ได้มา

ศึกษาเล่าเรียนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญนั้นเป็นโอกาสให้เขาหรือบุตรหลานของเขาได้มีโอกาสพบเพื่อนอันจะเป็น network ในทางธุรกิจต่อไปในอนาคต”

ต้องเรียนรู้เพื่อการพัฒนา ต้องก้าวหน้าอย่างมีจริยธรรม สิ่งเหล่านี้จะนำพาเราสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน...

“การที่เราจะประสบความสำเร็จในชีวิตต้องมี 3 สิ่งนี้คือ 1. ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าอาจารย์สอนจบในห้องก็เลิก เราเรียนจบปริญญาตรีเราก็เลิกที่จะเรียนรู้ แต่จริงๆ ไม่ใช่ คนเราต้องเรียนรู้ตลอดเวลา แม้กระทั่งจบไปแล้วก็ต้องเรียนรู้ตลอด ต้องหาหนังสืออ่านเพราะว่า เราจะต้องแก้ไขปัญหาตลอด 2. ต้องรู้จักปรับเปลี่ยน ต้องทันต่อเหตุการณ์ของโลก โลกมันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่เปลี่ยนเราก็จะเหมือนกับช้าง ตอนนี้ไดโนเสาร์มันตายไปแล้ว ช้างกำลังจะเริ่มตายแล้ว เพราะมันเริ่มหาที่อยู่ไม่ได้ ไม่มีอะไรให้กิน จึงต้องมาเดินตามถนนอย่างนี้ ทุกคนต้องสามารถปรับเปลี่ยนให้ทันต่อเหตุการณ์ของโลกให้ได้ถ้าไม่ทันก็จะกลายเป็นผู้แพ้ส่วนใหญ่ถ้าเรามีเทคโนโลยี แล้วเราไม่รู้เราก็จะไปไมทัน 3.จะต้องเป็นคนที่มีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรมในตัวเอง ไม่งั้นโลกจะยุ่งเหยิงไปหมด 3 สิ่งนี้เป็นส่วนที่สำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมีคุณธรรม ไม่อย่างนั้นแล้วศาสนาต่างๆ ก็ไม่มีประโยชน์ มนุษย์เราอยู่ด้วยกันต้องรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด ต้องรู้จักเลือก ต้องรู้จักเสียสละ เราอยู่ในสังคมต้องพึ่งพากัน รักกัน เราต้องเป็นคนเก่งด้วย ดีด้วยและต้องมีสุขด้วย เก่งเพื่ออยู่ให้รอดทันโลกทันเหตุการณ์ ดีด้วยคุณธรรมประจำใจ ความสุขก็จะสถิตอยู่กับเราชั่วนิรันดร์” 

ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ
อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

ประวัติการศึกษา :

พ.ศ. 2540

  • Post Doctoral Studies in Higher Education Management Programme ณ Universities of Warwick and Oxford ประเทศอังกฤษ

พ.ศ. 2538

  •  ปริญญาเอก (การบริหารการศึกษา) ณ Linois University ประเทศสหรัฐอเมริกา

พ.ศ. 2524 

  • ปริญญาโท (การบริหารโรงเรียน) ณ St.Mary’s College of California ประเทศสหรัฐอเมริกา

พ.ศ. 2514 – 2517

  • ปริญญาตรี (Malthematics) ณ Saint Louis University ประเทศฟิลิปปินส์

ประสบการณ์การทำงาน :

1 พ.ย. 2545          

  • ปัจจุบัน อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

พ.ศ. 2537

  • ปัจจุบันรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

พ.ศ. 2544

  • ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมความเป็นเลิศ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

  • ปัจจุบันที่ปรึกษาสภาวิทยาลัยเมืองหาดใหญ่

พ.ศ. 2543

  • ปัจจุบัน อุปนายกสภาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ

พ.ศ. 2541

  • ปัจจุบัน รักษาการคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

พ.ศ. 2517

  • กรรมการสภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

พ.ศ. 2534 – 2537

  • รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

พ.ศ. 2528 – 2533

  • ผู้อำนวยการโรงเรียนเซนต์คาเบรียล

พ.ศ. 2522 – 2526

  • ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญสำโรง

พ.ศ. 2521 – 2527

  • รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ

พ.ศ.2517 – 2520

  • อธิการโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี

พ.ศ. 2510 – 2513

  • ครูสอนประจำ โรงเรียนอัสสัมชัญระยอง

สมาชิกสมาคมวิชาชีพ :

พ.ศ.2543 – ปัจจุบัน

  •  นายกสมาคมเกียรตินิยมการศึกษาแห่งประเทศไทย (PDK)

พ.ศ. 2540 – ปัจจุบัน

  •  กรรมการคณะกรรมการบริหารสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย

พ.ศ. 2544

  • ที่ปรึกษาคณะกรรมการฝ่ายวิชาการของสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย

  • รองประธานคณะกรรมการฝ่ายมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษาของสมาคม สถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย

  • กรรมการพัฒนาระบบการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษาของสำนักงาน รับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.)

  • คณะทำงานเตรียมการจัดการประชุมทางวิชาการของสมาคมสถาบันการศึกษาขั้นอุดมแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำประเทศไทย (สออ.ประเทศไทย)

 

พ.ศ.2540 – 2544

  • ประธานคณะกรรมการฝ่ายวิชาการสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย

  • ผู้แทนสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยในคณะทำงานด้านมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษาของทบวงมหาวิทยาลัย

  • ผู้แทนสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยร่วมกับคณะทำงานแนวทางความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนสมาคมสถาบันอุดมศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำประเทศไทย (สออ.ประเทศไทย)

พ.ศ. 2527 – 2542

  • ผู้แทนสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยในคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน (ทบวงมหาวิทยาลัย)

  • กรรมการคณะกรรมการบริหารสมาคมเกียรตินิยมการศึกษาแห่งประเทศไทย (PDK)

For over 40 years, Reverend Brother Dr. Bancha Saenghiran has dedicated his physical strength and mental powers to fulfilling his duties as a Brother of the St. Gabriel’s Foundation of Thailand. He has developed confidence in his knowledge, talent and vision, thanks to his vast experience working at various institutions operated by the Order. Today ABAC Alumni Association proudly welcomes his recent appointment as President of Assumption University and has requested an interview with him. Here is what he has to say about his visions and his responsibilities.

The establishment of AU as world – class university:

“The duty before me is mainly to continue the work begun by the former Rector, Reverend Brother Dr. Prathip Martin Komolmas, who has, at this moment, been appointed President Emeritus by the University Council. Our mission is to continue to develop our university into a global institution. If anyone should ask at this point when this will be achieved, the answer is that it will take time to effect changes for the better. We must move forward, step by step, in accordance with the university’s vision and mission, working methodically and patiently to realize the philosophy of the Brothers of St. Gabriel. At present we have students coming from within the country and overseas to pursue studies here, and their numbers have been growing steadily. But most of all, we can regard the successes of our graduates as proof of the quality and high standard of our university. In the last five to six years, Assumption University graduates have enrolled in leading universities around the world to study in different fields. In particular, in the year 2002, two graduates have been admitted to the MBA program at Harvard University, and one student at MIT. Besides this, many of our graduates were able to obtain jobs at multinational corporations.”

“AU attaches great importance to the quality of its teachers, the methodology of teaching, learning and research. These go hand in hand. But in addition to attracting qualified teachers, and to providing a good teaching and learning environment, we must improve facilities for our students. It is not possible to continue in the crowded conditions we have at Hua Mak Campus. Where more than 18,000 students were crowded within a 16 –rai plot, we must continue the work of the former Rector to develop the Bang Na Campus. Forty percent of this has now been completed. With more space and better surroundings, our students can achieve quality, knowledge and develop their potential.”

 The education of graduates who possess knowledge and integrity:

“One special characteristic is that we use English as the language of instruction. Our courses are also unique because business management is at the base of every program we teach, and our graduates are trained as managers, with solid theoretical knowledge as well as a practical background. Moreover, professional ethics and community service will ensure that they are graduates with integrity. This may not sound so different from other institutions, but we regard these as unique features of a Catholic university. It means that, in the context of the Catholic university, the administrators must pay attention to morality, ethics and good behavior, all important elements of our education. Other universities are known to have international programs, large facilities and students from overseas, but our values are defined by the Christian concepts of love, kindness, and sacrifice which we, endeavour to instill in our students. The continuous interaction between administrators, faculty, personnel and students, not only in the classroom but in all aspects of university life are significant.”

Teaching students how to learn about new things throughout their lives:

“Students often say it’s hard to study at AU, therefore they don’t have time for other activities, It may be true that studying here is difficult because English is the medium of instruction. But this is only in the beginning when students need to adjust to a new language. However, I often that students are free and don’t know what to do so they simply do nothing or use the telephone a lot. It’s not that they don’t have free time. But they don’t know how to mange their time and use it to their advantage. They forget that “Time is Money,” or simply that “Time and Tide Wait for No Man.” If they learn the importance of time management, they will always acquire new ideas. Unity, for example, is not the result of activity alone, it is the result of many things. Attending classes, and going home, is a basic activity of students and they have known this since high school. But at university level, they have to adjust to life and their ways of thinking, and change from students who learn from teachers, to students who know how to look for knowledge and learn how to learn by themselves. There are different methods of learning how to depend on oneself. The teacher becomes the manager who encourages students to study and look for solutions to problems, because in the future there will be no teacher to stand by them. Students must learn to teach themselves, and adjust their behavior to their surroundings. All these things cannot be learned through specific programs, however carefully they may be chosen. On the contrary, activities often lead to lights and quarrels, and the effect can be adverse to its real aim. But if we acquire knowledge, and apply this to our lives, we have learned and gained something. Simply think of how much we had to adjust when we were young. Nobody wants to brush their teeth because it hurts, but knowing that it is necessary as well as important we keep it up, we adjust, and it becomes a regular habit and a part of our lives.”

The creation of an international teaching learning environment:

“Many people keep asking why AU does not have a faculty entirely of foreigners. In order to answer this question, let us first look at what it means to study at an international level. Faculty at this university is selected according to their expertise in their fields; their educational qualifications and the universities where they have studied; as their ability to teach in English and use English efficiently. It is not necessary to look for foreign teachers only, because in the world arena, graduates will meet with people of various nations and cultures. Therefore, we choose teachers without discrimination. We have a truly international atmosphere here with both teachers and students form some 58 countries. At one time in Thailand we went crazy about foreigners, who were understood to be from Europe, and considered as good as their products. But in this global society, when we buy goods from Europe, they are likely to be made in China, or Korea, or Thailand, but we don’t know it, and believe that everything foreign is good. On December fourth, His Majesty the King suggested that Thai people should breed Thai dogs and train them. Before that nobody ever thought about it. His Majesty also praises Thai wisdom, but the word “local wisdom” should be more appropriately translated as “local knowledge.” Americans and Europeans are competent in their own languages, but Thai people can acquire the skill and the pronunciation of native speakers by practicing outside class, by watching news such as CNN, CNBC and BBC. One thing required of our teachers is international intelligibility. If we watch CNN or BBC we see many Asian newscasters who speak perfect English. Therefore, let us not create false values, but let us look toward to creating a world-class standard of education and to fulfilling the need for knowledge to serve our international community.”

     The development of technology to facilitate the teaching-learning process:

“Our first faculty was Business Administration, and then when we look at the foundation of all our studies, we discern that it is Liberal, an essential part of education if we aim to develop human beings, because we are not born just to work. Some may think that studying means the acquisition of skills to be able to work, but we also need people in society who are able to build a happy and harmonious life. This is what people need, what the nation needs and what the world needs. When Business Administration and Arts had developed to a certain point, the university saw the need for teaching computer management, which was the first course of its kind in Thailand, Since then, the university has concentrated on building technology resources because the world gives so much attention to technology. The construction of the new IT Building at Bang Na campus is proof of the progress we have made with information technology, in particular since we are the founders of the Internet Society, the only one in the Asia Pacific region. Whether IT is beneficial or harmful depends on the user, of course.”

“Language is important at the university, because in an international world we cannot use Thai, For this reason, English, French, Chinese and Japanese are major language courses so that our students can communicate efficiently in the business world. With their background in business, management and information technology, the students can enter the current of globalization without fear.”

Helping to create a network of friends, societies and business:

“A good network is important, such as a network of organizations and a network of students. It works horizontally and vertically. Just like the Internet, which we can hook up if we are looking for information. Students should form a network to consult with each other. There is the story of an ailing person who had been looking for a cure for a long time. Then one day he posted his symptoms on the Internet, and a doctor who read it was able to suggest a successful cure. There may be may such important matters, whether it is a problem at work, or a problem with a relationship. In this age networking is important. It can open up the world for both business and a happy way of life. Both students and parents share the opinion that studying at Assumption University has enormous benefits, for here they will meet friends and create opportunities for future networking.”

 The development of ethics to maintain happiness and success:

“In order to sustain continuous happiness, three things are very important, First, keep learning all the time. The completion of your studies at a certain level is not an ending. Many stop learning after they have obtained their degrees, but in reality, we must keep learning all of the time. We should continue reading and solving problems. Second, learn to adjust. The world keeps changing all the time, so we must keep up with events and adjust ourselves to new circumstances. If we do not change we will be like elephants. The dinosaur is already dead, and now the elephants are in danger of becoming extinct because they are being driven from their habitats. If we cannot adjust we will lose. Also, with technology, if we do not know how to use it , we cannot keep abreast of progress.Third, we must have morality and ethics, otherwise the world will be in trouble. These three things are important, in particular ethics, otherwise religion will be eliminated and life will become meaningless. As men live together they must know what is right and wrong, they must make ethical decisions and be able to sacrifice. In society we depend on each other and must love one another. Then we will be clever and good and happy: clever to survive in this changing world, good at heart and with integrity, so that we will always be happy.” 

Rev. Bancha Saenghiran, f.s.g., Ph.D.
President, Assumption University

Education Background:

 1997 

  •  Post doctoral studies in the Higher Education Management Programme, Universities of Warwick and Oxford, England

 1995 

  •  Ph.D.(Educational Administration), Illinois State University, U.S.A.

 1981 

  •  M.A.(School Administration), Saint Mary’s College of California, U.S.A.

 1971 – 1974

  •  B.S.(Mathematics), Saint Louis University, Philippines

Professional Background:

Nov.1, 2002 – present

  • President, Assumption University

1994 – present

  • Vice President for Academic Affairs, Assumption University

2001

  • Director, Center for Excellence, Assumption University

  • Advisor to the College Council, Hadyai City College

2000 – present

  • Member of College Council, North Bangkok College

1998 – present

  • Acting Dean, Faculty of Communication Arts, Assumption University

1974 – present

  • Member of University’s Council, Assumption University

1991 – 1993

  • Vice President for Student Affairs, Assumption University

1985 – 1990

  • Principal, Saint Gabriel’s College

1979 – 1983

  • Principal, Assumption College Samrong

1978 – 1984

  • Vice President for Student Affairs, Assumption Business Administration College

1974 – 1977

  • Principal, Assumption college Thonburi

1967 – 1970

  • Teacher, Assumption College Rayong

Professional Membership:

2000 – present   

  • The President of Phi Delta Kappa, Thailand Chapter (PDK)

1997 – present

  • Member of the Executive Committee, the Association of Private Higher Education Institutions of Thailand (ZAPHEIT)

2001

  • Advisor to Academic Committee, the Association of Private Higher Education Institutions of Thailand (APHEIT)

  • Deputy Chairman, Education Quality Assurance, the Association of Private Higher Education Institution of Thailand (APHEIT)

  • Member of a Committee for Department of Evaluation Systems of Higher Education. The Office for National Education Standards and Quality Assessment (Public Organization)

1997 – 2001

  • The Committee for State and Private University Cooperation, the Association of Southeast Asian Institution of Higher Learning (ASAIHL)

  • Chief for Academic Affairs, Executive Committee, the Association of Private Higher Education Institutions of Thailand (APHEIT)

  • Member of the Committee for Higher Education Standards and Quality Assurance under the Ministry of University Affairs

  • Member of the Committee for State and Private University Cooperation, the Association of Southeast Asian Institutions of Higher Learning (ASAIHL)

1984 – 1999

  • Member of Academic Development Committee of the Association of Private Higher Education Institutions of Thailand under the Ministry of University Affairs 

  • Member of Phi Delta Kappa, Thailand Chapter (PDK)

 

แหล่งที่มา : ABACA PROFILE (October-December 2002)

38. ภราดาบัญชา แสงหิรัญ นัก (บวช) บริหารการศึกษาแห่งเซนต์คาเบรียล

ภราดาบัญชา แสงหิรัญ 

จะมีเด็กอายุแปดเก้าขวบสักกี่คน ที่จะสนใจศาสนาอย่างจริงจังและเริ่มเลื่อมใสมากขึ้นเป็นลำดับถึงขั้นอยากเป็นนักบวชนั้นคงจะเป็นจุดเริ่มต้นของเด็กชายบัญชา แสงหิรัญ ลูกคนที่ 7 ในจำนวนพี่น้อง 9 คนชาวแปดริ้ว ที่ต่อมาได้อุทิศกายและใจให้กับคริสตศาสนาด้วยการเป็น “นักบวช” ตลอดชีวิตและเป็น “ภราดา” มาครบ 25 ปีแล้วเมื่อปี 2533 ที่ผ่านมา

ณ วันนี้ บราเดอร์บัญชา แสงหิรัญ นอกจากจะเป็นนักบวชแล้วยังเป็นนักบริหารการศึกษาอีกด้วย ในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเซนต์คาเบรียล–โรงเรียนชื่อดังที่มีลูกศิษย์ลูกหาคนดัง ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตหน้าที่การงานอยู่ในหลายวงการ ทั้งแวดวงการเมืองและธุรกิจ 

นัก (บวช) บริหารการศึกษาแห่งเซนต์คาเบรียล

“จริงๆ แล้วเมื่อตอนเด็กๆ ก็ยังไม่ได้คิดจะเป็นนักบวชมากนัก เพียงแต่ว่าทางด้านบราเดอร์ที่สอนอยู่อัสสัมฯ ศรีราชา ที่ดูแลเณรที่จะไปเป็นบราเดอร์นี่ มาพูดอธิบายให้ฟังในทำนองชักชวนว่าใครอยากเป็น บราเดอร์บ้าง แล้วเล่าชีวิตของพวกบราเดอร์ให้ฟัง ซึ่งตอนนั้นก็ยังเป็นเด็กอยู่… เรียนอยู่ในระดับประถมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ เพียงแต่ว่า โอ.เค.ในช่วงเป็นนักเรียนก็ชอบเรียนหนังสืออยู่แล้ว พอเขาชักชวนให้ไปเรียนอยู่ที่ศรีราชา ซึ่งเป็นสถานที่อบรมคนที่จะไปเป็นบราเดอร์ด้วย ก็เลยไปเข้าเรียนในชั้นม.1

เรื่อง : น้ำมนต์ อยู่สกุล ภาพ : สืบพงษ์ สิงหสุต 

ช่วงนั้นก็ปฏิบัติตนเหมือนคนที่จะเตรียมเป็นบราเดอร์ทั่วๆ ไปด้วย แต่การตัดสินใจที่จะบวชเป็นบราเดอร์ยังไม่มี เพียงแต่ได้เห็นพวกบราเดอร์เขาสอนหนังสือ ก็อยาก…คล้ายๆ กับว่าอุปนิสัยนี่ชอบสอน ก็มานั่งคิดดู เอ๊…เราเรียนจบไป ก็ต้องไปสอนใช่มั้ย ก็เลยลองดู เพราะเราถือว่าการเป็นครูเป็นปูชนียบุคคล ก็เลยคิดว่า เราคงจะต้องไปทางด้านการเรียนการสอนแน่นอน”

นั่นเป็นประกายไฟที่ส่องทางชีวิตของบราเดอร์บัญชา แสงหิรัญ กระทั่งมาเข้าเรียนต่อที่เซนต์คาเบรียลชั้นม.7-ม.8 ในสถานะของเณร เรียนหนังสือและกินนอนอยู่ที่โรงเรียน พอถึงวันหยุดบราเดอร์วินเซนต์ซึ่งเป็นผู้ดูแลได้พาไปที่สลัมดินแดง เพื่อสอนหนังสือเด็กที่ยากจน พร้อมกับนำอาหารที่มีอยู่ไปเลี้ยง

“เราก็เลยรู้สึกชอบการกระทำอันนี้ ตั้งแต่นั้นมาก็เลยคิด… ช่วงนั้นพี่ชายก็ส่งเสริมว่า อยากไปเรียนนายร้อยจปร. มั้ย อยากให้ไปเป็นนายร้อย แต่ใจชอบทางนี้มากกว่า ก็เลยเรียนต่อจนจบม.8 จากนั้นทางคณะเซนต์คาเบรียลก็ส่งไปศึกษาความเป็นอยู่และพระวินัยของคณะฯ ที่นวกสถานประเทศอินเดียอยู่ 2 ปี เพื่อดูว่าตัวเองจะมีความสามารถถือกฎระเบียบของคณะได้มั้ย หลังจากนั้นเราเห็นว่าสามารถจะทำได้ จึงปฏิญาณตนเป็นบราเดอร์”

แต่การปฏิญาณตนครั้งนั้นถือเป็นเพียงขั้นแรกแห่งการเป็นบราเดอร์เท่านั้นยังไม่ถาวร เป็นเพียงขั้นทดลองฝึกหัดตนกระทั่งอีก 6 ปีต่อมาจึงได้ปฏิญาณตนตลอดชีวิต นับเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตก็ว่าได้

“การตัดสินใจนี่ต้องใช้เวลา ต้องใช้พลัง ต้องใช้อะไรต่างๆ มาก เพราะว่าชีวิตของเราไม่ได้อยู่กับการเรียนการสอนอยู่กับงานอย่างเดียว มันมีส่วนอื่นที่คล้ายๆ กับเป็นเครื่องให้เราคิดว่า เอ๊… เรามาเป็นบราเดอร์นี่ เรามาเพื่ออะไร คือเหมือนกับเป็นการคิดที่หนักมาก แล้วก็เป็นการตัดสินในด้วยความเป็นผู้ใหญ่แล้วมองโลกแบบผู้ใหญ่

จึงมาตัดสินใจได้ว่า ชีวิตของเราจะต้องเป็นในลักษณะนี้ คือเราจะต้องอยู่กับนักเรียน อุทิศตนให้กับนักเรียน เข้าไปพาตัวของเราเอง และพาเยาวชนไปหาองค์สัจธรรมในชีวิตของตนเองให้ได้”

บราเดอร์บัญชาจบปริญญาตรีเอกคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์จากฟิลิปปินส์ ปริญญาโททางด้านบริหารการศึกษา จากวิทยาลัยเซนต์แมรี่ แคลิฟอร์เนีย ก่อนจะมาเป็นอธิการโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี และรองอธิการมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ (ABAC) กระทั้งปี 2528 ก็มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเซนต์คาเบรียล จนถึงปัจจุบันนับเป็นปีที่ 6 แล้ว “ตอนมาอยู่เซนต์ฯ ใหม่ๆ สิ่งแรกที่คิดก็คือว่า เราต้องศึกษาสถานการณ์ก่อนในเรื่องของการทำงานซึ่งเวลานานพอสมควร เพื่อศึกษาโครงสร้างและระบบของโรงเรียน แล้วดูส่วนที่เป็นหลักขององค์กรก็คือบุคคลซึ่งเป็นส่วนสำคัญมากที่สุด”

สิ่งที่บราเดอร์บัญชาเริ่มต้นก็คือการวางโครงสร้างของโรงเรียน เพื่อสามารถบังคับบัญชาได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมๆ กับการจัดบุคลากรให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่

 
 

 “ระบบของโรงเรียนทั้งหมดที่เราจะต้องดูแลก็คือ หนึ่ง…การบริหารบุคลากร สอง… การบริหารหลักสูตร สาม…การบริหารกิจกรรมเสริมหลักสูตร สี่… การบริหารธุรการ การเงิน และการบริหารอาคารสถานที่ซึ่งเป็นหลักๆ ที่เราจะทำอยู่…
ที่สำคัญคือบุคลากร หลักสูตร กิจกรรม แล้วถ้าถามว่าการเงินสำคัญมั้ย… สำคัญ แต่จะสำคัญย่อย เนื่องจากว่าการเงินของทางโรงเรียนนั้น ค่าเทอมต่างๆ ค่าเล่าเรียนต่างๆ ถูกควบคุมโดยกระทรวงศึกษาฯ เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายจะไม่ต่างกันเท่าไหร่ จะฟิกซ์ตายตัวทุกปี เพียงแต่ว่าเราจะใช้ซอร์สต่างๆ ที่เราได้คือหมายความว่า ทั้งตัวเงินทั้งบุคลากรทั้งอาคาร สถานที่ๆ เรามีอยู่ทั้งหมด ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร”

บราเดอร์บัญชาย้ำว่า ผู้บริหารโรงเรียนต้องมีบทบาทในด้านการเรียนการสอนก้าวหน้าไปได้ ถ้าผู้บริหารไม่เป็นผู้นำทางด้านการเรียนการสอนแล้ว จะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

>“ถ้าถามว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ผู้ปกครองอยากจะนำบุตรหลานมาเข้าโรงเรียนเซนต์ฯ กันมาก…ประการแรกภาพของโรงเรียนที่ปรากฏในสายตาประชาชนทั่วๆ ไปเป็นภาพที่ดี เนื่องจากผลิตผลที่สำเร็จออกไป ตามสายตาประชาชนจะเห็นว่า โรงเรียนเซนต์ฯ นั้นประสบความสำเร็จ ถึงแม้จะเป็นภาพที่เรียกว่ากว้างๆ เพราะว่านักเรียนเซนต์ฯที่จบออกไปนั้น ในเรื่องของนักการเมืองก็เห็นชัดอย่างในคณะรัฐมนตรีปัจจุบันก็มีรัฐมนตรีถึง 6 ท่าน…”

รัฐมนตรี 6 ท่านที่เป็นศิษย์เก่าก็มี พล.อ.เทียนชัย สิริสัมพันธ์ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ โกศล ไกรฤกษ์ รองนายกรัฐมนตรี, กร ทัพพะรังสี รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี และอีก 3 ท่านที่คุมกระทรวงคมนาคมอยู่ตอนนี้ก็มี สมัคร สุนทรเวช ในฐานะเจ้ากระทรวง และรมช.อีก 2 ท่าน ก็คือประทวน รมยานนท์ และสุวัจน์ ลิปตพัลลภ…แถมโฆษกรัฐบาลอีกคนก็ยังไหว–ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล 

“นอกจากนักการเมืองแล้ว นักเรียนโรงเรียนเซนต์ฯที่ประสบความสำเร็จนี่ในแง่ของนักธุรกิจ เป็นอาจารย์ หรือ ในแง่ของการทำงานส่วนตัวล้วนแต่ประสบความสำเร็จเป็นส่วนมาก แต่ถ้ามองภาพให้แคบลงมา เขาต้องมองนักเรียนของเราขณะที่เดินออกไปนอกโรงเรียนมีความประพฤติอย่างไร พูดจากันอย่างไร…

ทีนี้มองแคบเข้ามาในโรงเรียนถ้าเราจะดูวิชาการกันแล้ว ทางด้านหลักสูตรนี่ เราก็บอกแล้วว่า หลักสูตรนั้นเป็นหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ว่าจะอยู่ที่โรงเรียนเซนต์ฯหรืออยู่ที่โรงเรียนใดก็ตามแต่ ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหลวงหรือชนบทก็ใช้หลักสูตรเดียวกัน ไม่ได้มีการแตกต่างกันเท่าไหร่

ทีนี้…ความต่างมันอยู่ตรงไหน เนื่องจากโรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนของคณะนักบวชเพราะฉะนั้นจุดอันดับแรกก็คือผู้ปกครองก็เห็นว่า ทางคณะนักบวชนี่ไม่ว่าจะเป็นคณะซิสเตอร์หรือคณะบราเดอร์นี่ ทำงานอย่างอุทิศกายและใจ เงินต่างๆ ที่เราด้ากผู้ปกครอง เราก็นำมาใช้ให้กับนักเรียนของเราเพราะฉะนั้น ในส่วนนี้เองที่ทำให้ผู้ปกครองมองเห็นในจุดนี้ เพราะผู้ปกครองจะมีความเชื่อมั่นแน่ว่า เมื่อส่งลูกเข้ามาแล้วทางคณะผู้บริหารหรือคณะครูของโรงเรียนเรานี่ จะต้องดูแลลูกของเขาอย่างเต็มที่ แล้วก็อบรมลูกของเขาให้ได้ดีขึ้นมาให้ได้ เพราะเราทุ่มเทเวลาทั้งหมดของเราที่มีอยู่

และอีกเหตุผลหนึ่งที่อาจถือเป็นเอกลักษณ์ของโรงเรียนเซนต์คาเบรียลก็ว่าได้ก็คือ

 

“โรงเรียนของเรามุ่งทางด้านการศึกษามาตั้งแต่เริ่มต้น เพราะในอนาคต…การรู้จักภาษาไทยอย่างเดียวมันไม่พอ ถ้าเราพูดภาษาอังกฤษได้ ภาษาต่างประเทศได้ อ่านหนังสือได้กว้างขึ้น เราจะสามารถติดต่อกับคนได้มากขึ้น โอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตก็จะมีมากขึ้น เมื่อผู้ปกครองมองในจุดนี้แล้ว ก็อยากให้ลูกของตนเองเข้ามาอยู่ในโรงเรียนของ “เรา”

สิ่งสำคัญในวันข้างหน้าอีกประการที่บราเดอร์บัญชาเน้นก็คือ การเข้าเรียนตั้งแต่ชั้นป.1 จนถึง ม.3 เป็นอย่างน้อย จะสร้างความแน่นแฟ้นได้มาก เพราะเด็กเรียนร่วมกันมานาน เมื่อออกสู่สังคมก็จะสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกัน“ชีวิตที่ดำเนินมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้เป็นชีวิตที่เรียบง่าย

แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดในชีวิตก็คือ การรู้จักตน
และรู้ว่าจุดมุ่งหมายในชีวิตคืออะไร”

“กับคำถามว่าเป้าหมายของโรงเรียนคืออะไรนั้น…คือหลักปรัชญาของโรงเรียนเราจะบ่งไว้เลยว่า ส่วนแรกเราเชื่อมั่นว่าคนเราเกิดมาทุกคนต้องมีหลักศาสนาที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว คนไหนที่ไม่มีศาสนายึดเหนี่ยว แสดงว่าเขาไม่มีเป้าหมายในชีวิตของตัวเองเลย เพราะบราเดอร์เชื่อว่าคนเราที่เกิดมาจะต้องแสวงหาองค์สัจธรรมเราต้องรู้ว่า เราเกิดมานี่เกิดมาทำไม แล้วเกิดมาแล้วเรามาทำอะไรกัน แล้วตายแล้วเราจะไปไหนกัน ฉะนั้นเป้าหมายในชีวิต ถ้ามันจบอยู่แค่การดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้แล้วก็มันคงจะไม่มีที่ไปต่อไป เพราะฉะนั้นเราต้องมาศึกษากันดูว่า เป้าหมายของชีวิตคืออะไร เราต้องสอนให้เด็กทุกคนที่เกิดมาแล้ว ค้นพบเป้าหมายของชีวิตให้ได้

บราเดอร์บัญชาเน้นว่า หลักของศาสนาเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องเป็นหลักของศาสนาใดแต่ขณะเดียวกัน 
“จะยึดศาสนาเป็นหลักอย่างเดียวก็ไม่ได้ คนเราจะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องอยู่ที่สติปัญญาด้วย จะต้องพยายามเสริมสติปัญญาเขาให้เป็นคนฉลาด เพื่อที่จะได้ใช้เป็นทางทำมาหากิน และจุดนี้เองที่ได้มีการสอนวิชาความรู้ให้กับเขา แต่ทั้งสองส่วนนี้ต้องไปด้วยกัน จะทิ้งอันใดอันหนึ่งนั้นไม่ได้ เพราะทั้งสองเป็นสิ่งสำคัญ…การอบรมในลักษณะอย่างนี้ทำได้ยากมาก ในขณะที่มันเป็นสิ่งสำคัญมากด้วย”

6 ปีที่เซนต์คาเบรียลโดยการบริหารของบราเดอร์บัญชา ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนนั้น บราเดอร์บัญชาบอกว่า 

“ที่ทำมากที่สุดก็คือการจัดองค์กรให้เข้าสู่ระบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำงาน เรื่องของการประสานงาน หรือเรื่องของการบังคับบัญชา เรื่องการวางโครงการวางแผนของโรงเรียนทั้งหมด และทำงานตามแผน ซึ่งมีการเขียนโครงการล่วงหน้า ส่วนนี้ได้พยายามทำอย่างมากที่สุดเลย แล้วคิดว่ามันอยู่ในเกณฑ์ที่ดีพอสมควร พร้อมกับที่เราพยายามสร้างเกณฑ์มาตรฐานของโรงเรียนเองว่า ขั้นต่ำจะต้องอยู่ขีดไหนเมื่อเรารู้ว่า ขั้นต่ำจะต้องทำขนาดไหนแล้ว เราก็ทำงานพัฒนาให้มันสูงขึ้นไป

เกณฑ์ของเรามีอยู่สองอย่างคือ เกณฑ์ทางด้านบริหาร กับเกณฑ์ทางด้านวิชาการ แล้วคิดว่ากำลังเดินอยู่ในเส้นทางที่วางไว้นั้น อีกอย่างที่บราเดอร์ทำมากที่สุดก็คือว่า พยายามทำให้บุคลากรเข้ามามีส่วนในการบริหาร โดยที่เราไม่ได้ทำงานคนเดียว และในส่วนนี้คิดว่าประสบความสำเร็จ เนื่องจากว่าการทำงานนั้นได้ให้บุคลากรเข้ามามีส่วนในการบริหาร เพราะฉะนั้นการตัดสินใจหลาย ๆ อย่างใช้คณะกรรมการตลอด ให้ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ”

แต่อะไรที่จะเป็นสิ่งบ่งชี้ความสำเร็จทางด้านหลักสูตรการเรียนการสอนนั้นก็ได้รับคำตอบว่า

“สำหรับโรงเรียนเซนต์ฯ ถ้าจะมองความสำเร็จ เราก็ดูที่หลาย ๆ อย่าง หนึ่ง..เราก็ดูจากความสำเร็จทางด้านวิชาการเราเอาอะไรเป็นเครื่องวัด การวัดนั้นจะดูที่เด็กเก่งอย่างเดียวไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันก็วัดได้พอสมควรมั้ย เราดูเด็กของเราเมื่อออกไปแล้ว ถ้าจะดูทางด้านผลของการสอบเข้าเราก็มีผลพอที่จะคุยกับชาวบ้านเขาได้ แล้วก็ไปเช็คดูได้ เด็กที่สำเร็จจากโรงเรียนของเรานั้น สอบเข้าแพทย์ สอบเข้าวิศวะ อะไรต่าง ๆ เด็กของเราก็ประสบความสำเร็จพอสมควร

จะดูทางด้านเด็กของเราที่จบและเข้าสังคมไปแล้ว เราก็ดูผลผลิตของตัวเราเองคนที่ประสบความสำเร็จ เห็นชัดๆ ที่เป็นนักการเมืองก็มี ที่เป็นนักธุรกิจก็มี ที่เป็นนักวิชาการก็มี แต่จะถามว่าอัตราส่วนสักเท่าไหร่นั้น ก็ต้องดูจากที่ใจของเรา สิ่งที่เรามองเห็นที่มันวัดไม่ได้ก็คือ ทางด้านการอบรมสั่งสอนเด็ก ทางด้านการดัดแปลงนิสัยความประพฤติของตัวนักเรียน ตัวสิ่งนี้นี่แหละที่ทำให้เห็นว่า ถ้านักเรียนคนใดคนหนึ่งเข้ามาเรียนในโรงเรียนแล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะมีความรู้ไม่ค่อยดีเท่าไหร แต่เขาสามาถรเอาความรู้เท่าที่ได้ไปดำรงตนอย่างมีความสุขในสังคมได้แล้ว เราก็ถือว่านั่นคือความสำเร็จของเขา”
ปัญหาของโรงเรียนเอกชนที่มีเสียงเรียกร้องกันอยู่มากในขณะนี้เห็นจะเป็นเรื่องค่าเทอม ที่กระทรวงศึกษาฯ ควบคุมอยู่ไม่ให้มีการเก็บเพิ่ม ก็ไม่เว้นแม้แต่เซนต์คาเบรียล

“คือไม่ใช่เฉพาะตัวของบราเดอร์เองที่เป็นคนพูดว่า ค่าเทอมไม่พอ แม้กระทั่งทางคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติยังได้ทำการวิจัยออกมาแล้ว และได้มองเห็นว่าส่วนใหญ่นั้นไม่พอ… เมื่อมองค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนรัฐบาลก็จะเห็นแล้วว่า ค่าใช้จ่ายต่อหัวนั้นมันสูงกว่าค่าเทอมที่เราได้มา เมื่อของโรงเรียนรัฐบาลได้สูงกว่าแต่โรงเรียนเอกชนได้น้อยกว่า ในการบริหารงานทางด้านของประสิทธิภาพย่อมได้น้อยกว่า การที่จะมาส่งเสริมให้เด็กเรียนได้ดีย่อมไม่มี การบริหารงานย่อมเป็นไปได้ยาก ถ้าเทียบกับโรงเรียนของรัฐบาลนั้น ค่าใช้จ่ายในเรื่องของที่ดินในเรื่องของการลงทุนนั้น…ไม่มี เนื่องจากที่ดินมีอยู่แล้ว และงบประมาณก็แยกต่างหากอยู่แล้ว”

ส่วนความเห็นที่ว่ารัฐบาลควรมีนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาของโรงเรียนเอกชนอย่างไรนั้นบราเดอร์บัญชาบอกว่า

“นโยบายของรัฐบาลต้องชัดเจนเพื่อที่ว่าคนที่ลงทุนนั้นควรจะลงต่อไปมั้ย หรือว่า…ควรจะต้องหยุดการลงทุนดีมั้ย ตรงจุดนี้สำคัญมาก… เพราะการลงทุนการด้านการศึกษานั้น เป็นการลงทุนที่การตอบแทนไม่ค่อยมีมากเท่าไหร่ไม่เหมือนกับวงการธุรกิจ ดังนั้นจึงควรจะต้องมีการส่งเสริมกันพอสมควร”

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า เด็กที่จะสอบเข้าเซนต์คาเบรียลนั้นต้องใช้ความรู้ความสามารถอย่างมาก เพราะจำนวนผู้สมัครนับพันนับหมื่นคน ขณะที่โรงเรียนรับได้เพียง 400 คนในแต่ละปี จึงเกิดคำว่า ‘แป๊ะเจี๊ยะ’ หรือเงินกินเปล่า 

“เราจะไม่เรียกว่าเป็นเงินแป๊ะเจี๊ยะเพราะคำว่าเงินแป๊ะเจี๊ยะก็หมายความว่า เราเอาเงินนั้นเป็นการบีบบังคับผู้ปกครองให้ชำระกับทางโรงเรียน แต่ของโรงเรียนเรา เราจะไม่มีการบังคับผู้ปกครอง แต่เราขอให้ผู้ปกครองนั้นช่วยเพราะถือว่าผู้ปกครองที่นำลูกเข้ามาในโรงเรียนนี้ มีส่วนที่จะต้องรับผิดชอบในการศึกษาของบุตรของตัวเอง ถ้าผู้ปกครองอยากให้บุตรหลานได้รับการศึกษาที่ดีแล้ว สมควรที่จะต้องช่วยโรงเรียน เพื่อที่โรงเรียนจะได้นำเงินนั้นไปพัฒนาการศึกษาของลูก เพราะเงินที่เราได้มานั้นผู้ปกครองก็ให้ด้วยความเต็มใจ…และลูกจะต้องอยู่ในโรงเรียนก่อนแล้ว ถึงจะให้เงินกับทางโรงเรียนด้วยความเต็มใจและยินดี”

สำหรับ “โรงเรียนที่ดีที่สุด” ในสายตาของบราเดอร์บัญชานั้น…

“จะต้องดูเป้าหมายของโรงเรียนของเขาว่า ทำไปเพื่ออะไร แล้วเขาประสบความสำเร็จตามเป้าหมายนั้น ถ้าเขาประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่เขาวางไว้ แสดงว่าใช้ได้…

ภราดาบัญชา แสงหิรัญ
(ต่อจากหน้า 116) 

นอกจากนี้ผู้บริหารและครูต้องมีคอมมิทเมนท์ไปสู่ความเป็นเลิศในด้านวิชาการ โรงเรียนต้องจัดทำโครงการต่างๆ สนองต่อความต้องการของนักเรียน เพราะเราถือว่าเป้าหมายหลักคือ…ตัวนักเรียนและจบออกไปแล้วเขาได้อะไร…ทางโรงเรียนจะต้องมีความสามารถสอนเด็กของตนเองให้เป็นคนที่อยากรู้อยากเห็นให้เป็นคนที่อยากค้นพบอะไรใหม่ๆ ด้วยตัวของเขาเอง ถ้าเขาไม่มีเลยในส่วนนี้…จะไม่ดี
ที่สำคัญโรงเรียนจะทิ้งในส่วนของระเบียบวินัย ความมีจริยธรรม ศีลธรรมในตัวของเด็กไม่ได้เลย เด็กบางคนเก่ง… แต่ไม่มีความเป็นระเบียบวินัย ไม่มีคุณธรรมสังคมจะเกิดปัญหา เพราะเขาจะใช้ความเก่งของเขา ความฉลาดของเขาไปโกงชาวบ้าน เพราะฉะนั้น… เราต้องสร้างความมีระเบียบวินัย ถ้าโรงเรียนสามารถทำในส่วนที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ได้ นับว่าเป็นโรงเรียนที่เลิศ”
คราวนี้มามองดูโลกส่วนตัวของนักบริหารที่เป็นนักบวช ซึ่งต้องสละตัวเองให้แก่พระเป็นเจ้า ไม่มีครอบครัวเพื่อปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ …และไม่มีทรัพย์สมบัติเป็นของส่วนตัว ไม่ยึดมั่นถือมั่น สิ่งที่เป็นของตัวเองจะมีก็แต่เพียงเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่เท่านั้น.

“ถ้าถามว่านึกเสียดายมั๊ยที่ไม่มีชีวิตครอบครัวเหมือนคนทั่ว ๆ ไป ไม่นึกเสียดาย แต่อาจจะเป็น…บางช่วงของชีวิตที่มองเห็นเพื่อนฝูงหรือคนที่อยู่รอบข้างเรา เขามีความสุขดี เราอยู่อย่างนี้ทำแต่งาน เพื่อนฝูงเราก็ไม่ค่อยจะมี ก็มาคิดๆ เหมือนกัน…มีอยู่บ้าง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ว่า ใครๆ ก็ต้องมีลักษณะอย่างนั้น เพราะคนในโลกปกติก็อาจจะมองว่า…เอ๊ะ เขาแต่งงานกันแล้วนะ เราทำไมยังไม่ได้แต่ง

แต่เมื่อเราคิดว่า เรามาบวชแล้วมีเป้าหมายอย่างนี้แล้ว เราก็ต้องสละสิ่งนี้ไป คนเรานั้นจะเอาทุกอย่างในโลกนี้เป็นไปไม่ได้ ได้อะไรมาอย่างก็ต้องเสียอะไรบางอย่าง มันขึ้นอยู่กับตัวเราว่า เราจะเลือกอย่างไร” ในแต่ละวันบราเดอร์บัญชาจะตื่นนอนราวตี 5 เพื่อสวดภาวนาซึ่งเป็นการทำกิจวัตรทางด้านของการเป็นนักบวชจนถึง 6.30 น. จึงทานอาหารเช้าแล้วจะเข้าที่ทำงานราว 7 โมง ซึ่งนอกจากจะต้องทำหน้าที่บริหารงานแล้ว ยังสอนนักเรียนชั้นมัธยมปลายอีกด้วย วิชาที่สอนก็คือภาษาอังกฤษ
“ช่วงเย็นก็ออกกำลังกายวิ่งนิดๆ หน่อยๆ บ้าง หรือไม่ก็เล่นเทนนิส พอว่างก็อ่านหนังสือทางด้านโซซิโอโลจี้ หรือบุคคลสำคัญอย่างมหาตมคานธี หรือไอน์สไตน์”
ส่วนปรัชญาการดำเนินชีวิตของบราเดอร์บัญชาก็คือ
“จะทำอะไรก็แล้วแต่ ทำให้ดีที่สุดแล้วพยายามดูเป้าหมายอยู่เสมอ… ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายของการเป็นนักบวช เป้าหมายของการบริหารงาน หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งถ้าเผื่อเราดูอยู่เสมออย่างนี้ เราจะไม่ผิดพลาด ต้องมองดูตัวเองอยู่เสมอ”
“ชีวิตที่ดำเนินมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้เป็นชีวิตที่เรียบง่าย แต่ส่วนสำคัญที่สุดในชีวิตก็คือ การรู้จักตน และรู้ว่าจุดมุ่งหมายในชีวิตมีอะไร ความสุขที่ได้รับก็ต่อเมื่อสามารถทำให้ผู้อื่นมีความสุข และจะรู้สึกไม่สบายใจเมื่อทำให้ผู้อื่นเกิดทุกข์ ความภูมิใจของตนเองมิใช่อยู่ที่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่อยู่ที่สามารถเอาชนะตนเองได้”
และนี่คือบางแง่มุมของนักบริหารการศึกษาผู้ดำรงตนเป็นนักบวช –ภารดาบัญชา แสงหิรัญ แห่งเซนต์คาเบรียล.

 

39. Brother Bancha Saenghirun Headmaster of the School

To commemorate the 70th anniversary St. Gabriel is preparing to construct a new building but this does not mean we just want to accommodate the rising number of students alone. But the first and foremost objective is to increase the quality of tutorials and expand facilities to the students.

If we look towards the 21st century and ask ourselves what are we doing now to prepare these young boys to face such future. The answer is that we must teach them to teach themselves. This means that even when they leave school they will have the skills to learn and make initiatives by themselves. 

We want to see that our boys become mature citizens which means that their thoughts and expressions are rational and constructive as well as forward looking and not near sighted.

Nevertheless, for education to succeed in moulding these youngster to become a responsible member of society the school must also teach them the practical skills which are appropriate. Every effort is being made to ensure that:-

1. Education now must utilize scientific methodology as well as technological data as heuristic aids in order to keep up with the pace of changes.

2. The school as an establishment must know how to react to the negative impact arising from external changes and pass down these skills to their students. 

Apart from the above guiding principles the school is aware of the tutor-students ratio. We want to give as much individual attention to each student as possible.

However, we cannot succeed in this goal on ourselves alone. The school is having to rely a great deal on parental support and the kind assistance of our old boys network. I, therefore, would like to express my sincere appreciation to them all.

St. Gabriel’s College has come a long way. We have struggled through past difficulties and rejoice in the successes of our students. No doubts, the future will bring more obstacles and we must be vigil and courageously face whatever new and unforeseen difficulties that come our way. But remember the saying Labour Omnia Vincit. These words and the principles that they imply will see to it that we succeed in our strive for the betterment of mankind.

แหล่งที่มา : The Made in Thailand [Vol.4 No.23, 1991] 

40. ชีวิตบราเดอร์ ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเอแบค

แหล่งที่มา : นิตยสาร IS AM ARE Vol.130 November 2018

Written Speeches

1. สารจาก ภราดา ดร. บัญชา แสงหิรัญ หนังสือ 80 ปี เจษฏาจารย์ ประทีป มาร์ติน โกมลมาศ ฝากไว้ในแผ่นดิน

สารจาก ภราดา ดร. บัญชา แสงหิรัญ 

หนังสือ 80 ปี เจษฏาจารย์ ประทีป มาร์ติน โกมลมาศ ฝากไว้ในแผ่นดิน  

เมื่อเอ่ยถึง ภราดา มาร์ติน ประทีป โกมลมาศ ทุกคนที่รู้จักท่านจะต้องนึกถึงโรงเรียนเซนต์คาเบรียล และ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) แต่ระหว่างสองสถาบันการศึกษานี้ ท่านจะถูกกล่าวขานมากที่สุดเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เพราะตลอดชีวิตนักบวชในการรับใช้พระศาสนา และการจัดการศึกษาของท่าน ท่านใช้ชีวิตในการทำงานที่สถาบันการศึกษาแห่งนี้นานที่สุด และได้ฝากชิ้นงานสถาปัตยกรรม ปฏิมากรรมและจิตรกรรมอันเป็นอมตะไว้กับแผ่นดินไทย คือ การก่อสร้างมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ ขึ้นมาจากพื้นที่อันเป็นทุ่งนา และการทำการเกษตรที่ไม่มีใครนึกฝันว่าจะกลายเป็นชุมชนการศึกษาที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นสถานที่ศึกษาดูงานด้านการบริหารอุดมศึกษาของประเทศ

ในปีการศึกษา 2556 มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญได้กำหนดจัดงานเฉลิมฉลองให้กับบราเดอร์ มาร์ติน ในโอกาสที่ท่านมีอายุครบ 80 ปี วันที่ 22 ธันวาคม 2556 งานแรกจะเป็นงานที่เชิญคณะสงฆ์ คณะนักบวชชาย หญิง มาร่วมโมทนาคุณพระเป็นเจ้าที่ได้โปรดประทานบราเดอร์ มาร์ติน มาเป็นของขวัญให้พระศาสนจักร คาทอลิกประเทศไทย และเป็นของขวัญให้กับภราดาคณะเซนต์คาเบรียล ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 ตรงกับวันฉลองนักบุญ มาร์ติน เดอร์ ตูรส์ นักบุญองค์อุปถัมภ์ของท่าน และในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2556 จะมีการจัดงานเลี้ยงฉลองแสดงความยินดีต่อบราเดอร์ มาร์ติน อันเป็นการร่วมมือกันระหว่างศิษย์เก่าของสถาบันในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียล

โดยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้าได้รู้จักบราเดอร์ มาร์ติน เมื่อครั้งที่ท่านได้ไปประจำอยู่ที่บ้านฝึกอบรมของยุวชนที่สมัครมาทดลองใช้ชีวิตขั้นต้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ท่านมาช่วยสอนการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ ข้าพเจ้าจึงถือได้ว่าเป็นศิษย์ของท่านตั้งแต่ยังเป็นเด็กอยู่ต่อมาได้พบท่านอีกครั้งหนึ่ง เมื่อท่านเป็นเจ้าคณะเซนต์คาเบรียลแขวงประเทศไทย ท่านนอกจากจะสนใจ ในด้านการศึกษาแล้วยังเป็นศิลปินที่ชอบดนตรี และในพิธีทางศาสนาท่านจะส่งเสริมให้มีการร้องเพลงประสานเสียงในโอกาสต่างๆ

ท่านเป็นผู้มีความคิดยาวไกล และวางแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ พยายามเตรียมบุคลากรนักบวชทั้งทางด้านวิชาการและชีวิตนักบวช ได้ส่งเสริมนักบวชตามพรสวรรค์ที่แต่ละคนมี และตามจิตตารมณ์ของผู้ก่อตั้งคณะฯ ท่านเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เมื่อท่านมอบหมายงานให้ทำแล้ว ท่านให้ความไว้วางใจผู้นั้น พฤติกรรม ความคิด และวิสัยทัศน์ของท่านสะท้อนถึงการมีภาวะผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงและผู้นำที่มีบารมี (Charismatic and Transformational Leadership) ตามที่ Andrew J. Dubrin (2013) กล่าวไว้ทุกประการ คือ ท่านเป็นผู้นำและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เพราะท่านเป็นผู้นำที่มีลักษณะพิเศษและเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงในขณะเดียวกัน มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล (Visionary) มีความสามารถในการสื่อสารให้ผู้คนที่เกี่ยวข้องได้เห็นและเข้าใจในสิ่งที่ท่านได้วาดฝันไว้ (Masterful Communication Skills) และสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมงานเกิดความรู้สึกว่าเราสามารถจะทำได้สำเร็จ (Make Group Members Feel Capable) มีพลังและมุ่งมั่นในการทำงาน (Energy and Action Oriented) มีบุคลิกภาพสุภาพและอบอุ่น (Warmth) โดยท่านใช้วิธีการกระตุ้นให้เราเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายประการ เช่น ส่งเสริมให้ผู้คนเกิดความตระหนัก (Raises People’s Awareness) ให้มองข้ามผลประโยชน์ส่วนตน (Look Beyond Self-interest) ช่วยให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องบรรลุถึงความสำเร็จแต่งตน (Self-Fulfillment) และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง (Need for Change) โดยมุ่งถึงความสำเร็จหรือเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ (Committed to Greatness) และสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน (Build Trust) ด้วยภาวะผู้นำเช่นนี้ จำทำให้มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเจริญก้าวหน้า และมีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ

อันที่จริงแล้วในฐานะของความเป็นนักบวช เรามีโอกาสได้พบปะสังสรรค์กันบ่อย แต่ในการพบปะที่ข้าพเจ้าพูดถึง เป็นการพบปะที่ต้องทำงานร่วมกัน และอาศัยอยู่ใต้ชายคาเป็น Community เดียวกัน ต่อมาข้าพเจ้าได้มีโอกาสมาทำงานร่วมกันเมื่อท่านได้มาดำรงตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และข้าพเจ้ามารับตำแหน่งรองอธิการบดี จากการที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดกับบราเดอร์ มาร์ติน ทำให้รู้จักนิสัยใจคอของท่านพอประมาณ ได้เรียนรู้ความคิดและวิธีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นชีวิตการทำงาน ชีวิตนักบวช ชีวิตสังคม แม้แต่ชีวิตส่วนตน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา การพักผ่อนหย่อนใจ สิ่งเหล่านี้ได้ซึมซับหล่อหลอมและมีอิทธิพลต่อข้าพเจ้ามาก ท่านเป็นต้นแบบ (Role Model) ให้ได้ศึกษาเรียนรู้อย่างน่าสนใจ ในวงสนทนาท่านนำเรื่องที่ท่านอ่านมา หรือเรื่องจริงที่ท่านได้พบเห็น มาตั้งเป็นประเด็นเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอยู่เสมอ ท่านเป็นผู้มีใจโอบอ้อมอารี และเอาใจเขามาใส่ใจเรา ชีวิตของท่านเป็นชีวิตที่น่ายกย่องสรรเสริญ เพราะท่านมิได้ทำคุณประโยชน์ให้กับคณะเซนต์คาเบรียลแขวงประเทศไทยอย่างเดียว ท่านยังช่วยประเทศไทย และช่วยศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทยในรูปแบบต่างๆ กันโดยไม่คำนึงถึงความยากลำบากหรือเหนื่อยยากใดๆ จวบจนบัดนี้ บุคคลที่มีค่าไม่ว่าจะอยู่ไหน ในตำแหน่งใด ก็จะเป็นคนที่มีคุณค่ากับคนที่อยู่รอบข้างเสมอ และนี่ คือ บราเดอร์ มาร์ติน!!

ในโอกาสที่บราเดอร์ มาร์ติน มีอายุครบ 80 ปี ข้าพเจ้าจึงต้องขอบคุณพระเจ้าที่ได้มอบบราเดอร์ มาร์ตินให้เป็นของขวัญอันล้ำค่าให้กับข้าพเจ้า จวบจนบัดนี้ ท่านยังให้คำปรึกษาอยู่ตลอดเวลา ขอพระเจ้าจงอำนวยพรให้บราเดอร์ มาร์ติน จงมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงได้ปฏิบัติพันธกิจของพระเจ้าสืบไป  

ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ

อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

2. Congratulation Message Rev.Brother Bancha Saenghiran, f.s.g. Ph.D. President of Assumption University

Congratulation Message
Rev.Brother Bancha Saenghiran, f.s.g. Ph.D.
President of Assumption University

This year on November 3, 2013 is a special year. The Foundation of Saint Gabriel in Thailand has the privilege of celebrating the Silver Jubilee of Religious lives for our three Brothers: Bro.Chainarong Huadsiri, Bro.Monthol Prathumarach, and Bro.Chamana Laoruckphon. On this very same day, it is also the Golden Jubilee of Religious lives for Bro.Leochai Lavasut and Bro.Amnuay Yoonprayong and special celebrations are being organized to honor them. 

On this special occasion, I would like to congratulate each and every one of our Brothers for being faithful to their promises made in their first professions. Each vowed to have Christ as the center of his life. They have likewise lived with Christ as the center of their lives. The celebration this year is also a time for each to recommit themselves once again to follow the ideals they have adopted and made their own lives dedicated ones of spirituality. At the same time, we give thanks to God for His unfailing love He has unconditionally shared with His servants. The event we celebrate can be considered as God’s very event in that He manifests His fidelity

despite our unfaithfulness. The jubilee is meaningful because we witness in the lives of the celebrants God’s assurance of His endless faithfulness and love. Religious profession is the most significant act of the meeting between God and the individual Brothers who offer themselves to Him and His creation. 

Let us together give praise and glory to God for the journeys our Brothers continue to take in the Lord’s vineyard. We celebrate their Silver Jubilees and Golden Jubilees respectively, today in jubilation and profound thanksgiving for their God-filled lives, striving after perfection. 

May God grant them abundant graces so that they continue to serve Him and the whole humanity in the contents of their lives and in their capacities given by God alone, faithfully. 

Happy Anniversary! 

Rev.Bro. Bancha Saenghiran, f.s.g., Ph.D.
President, Assumption University

3. Au’s community pay homage to His Majesty the King, with the title of the “Teacher of the Land” to honor His Majesty in commemoration of his 84th birthday anniversary.

Wai–Kru Ceremony 2011

John Paul II Sports Center, Suvarnabhumi Campus

Assumption University

June 16, 2011 

Administrators, 

Faculty & Staff members, Alumni,

Student Organization, and Students       

This academic year 2011 marks a special event in the Thai history. It’s the 84th Anniversary of His Majesty the King Bhumibhol Adulyadej. We, members of AU family, have every reason to rejoice. The government has announced this calendar year 2011 to be the year to honor our King in a special.

For us at AU, as we mark the beginning of our academic year with Wai–Kru Ceremony, it is fitting and appropriate for us at this moment to have first Wai–Kru Ceremony for Teacher of the Land. For His Majesty the King is considered to be a great teacher for our lecturers to imitate and all of us here to follow his teachings and model after him. From January 1 to December 31, 2011, Thailand will celebrate the 84th birthday anniversary of His Majesty King Bhumibol Adulyadej.

For Thai, the 84th anniversary is considered an important milestone of life. It’s the completion of the seventh 12–year cycle. It’s special celebration on this occasion. The cabinet, during its meeting on December 21, 2010, endorsed the proposal by the Ministry of Education to present His Majesty the King with the title of the “Teacher of the Land” to honor His Majesty in commemoration of his 84th birthday anniversary.

His Majesty won the title “Teacher of the Land” for several reasons. From the life and work of His Majesty, he has a special interest in education development. He sets himself as a clear example of life–long learning. His royal addresses and writings keep reminding all involved in the importance of learning. Also his royal activities, work plans, and projects aim at demonstrating the solving of problems and at creating learning communities for the development of the quality of life of the Thai people.

(i)Regarding formal education, His Majesty established Chitralada School in 1955, where young royal children, children of courtiers, and children from the general public could study together.

(ii)Having learned about the lack of educational opportunities among disadvantaged children during his visits to rural remote areas of the country, His Majesty has instructed the setting up of schools and has given them support. A total of 104 schools are under royal patronage and guidance.

(iii)His Majesty has granted many scholarships for students wishing to study abroad with the hope that they will work for the country upon their graduation to assist in the development of the country as a whole.

(iv)Concerning non-formal education, His Majesty set up Phra Dabos School in 1975 to provide vocational training in various fields for people who lack the means necessary to enter formal schools. Open to everyone, the project began by providing electronics and radio training at the Royal Household Bureau in Bangkok, and it was later expanded to include radio repair, welding, construction, and electrical skills in its curriculum.

His concept of education involves the roles and duties of educators and teachers. In his view, educators are obliged to “Make good learners,” so that they are able to earn their livelihood and be able to contribute to the country.

In recognition of His Majesty’s dedication development, His Majesty deserves the title of the “Teacher of the Land.”

During his active years, His Majesty travelled to every nook and corner of Thailand to teach the Thai people how to earn their living and how to lead a life of quality. He is very practical in dealing with people. His Majesty taught them theories and put what he taught into practices. This can be seen from His Majesty’s “New Theory,” “Sufficiency Economy,” to mention just a few. He sees the potentials in his people and encourages their development. His Majesty taught people how to develop from both without and also from within. His teaching methodology covers all teaching dimensions, either it be theory, practice, research, and innovation. He integrated them in teaching people to uplift their standards of living for the learning to help themselves. The King moreover goes beyond what is expected. He made follow-ups of all what he engaged with people. He is a prime example of what he taught to them in all aspects of life.

Though His Majesty has been in Siriraj Hospital since September 2009 under the close supervision of medical personnel, yet His Majesty continues to teach his people through his words and work.

His Majesty has a sense of purpose in the teaching of his people. He can make an incredible difference in the life of his people. The Thai people, as the King’s students, are also aware that their teacher care for them and want to teach them, that’s why they are more apt to listen and to learn, for people (students) can sense the heart of this teacher, their King.

As the Teacher of the Land, His Majesty has made impact on the life of his people, He inspires people to reach their aspirations. Many are excellent teachers of subject material of facts and figures, but His Majesty makes a difference in their lives. He is great in the way he teaches and in the way he interacts with people.

His Majesty can achieve this title the “Teacher of the Land” through the path of devotion, the road of sacrifice, listening to people with patience, listening to the heart.

His Majesty has the art of encouragement, trust and confidence in his people. He pursues his goal with determination. He also has the words of wisdom and sometime filled with humors.

     He is a source of inspiration

     a source of joy & peace,

     a source of hope & serenity,

     a source of wisdom.

He is rightly our Teacher, the Teacher of the Land. We all pay homage to His Majesty the King, accepting him as our teacher. We promise to follow his teachings so that our lives will be transformed as proud citizens of the country. We wish His Majesty good health, good rest and long life to live with his students and continue to teach us to become good assets of the country.

In honor of His Majesty, King Bhumibol Adulyadej, Teacher of the Land. 

 On Wai–Kru Ceremony

 at John Paul II Sports Center

 By AU Family

 June 16, 2011

4. Au President’s speech for Wai-Kru Ceremony 2011

Au President’s speech for Wai-Kru Ceremony 2011 

Dear student: 

Wai-Kru ceremony or paying respect to teachers is the Thai tradition which is deeply rooted in the past and is practiced in many professions. For AU, Wai–Kru Ceremony is being conducted at the start of the new academic years. It is held in high esteem and considered sacred because teachers confer knowledge, concentration and wisdom.

There are two parties involved in this ceremony: namely students and teachers. Symbolically, students participating in this ceremony advance to make a request to teachers to accept them as their students. They promise to respect and obey, and follow the instruction and advices given by the teachers. Whatever demands put forward by the teachers, they are ready to follow for their own benefits. With trust and confidence in their teachers, students will do whatever in their power to pursue truth and knowledge. In the process of learning, such disposition of trust, confidence, and respect are essential to personal growth from within and development can take place and flourish in this regard.

On the other hand, teachers accept all of you to be their students. This implies that teachers undertake the responsibility to educate you and to prepare you to be ready for the society and the world in the 21st century. They profess to commit to teaching profession. In the teaching and learning process, commitment, cooperation and collaboration of the two parties are necessary and essential to achieving the goals.

Today, you will have the opportunity to witness good examples from the recipients of the awards for excellent academic performance of the past year. Learn from them, try to outdo and excel them. Your life on campus will be years of formation through different experiences. Engage with people and environment on campus wisely. 

Dear student:

Consider this Wai–Kru Ceremony to be a special event. May the spirit of Wai–Kru Ceremony live on in both our teaching and learning, in our ngagements, and in our daily living.

Allow me to thank everyone who help make this event a meaningful one.

I pray to God to grant you the wisdom to overcome difficulties that may come your way. May He bless all who teach and all who learn. May your minds be always open to the truth and the teaching of teachers with humility.

May God bless you all & thank you. 

  

Wai–Kru Ceremony 2011

June 16, 2011

6. Scholar : AU Graduate School of Education Journal

Welcome Message 

Rev. Bro. Bancha Saenghiran, f.s.g., Ph.D. 

President, Assumption University 

President of the PDK (Thailand Chapter)

Participants

Honored Guests

Ladies and Gentlemen: 

May I first welcome all of you to Assumption University (Suvarnabhumi Campus) in general and to this conference in particular.

I want also to congratulate the Phi Delta Kappa (Thailand Chapter) on its 25th anniversary, being celebrated this year. Truly this organization has initiated great improvement in Thai educational circles and continues to make greater strides of achievement possible for Thai scholars. The organization has been instrumental in improving the opportunities available in Thailand for learning and furtherance of educational opportunity within the Thai context. As a member of an international organization, the Phi Delta Kappa (Thailand Chapter) is also instrumental in continuing and updating the critical linkages between Thai educators and international scholars from a variety of other countries.

In the current situation, with advancement in the domestic arena being so interdependent with learning and skills acquired all over the globe, these linkages assume ever greater importance. By ensuring and furthering the continuation of such linkages, Phi Delta Kappa (Thailand Chapter) plays a critical role in the furtherance of learning of the Thai people. I wish to congratulate and commend the organization on both its twenty-five years of service and its continuing support of Thai scholars.

The topic of this conference is very timely. It deals with ethics and the use of technology in the postmodern era of education. May I draw your attention to three key words, namely, ethics, technology, and postmodern era.

Postmodern Era is the period designated by philosophers, social scientists, and social critics to refer to aspects of contemporary culture, economics and society that are the result of the unique features of late 20th century and early 21st century life. In general, post modernity is the response to society which has evolved from modernity.

Historically, post modernity has been said to have gone through two relatively distinct phases:

(i) The first phase began in the 1950s and overlaps the end of modernity. In this period there was the rise of television as the primary news source, the decreasing importance of manufacturing in the economies of Western Europe and the United States. The era was marked by the emergence of pop cultural styles of music and drama, including rock music.

(ii) The second phase of post modernity is visible by the increasing power of personal and digital means of communication, including fax machines, modems, cable, and eventually high speed internet. This led to the creation of a new economy.

The ability to manipulate items of popular culture, the world wide web, the use of search engines to index knowledge, and telecommunications were producing a convergence which would be marked by the rise of “participatory culture” and the use of media appliances, such as Apple’s iPod

Ethics is a major branch of philosophy, encompassing right content and good life. It’s significantly broader than the common concept of analyzing right and wrong. Many philosophers believe that morality consists of following precisely defined rules of conduct. Plato emphasized four virtues in particular, namely: wisdom, courage, temperance and justice (which were later called cardinal virtues). Other important virtues are fortitude, generosity, self-respect, good temper, and sincerity.

In moral education, we normally stress the importance of developing good habits of character. A central aspect of ethics is “the good life”, the life worth living or life that is simply satisfying which is more important than moral conduct. The truly wise man will know what is right, do what is good and therefore be happy.

Technology. At present, we talk about emerging technologies, like, electric cars, biofuels, artificial intelligence, genetic engineering, anti-aging drugs, wireless communication, nanomaterials, machine translation, to mention just a few. What is of special interest at this conference is the use of the internet. Internet is a network of almost all the computers in the world. You can browse through much more information than you could do in a library. That is because computers can store enormous amounts of information. You also have very fast and convenient access to information. Through email you can communicate with a person thousand of miles away in seconds. There is chat software that enables one to chat with another person on a real-time basis. Video conferencing tools are becoming readily available to the common man. Computers have leapfrogged the human society into another league. It is used in each and every aspect of human life. This revolutionary technology can be indeed either a boon or a bane to the human race depending on the users.

The topic of this conference, involving as it does both the ethical and technological aspects of our current educational environment, gets to the heart of one of the critical challenges of our time. This challenge is how to ensure that our students get the best value and learning experience by using technology while at the same time protecting these selfsame students from the wide ranging and disparate abuses of such technology. It is of this challenge that I now wish to speak. In our globalized current situation the internet and all of its applications from commerce and trade to local and international business, sports, entertainment, investment and even criminal activity of every description, is inescapable. It is not possible nor is it desirable for us to close our eyes to this development, which encompasses every aspect of modern life from the most private to the most public of contexts.

It is imperative, however, that as we embrace the new technologies and work to further the opportunities we can and will create for our students in using them, we remain cognizant of both their limits and their inherent dangers. We know that with these technologies it is now possible, as one example, through research databases, to have at our fingertips vast resources of journals on education, medicine, technological change, industry and spiritual knowledge with only a few strokes of the keyboard. Space conscious institutions like Assumption University may have literally a million or more volumes filled with the latest ideas available in an instant where in the past possibly days or weeks may have been spent searching through stacks in a library to locate information, and even then it would be time bound in a way that research database information is not. Further, by using e-mail and messaging technologies, it is now a simple matter to interact with researchers all over the world who may be engaged in similar projects to our own scholars so that ideas may be compared. We thus have a true synergistic platform available for our usage.

But, as I alluded to earlier, all of these benefits and wondrous advantages, which are clearly very substantial, do not come without possible limitations and costs. While our students can and will use this medium to stay current with rapidly changing knowledge in every field of endeavor, they can also use it to access the latest in pornographic material; the students may use it to hurt other students; some may use it to bully their peers. In the context of public and private education at the elementary, middle and high school levels, it can have and unfortunately will probably continue to be used to instigate violence, even murder, against students and other members of society. Though the internet and modern technology have tremendous potential for the growth and learning of our students worldwide, it is a medium which has inherent limitations and may be subject to tremendous abuse in certain situations.

We, as educators, have both an opportunity and a responsibility, and it is imperative that while enjoying the former, we do not abdicate the latter. Our opportunity is to take the tremendous potential of these new technologies and use them to provide the best in updated learning methodologies for our students; to take this new knowledge and interact with other scholars all over the globe as we work together to find new ways to advance knowledge; to work with students having needs beyond to scope of a normal classroom and find ways to use these technologies to enhance and improve their learning; to serve those in locations not traditionally served by learning institutions, such as jails, remote farming communities or poorer areas; to take the potential of these new technologies and find ways to make them serve the ever changing needs of our students.

Our responsibility is to teach our students about the role of ethics in technology. We need to ensure that our students understand that there is information on the internet that can hurt them if improperly used. Our students need to know that there is unreliable information our there and they need ways of recognizing and identifying such information. Our students need to learn that responsible recreational use of the computer is perfectly acceptable, but that there is a time and a place for such use. They need to be taught where the lines blur and internet use may become internet addiction. Students need ways of identifying the attributes of such addiction in themselves and their peers. They need ways of identifying those who may use the internet to take advantage of them and to know that they have reliable and trustworthy teachers to who they may turn to if something is amiss.

Internet use with the proper supervision is a fabulous opportunity for students which we clearly need to make available and pursue in all of its exigencies. Irresponsible supervision of the use of internet can be destructive to both the psychological and moral fiber of our society, as well as being a physical danger in certain situations.

But we need to go beyond mere supervision into teaching our students to become responsible users of this medium. If we take a typical teenager with limited self-control and maturity who is left to merely follow his or her whims in the use of these technologies, it is clear that there is danger lurking very close by. If the goal is only to have the pleasures available in the 21st century, to enjoy the sensory or visceral pleasures that these technologies may offer, while not taking cognizance of the wider goal or responsibility evident and inherent in their usage, then these technologies can become a double edged sword. The double edged sword, as we know, cuts in the direction we want, and provides us with advantage, but at the same time its opposite blade may cut against us, hurting us. This may happen with these technologies with the teenager referred to above, if not provided with the proper guidance, and, where merited, supervision.

The teenager merely surfs the internet at will, letting what images he or she may come across enter into his or her consciousness, taking these images to be proper representations of society and her or his role in it. Such was the case with the recent tragedy of a teenager brutally savaging and murdering a Bangkok taxi driver after having played the online version of a game in which one of the objectives was ‘carjacking’ or murdering the driver of a car and stealing money and/or the vehicle and its contents. When young people are subjected to these images over and over again without a reflective adult voice to provide guidance, they may begin to make assumptions about what is normal and acceptable in society which have little to do with any real or responsible context. This can lead to irresponsibility, social decay, violence, abusive behaviors and an uncaring, jaded populace.

Our task as educators is to ensure that these technologies are a service and not a detriment to our students and the wider society of which we are all a part. We need to work to ensure that love, integrity and moral purpose form the core of our interaction with our students in the use of these technologies.

We must not shrink from our responsibility in recognizing and alerting our students to the limitations and dangers of these developing technologies. Part of the mission of the Phi Delta Kappa (Thailand Chapter) is to support the development of education for teachers and others in Thai society. In the current environment, this means, in part, developing a concern for and skill in using internet and communications technology in a responsible manner. Students need to learn the manner in which they may use the tools available to them responsibly to facilitate change and improvement in our society. We need to be aware of the National Act on the Use of the Internet which lays out procedures for education including that no pornographic material is to be accessed; the internet is not to be used to lead people astray, for forgery or other illegal activity.

If people are aware of the negative effects of say, an ingredient such as melamine, to use a recent example, then they are much less likely to consume it. The same is true for the internet. I don’t want people to have the impression that I am being alarmist with any of these remarks. This is not the intent: It is simply the case that when we are aware of the limitations and dangers inherent in a situation we are much more likely to take steps to avoid it or to minimize the risks if we should become involved. The same is true for the internet: awareness of the risks and limitations may often be curative in and of itself.

The goal, then, of this conference is to shed light on the unknown, to be a source of light, to prepare the way for our educators, so that in knowing we may be responsible in our actions and interactions with students and the wider community. We can’t just bar our students from using this medium. We must teach our students to use the medium with moral maturity. We need to explain the limits and opportunities, the benefits and the perils, the building opportunity and destructive potential dangers. If educators can guide students in the right way, then these students can step forward, can embrace the opportunity presented with these new and emerging technologies, can bring themselves up to par with development and the needed concern for ethics which is so much a part of all that we do, in education and in life.

My final wish for this conference, with which I would like to leave you this morning, is that it be a great success. I wish that the papers presented at this conference together with the discussion may shed light on our current procedures, and that new findings in methods for education and innovations become a hallmark both of this conference and in the time that follows these proceedings. It is my conviction that further deliberations both here in Thailand and elsewhere will result from and be informed by our efforts here.

7. ถึงเวลาเรียน “สองภาษา”

ถึงเวลาเรียน “สองภาษา” 

ถึงเวลาแล้วที่จะต้อง “เร่งรีบ” เปิดโลกให้แก่เยาวชนไทย ให้สามารถสื่อสารกับโลกยุคใหม่ ที่จะต้องเข้าใจวัฒนธรรม เข้าใจเศรษฐกิจ เข้าใจสังคมของประเทศต่างๆ ทั่วโลก การทำความเข้าใจก็ต้องใช้ “ภาษาต่างประเทศ” เพื่อใช้เป็นสื่อกลาง ภาษาที่ควรให้การสนับสนุนคือ ภาษาอังกฤษ เพราะเป็นภาษาที่ใช้ในการสื่อสารมากที่สุดในโลก ถือได้ว่า เป็นภาษาสากล ดังนั้น จึงต้องส่งเสริมภาษาอังกฤษ ให้แก่เยาวชนไทยให้มากขึ้น 

เนื่องจากความรู้ต่างๆ ถูกบันทึกไว้เป็นภาษาอังกฤษ เมืองไทยยังขาดการแปลเป็นภาษาไทยมาก การรู้ภาษาด้วยตัวเอง จะทำให้มีความคล่องตัวในการอ่าน การค้นคว้าและความสามารถใช้ในการทำงาน การพูด การเจรจา กับคนได้ทุกมุมโลก ที่ทุกวันนี้และในอนาคตจะมีการเชื่อมโยงกันทั้งหมด หากไม่รู้ภาษาอังกฤษที่ดีพอ จะทำให้เสียเปรียบในหลายๆ ด้าน

ทราบมาว่า ทางด้านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนชาติด้านการศึกษา ได้มีการกำหนดที่จะให้โรงเรียนไทย สอนเป็น “สองภาษา” ภายในระยะ 15 ปี ต่อจากนี้ นับเป็นเรื่องที่ดีและน่าสนับสนุนอย่างยิ่ง ที่โรงเรียนต่างๆ ในประเทศ จะได้กำหนดเป็นนโยบาย ที่ชัดเจน

หากสามารถสอนได้ในระดับนักเรียนหรือเด็กๆ แล้ว เด็กจะเรียนรู้และรับได้อย่างรวดเร็ว จึงเห็นด้วยที่จะให้เริ่มสอนตั้งแต่ระดับโรงเรียน หากปล่อยเลยมาจนถึงระดับมหาวิทยาลัยแล้ว จะเป็นการยาก 

สมัยก่อนหน้านี้ ก็เคยมีการเปิดสอนสองภาษามาแล้ว แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองของสงครามเย็นและความกลัวลัทธิการเมือง ทำให้มีการยกเลิกการสอนในระบบนั้นไป นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แต่ยังไม่สายที่จะฟื้นขึ้นมาใหม่อีกครั้งอย่างจริงจัง พร้อมทั้งมีระบบการสอนแบบนานาชาติและระบบการสอนสองภาษาที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อรองรับอยู่แล้วนี่เป็นแนวโน้มและทิศทางของแนวคิดใหม่ทางด้านการศึกษาที่จะต้องมุ่งสร้างขีดความสามารถการแข่งขันให้ประเทศไทยได้ในอนาคต 

สาขาวิชาที่ควรจะส่งเสริม เมื่อมี “ภาษาอังกฤษเป็นตัวนำไปสู่การแสวงหาความรู้” แล้ว แนวคิดใหม่ทางด้านการศึกษาจะสัมฤทธิผลได้ ก็ต่อเมื่อสามารถต่อยอดไปสู่องค์ความรู้ใหม่ๆ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะเป็นฐานไปสู่การคิดค้นคว้าสิ่งใหม่ๆ ต่อไปได้อย่างไม่หยุดนิ่ง 

“ภาษาอังกฤษจะเป็นสื่อในการแสวงหาค้นคว้าความรู้ให้กว้างขวาง”

 ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ

อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) 

แหล่งที่มา คมชัดลึก ประจำวันที่ 24 กันยายน 2551

8. สารจากอธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ การประชุมเสนองานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ยกเครื่องเมืองไทยด้วยงานวิจัยบัณฑิตศึกษา

สารจากอธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

การประชุมเสนองานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 2 

ยกเครื่องเมืองไทยด้วยงานวิจัยบัณฑิตศึกษา  

โลกปัจจุบันอยู่ภายใต้กระแสและความกดดันของโลกาภิวัตน์เศรษฐกิจโลก ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความคาดหวังและความท้าทายใหม่ๆ ได้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาสถาบันอุดมศึกษาก็ได้รับผลกระทบดังกล่าวเช่นกัน สังคมมีความคาดหวังจากสถาบันอุดมศึกษามากมายหลายประการ เช่น การถ่ายทอดวิชาความรู้ที่ ถึงพร้อมด้วยคุณธรรมและจริยธรรมการวิจัยสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อช่วยขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาประเทศและการทํานุบํารุงศิลปวัฒธรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทในด้านการวิจัย สังคมคาดหวังให้สถาบันอุดมศึกษาสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆที่สามารถทําไปใช้แก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญในฐานะสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่บุกเบิกการจัดการศึกษานานาชาติเป็นแห่งแรกของประเทศได้ตระหนักถึงบทบาทดังกล่าวและได้สนับสนุนคณาจารย์ และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาให้ทําวิจัยอย่างต่อเนื่อง เพราะยึดมั่นว่า “สถาบันอุดมศึกษาต้องเป็นปัญญาของสังคม”

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในชุมชนวิจัยของประเทศไทย คือ นักวิจัยมีโอกาสน้อยมากในการเผยแพร่ผลงานวิจัยของตนเองสู่สาธารณะ ทั้งนี้อาจสืบเนื่องมาจากการขาดเวทีที่จะนําเสนอผลงาน จึงทําให้ผลงานวิจัยที่ยอดเยี่ยมหลายชิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญจึงมี ความยินดีที่ได้ มีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเสนอผลงานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 2 นี้ เพื่อเป็นเวทีให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาได้มี โอกาสนําเสนอผลงานวิจัยของตนเองแก่วงการวิชาการและสาธารณชนทั่วไป การประชุมเสนอผลงานวิจัยครั้งนี้ ยังเป็นโอกาสให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาตระหนักถึงศักยภาพของตนเองในการที่จะก้าวไปเป็นผู้นําทางวิชาการต่อไป ขอขอบคุณทุกท่าน ทุกหน่วยงานที่ร่วมจัดการประชุม รวมทั้งผู้ที่เข้าร่วมประชุมทุกท่านขอให้การประชุมครั้งนี้ประสบความสําเร็จตามวัตถุประสงค์ และเป็นประโยชน์ต่อทั้งวงการวิชาการและวิชาชีพต่อไป 

        ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี

        มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

9. คำกราบทูล พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองศ์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ในโอกาสทรงเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550, วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

คำกราบทูล 

พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองศ์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ

ในโอกาสทรงเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา

5 ธันวาคม พ.ศ. 2550

วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

โดย ภราดาบัญชา แสงหิรัญ  

ขอพระราชทานกราบบังคมทูล ทรงทราบฝ่าละอองพระบาท

เกล้ากระหม่อม ภราดา แสงหิรัญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในนามของสภามหาวิยาลัย คณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา ศิษย์เก่า และผู้มีเกียรติ ณ ที่นี้ ต่างสำนึกในพระกรุณาธิคุณล้นเกล้าล้น กระหม่อม ที่ฝ่าพระบาททรงพระกรุณาเสด็จมาทรงเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ในวันนี้

การจัดงานในวันนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงงานหนักอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ของพสกนิกรทุกหมู่เหล่าให้ดีขึ้นในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ยากไร้ด้อยโอกาสในชนบทห่างไกล พระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่นี้เป็นคุณูปการอเนกอนันต์ต่อประเทศชาติเป็นส่วนร่วม ในส่วนของมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย รวมถึงสถาบันการศึกษาต่างๆ ในเครือของมูลนิธิฯ ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีมาทุกยุคทุกสมัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานทุนทรัพย์และรางวัล รวมถึงเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประทานในพิธีสำคัญๆ ของสถาบันการศึกษาในเครือมูลนิธิๆ เป็นลำดับมาจนถึงปัจจุบัน

 การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้ ประกอบด้วยภาพพระราชกรณียกิจที่แสดงถึงพระราชจริยวัตรและพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสยามมงกุฎราชกุมาร พระบาทสมาเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินีนาถ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์แห่งราชวงศ์จักรี ที่ทรงมีต่อสถาบันการศึกษาในเครือของมูลนิธิฯ ตลอดมาตั้งแต่พุทธศักราช 2430 นำมาซึ่งความปลาบปลื้มปีติยินดี เป็นมิ่งขวัญสิริมงคลอย่างหาที่สุดมิได้ นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการทางวิชาการที่แสดงถึงพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงงานหนักตลอดระยะเวลาอันยาวนานเกือบศตวรรษ นับแต่ทรงขึ้นครองสิริราชสมบัติ

ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา เกล้ากระหม่อมในนามของสภามหาวิทยาลัย คณะผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษาและเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญทุกคน ขอตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าจะคิดและทำแต่ความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและผืนแผ่นดินไทยตลอดไป

บัดนี้ได้เวลาอันเป็นอุดมมงคลฤกษ์แล้ว เกล้ากระหม่อมขอกราบทูลเชิญฝ่าพระบาททรงเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและผลงานของนักศึกษา ณ Grand Salon และทรงพระดำเนินไปยังห้อง King เพื่อประทานรางวัลผู้ชนะเลิศการแข่งขันทางวิชาการประจำปี พ.ศ. 2550 และประทานของที่ระลึกแก่ผู้อุปถัมภ์กิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย จำนวน 20 ราย โดยขอประทานพระอนุญาตให้ ดร. วินธัย โกกระกูล ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ เป็นผู้กราบทูลเบิกผู้เฝ้ารับประทานของรางวัล

เมื่อสิ้นสุดพิธีการดังกล่าวแล้ว ขอประทานอนุญาตฉายพระรูปร่วมกับคณะภราดา สภามหาวิทยาลัย คณะผู้บริหาร คณาจารย์อาวุโส คณะกรรมการโครงการเฉลิมพระเกียรติ และผู้ที่ได้รับประทานรางวัล รวมทั้งสิ้น 4 คณะ หลังจากนั้น ขอประทานกราบทูลเชิญเสวยพระสุธารสชาร่วมกับผู้บริหารฯ ณ ห้อง Queen เป็นลำดับสุดท้าย

 ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

10. Opening Address: ACSA Conference

Opening Address: ACSA Conference, March 31, 2007, Hall of Fame 

Dr. Bancha Saenghiran giving the lecture at the Hall of Fame on March 31, 2007 At    Assumption University.

Dear organizers, presenters and participants of this, the first Asian Cultural Studies Association annual conference. First & foremost, allow me to welcome foreign participants to Thailand, welcome to AU & to this Conference:

It is my pleasure to deliver the opening address to this conference which is entitled “New Old Worlds: The Changing Faces of Asia”.

Today, I would like to talk about the themes of this conference by considering the key words in its title: [“new”, “old”, “worlds”, “change”, “face(s)”, and “Asia”.] And I would like to consider the meaning of these terms in the context of a larger important question that I believe is implicit in the title of this conference. The question is, I think: “What is Asia now? What does it look like?” These are two important questions that we as teachers in universities must understand and answer. If we can do these things then we may teach our students not only about the new ideas in business and science, but the old ideas that have made us culturally who we are today.

As you are already aware, we in Asia are in a rapidly changing environment, and this is true not only for our economies and our societies, out also for our universities. As we in the university work to fulfill our mission of helping our societies develop new and effective responses to these changes, we should remember that we do so as part of a dynamic and fluid process. This process must focus on the ways we develop new perspectives on who we are and what we are doing.

The question of new perspectives and what these perspectives will look like, I believe, is central to the continued success of the university in Asia.

To understand what we should be, we also need to look back at what we have been in the past. We need to see what in that past we can use to help us in the future. To understand where we come from helps us to understand where we now are. We should remember our roots and traditions, the things that make us who we are.

These are important for a number of reasons. Without them, we will be rudderless in the sea of changes that may otherwise sweep us away in the increasingly competitive and complex world in which we live. We cannot simply change our face every time we face a new difficulty or challenge. Nor can we attempt to transform ourselves as others may want us to do … at least not without asking ourselves whether we are doing so while remaining true to ourselves.

Instead, we must try to understand that the new technologies and sciences that seem to come predominantly from the U.S. and from Europe, come with their own traditions and multiple pasts. Those in the West understand that vibrant past well and can tap into it so as to adapt themselves and grow within those pasts, those old worlds.

However, we in Asia have our own “old worlds” too. This means that for us here, we have to look not at one old world but at two old worlds: the Western and our own Asian one.

In the West, the term “new world” was first coined by the Europeans to refer to the Americas. Shakespeare has his character Miranda says, “Oh brave new World” in The Tempest. The term seemed appropriate then in the early seventeenth century … the wonder of that new world, the Americas, with its offer of a new start and new opportunities clearly affected the Europeans in their “old world”. But then, we must also remember that Shakespeare’s new world became Huxley’s Brave New World in the nineteen thirties … not a utopia, but a dystopia, a nightmare where unthinking abuses of technology and dehumanized philosophy run amok to the detriment of the society they were originally designed or meant to help.

Is this change in the meaning of the phrase “brave new world” significant? The OLD meaning of hope is transformed into a new meaning: one of despair. A de-humanized world that has forgotten its traditions and reasons for being should not be the world we teach our students to accept.

For us in Asia, we need to ask are we the new “brave new world” as seen from Europe and America? Do we see these new forces of modernity as our own versions of a “brave new world” as Shakespeare saw that world … or as Huxley saw it?

We should also remember that for many, we in Asia are “the new world”. When we look around at our cities and our enterprises, we certainly can understand such a perception. A new world of opportunities and hope, of change and development: that is usually how we look at ourselves. The dynamism and productivity that characterize our own enterprise has already transformed our societies in ways unimagined by those who went before us, by our ancestors. 

Dr. Bancha Saenghiran together with lecturers from the department of English  promotion

attending the meeting to discuse the Shakespeare, Confusion and Huxley.

Would they recognize this new world we have built for ourselves in Asia? If we have successfully managed to preserve our traditions and our roots, if we have successfully defined ourselves in our own, specifically Asian terms, then those who went before us very well may recognize us. But if we haven’t so maintained our face…? Then, I suppose, we would be unrecognizable to our ancestors. They would not recognize our faces now. 

And, equally importantly: if we have forgotten how to look at our old, past life, then we would not be able to recognize heir faces or ourselves in those faces.

Confucius once said “He who by re-animating the Old can gain knowledge of the New is fit to be a teacher” (Analects, II, 11). These words were spoken over 2,500 years ago by a philosopher in Wei, a dukedom in what was not yet China. He seems to have anticipated the theme of this Asian Cultural Studies Association conference by 2,500 years. To make the old worlds new, to re-animate ourselves, to give our past new life: these are the concerns as I understand them of a humanities-based approach to understanding the challenges and opportunities of those studying the world in Asia and who want to understand how we in Asia see things in our world. Without this skill to re-animate our past, we may lack the ability to express who we really re. This mistake could lead us away from the Shakespearean vision of the new world and towards Huxley’s nightmare of that new world.

I just mentioned Confucius. He is what we now call “Chinese”, while many of us in this room are not Chinese. But this need not concern us too much. If we can understand that Confucius’s words still speak to us in the twenty-first century in Thailand, then we have evinced the skill I have already mentioned: we have managed to build a bridge between us and so taken a step along the way to self-enunciation of who we are and, more importantly, who we want to be.

This brings me back to the association, Asian Cultural Studies Association (ACSA), which we have launched here at Assumption University. This association is, I believe, the f?rst of its kind in Asia in that this association seeks to bring together academics and others who practice the liberal arts so that they can dialogue about what it means to be in Asia at this exciting time in our world.

Our Asian faces or identities are multi-faced. To study this quality and to explore what this means to us can best be done in a multi-disciplinary way. The papers at this conference are not from only one field. They come from teachers, philologists, business writers, film-studies students, architects, sociologists etc.

The task as I see it, is to put these many different faces together in a multi-cultural, multi-disciplinary dialogue so that we can see ourselves from many different angles and through many different eyes. By understanding how the Thais, Chinese, Pakistanis, Indians, Singaporeans, Japanese, Koreans, Europeans, and other westerners who are presenting papers at this conference see Asia and its faces, we may come to see ourselves in a “New” way while also insisting on the validity of our own “Old” faces and ways.

By putting these two faces together, we are simultaneously doing something that seems to be characteristic of Asian cultures in general. That is, we are insisting on an understanding of our traditions and cultures in their own terms; we are seeing that our old or past worlds are still with us. They are alive and well. The vibrancy with which these faces and worlds are articulated in conferences and associations such as the ones we are welcoming here today are strong indicators of the good health of our universities and academics 

Dr. Stephen Conlon of the department participating in the discussion on the subject  after

Dr. Bancha Saenghiran has completed the lecture.

here in Asia. This vibrancy is also evidenced, I might add in passing, by the fact that we at Assumption University are also launching today a new journal: the Asian Journal of Literature, Culture and Society. This journal too may become a “new face” in Asia: one that gives voice to the different ways of seeing Asian and its many varied pasts as somehow similar while recognizing the powerful differences or varieties of those pasts and traditions.

If we are to manage how we change ourselves and how we are changed by others, we need to understand how we have changed and been changed in the past and BY that past. That is why conferences, associations and journals such as those I have just been mentioning are important.

Over the past few decades, with the explosion of new ideas and forces of technology and science, we in Asia may have advanced in many spectacular ways. This is testimony to the power of science and the skills of those in Asia to adopt, adapt and change those forces to our own advantage. This is the face of Asia seen by the rest of the world.

But there is another face: the one of the traditional Asia that we have grown up with and which has made us who we are.

This “Old” face of Asia has not as yet received the emphasis it deserves by us … at least not when we compare our emphasis of it with the emphasis we have placed on the more scientific aspects of our cultures and societies. Yet,, if we are to shape all of these new economic and scientific forces to address the issues that are important to us here in Asia, we should try to do so in our own way.

What this “new” way may be has yet to be determined. One may suggest that if it is to be characteristically Asian then it will have a poly-synchronic aspect. What this means is that our way of defining our faces, our pasts and our new worlds will be more than one thing at the same time. In other worlds: there is more than one face to Asia, just as there is more than one Asian face. Against the stereotypes that we may sometimes fall into, we should always try to emphasize the variety of experience and cultures that together comprise Asia. This is the task of the humanities which hopefully have some important things to contribute to the development of the new old faces of Asia along side the images of that world that business, silence and technology have so far given us.

The one thing that such a humanities-based approach offers that is not offered by the sciences is a sense of the past and how our cultures have important things to say to us as we shape our modern world here in Asia. This cultural face of Asia when seen together with the technological face of Asia may be put together so as to express the qualities of Asian learning, thinking and experience in new holistic way. The two faces need to be complementary, not necessarily antagonistic.

The old and the new, the past and the present, Shakespeare / Confucius and Huxley, Confucius and technology, Thailand and China, Japan and India, science and the humanities: all of these permutations are Western and Asian, similar and different. 

Our task as academics working in Asia is to put all of these things together. By doing this we may well define who we are and what we have to say that makes us specifically Asian in this global village. This putting together of things that up to now have all too often been forgotten or even ignored may very well help us to understand better who we really are and what we have to say to each other both here in Asia and in the West.

This new dialogue between cultures in Asia about what it means to be culturally aware of Asian in Asia is yet another aspect of the role of the University as a source not only of traditional knowledge and identity but also of new knowledge and new identities. We must make our own images of ourselves by giving space to those who have other ways of studying themselves and the world.

There is more than one way to do these things. And it is my hope that through conferences such as this and

A group of lecturers discussed Dr. Bancha Saenghiran’s talk after the delivery of the lecture.

through associations such as the Asia Cultural Studies Association, new opportunities are created for understanding and explaining ourselves to each other and to the rest of the world.

It is through such activities as you are about to embark on here today that we may “re-animate the Old” and so gain new knowledge of the past as well as of the new worlds we have developed in modern Asia.

At this point I would like to close my remarks by returning to where I began. Our new and old faces must be put together so that we can see ourselves in our complexity and in multi-sensory, multi-disciplinary ways. We must be open to other faces and cultures. And these cultures should be Asian as well as Western.

If we can do this, then perhaps we will be able to teach our students about what it means to be Asian in this “brave new word” we are making in our own image. We can reanimate the past and change our present by expressing these different qualities of our own societies. This is what fits us to be good teachers. 

But to say this is not to say something necessarily “new”. It has been part of our cultural knowledge for thousands of years. What is new is the way we express this knowledge in our current environments in our universities and societies. Our universities must have at least two faces: the old and the new: the cultural and the technological: the scientific and the humanistic faces of the university as a force for change AND traditions.

To “re-animate” our old worlds through our arts and cultures will make us better understand what we are doing with our new technologies and sciences. We preserve our past by reinvigorating it, re-interpreting it in light of who we are now. In this way, we can be better teachers of both the can be better teachers of both the new and the old.

Honored Guests, Ladies & Gentlemen:

Welcome to Assumption University, where the East and West meet. And in particular, welcome to the first Asian Cultural Studies Association (ACSA) Annual Conference (2007). Wish you every success in this Conference.

May God bless you all and thanking you for listening

 

แหล่งที่มา : ABAC TODAY (Vol. 22 No. 1 January-March 2007) หน้า 11-14 

11. A Review of Programs and Activities

FACULTY SEMINAR 2006 

A REVIEW OF PROGRAMS AND ACTIVITIES 

BY PRESIDENT 

DR. BANCHA SAENGHIRAN   

 A.U. is proud of the success of research conducted by Dr. Churdchai Cheotrakul, Dean of the Faculty of Biotechnology which resulted in the issue of a patent for production of Rice Milk which can be used in the food programme for school children. In the past the programme has cost the Thai government something like 7,000 million Bath annually and this patent is expected to effect substantial savings and also bring about hefty profits to concerned parties. 

Arrangements exist for faculty and student exchange under the Greater Mekong Subregion Project and Assumption University has accepted 2 instructors and 1 student from Vietnam for training and study here. Dr. Jakarin Srimoon has been invited to teach at two Vietnamese universities on a reciprocal basis.

A new Innovation, Creativity and Enterprise Centre (ICE) has been established and its main purpose is to provide focus on research and consultancy services in educational and business fields especially to meet the needs of Small and Medium Enterprises (SMEs) and micro business sectors. The Centre is located on our City Campus at Emporium Tower and its management entrusted to a special committee to oversee its operations.

The National Council for Graduate Entrepreneurial Enterprise (NGCE) from England has sponsored a study through Assumption University with Dr. Vindhai Cocrakul as director of this program. The NGCE believes that higher education institutions play a significant role in the development of entrepreneurial attitudes, aspirations and capabilities in students and that such qualities are essential for graduates in preparing for their careers and employment including self-employment. Dr. Vindhai is making a study of good practices in entrepreneurship development in higher education institutions in the South East Asia region, under a joint programme with NGCE.

The Summit of the Presidents of the Universities of the World is to be held in Bangkok at Queen Sirikit National Convention Centre during July 19-22, 2006.

The 22nd General Assembly of the International Federation of Catholic Universities is scheduled for July 31-August 4, 2006 and the venue of this conference is the Bang Na campus of Assumption University. 

The Summer and Winter Olympic Games (Universiade) is to be staged in Thailand between August 8-18, 2007 and two events viz “Water Polo” and “Volley Ball” will be organised at Bang Na campus. We are therefore trying to complete the upgrading of our international standard swimming pools to be ready for these competitions.

The “World Debate for University Students” will be hosted by Assumption University in 2008 and all preparations are being made to meet the dateline.

There will be the 60th anniversary celebrations of our King’s accession to the throne beginning on June 9 at the Gymnasium of Bang Na under the auspices of the Catholic Education Council with subsequent activities culminating in the birthday festivities on December 5, 2007. The St. Gabriel’s Foundation has set the target of a 10 million Baht contribution to the Royal Development Projects including one million Baht donation from A.U. for which the fund-raising compaign from faculty, staff, students, alumni and families will be launched soon.

In conclusion Bro. Bancha affirmed that he had arranged presentations by lecturers from various faculties and department so that we are aware of what the University is doing and he outlined the following points and issues.

  1. In terms of infrastructure, there are 3 phases, first the basic requirements of teaching and learning, second, the supporting facilities and third, to enhance the life and work of the people employed on campus. In academic area, we are not only trying to modernize and update curriculum but to make innovations and changes so that they are more attractive and acceptable and submit to the Commission on Higher Education through the University Council. In doing this we must be mindful of priorities and datelines.

  2. We have new facilities and programs such as college of Internet Distance Education (CIDE) to provide opportunities to all people to learn and educate themselves-even our drivers and janitors now possess degrees in law or administration.

  3. We must expand research to cover all disciplines and meet the needs and demanads of business and industrial sectors. For this purpose the services of ABAC Poll and RIAU should be utilized as they have necessary facilities and experience.

  4. In view of the globalization process we must have more exchange of students and enable them to visit foreign universities to widen their views and perspectives.

  5. There is need for greater use of technology-teachers and students must operate computers and the internet more often. If hardware, software remain unused large investments are wasted and the machines turn obsolete in a few years.

  6. Regarding entrepreneurship, all our programs are management based to support the spirit of initiative and enterprise. Government wants all higher education institutions to be self-sustaining so we must find ways and means to operate on our own resources without depending on outside support.

  7. Quality assurance principles must be part and parcel of our daily activities and ourlife. There must be improvement in our routines and in our systems based on SAR and the result of our work, our programs shoud show success and progress quantitatively as well as quatitatively. Moving forward and achieving goals are good and desireable but we must also stabilize and consolidate our gains and our position.

 

        แหล่งที่มา : ABAC TODAY (Vol. 21 No. 2 March – May, 2006) หน้า 2

12. A.U. Consolidation in Strategic Planning and Development III

A.U. CONSOLIDATION IN STRATEGIC PLANNING AND DEVELOPMENT III 

APRIL 10-12, 2006 

BANGNA CAMPUS.  

An important seminar on planning and development was organized under the aegis of the Office of Vice President for Academic Affairs, and it was attended by heads of undergraduate and graduate schools and directors and senior executives of various departments and offices of Assumption University.  

Peresident Dr. Bancha Saenghiran speaking on “Overview and Directions”
during the Seminar held at Bang Na campus on April 10, 2006

The President delivered an address entitled “Overview and Directions” and since his talk referred to significant progress and milestones achieved by the university in its activities and policies, it is reproduced in this issue of ABAC TODAY for the benefit if our readers. Other presentations include a speech by Vice President for Academic Affairs, Dr.Visith Srivichairatana,, entitle “From Credo to Attempt and Achievement”, “Quality Assurance Midterm Review 2002-2004 by Dr.Teay Shawyun” of the Centre for Excellence and the following interesting topics of discussions.

  1.  “Instructor and Student Competency Index and One-Year Plan 2006” by graduate and undergraduate schools.

  2.  One-Year Plan 2006 including “Super Ideal Students, Service Learning, Student Development Cordinators” by Resource Institute of Assumption University and Student Affairs Department, “Super Ideal Resource Providers” by representatives from various centres. 

SEMINAR ON AU CONSOLIDATION IN STRATEGIC PLANNING AND DEVELOPMENT III 

Presentation by 

Dr. Bancha Saenghiran 

April 10, 2006 

AU STRATEGIC DIRECTION 2003-2007 

AU Phases of Development 

Phase I: Stabilization (2003-2006)

Every aspect of the university life will be put in proper perspective.

Phase II: Raise the bar of quality (2007-2011) 

Phase III: Attain Excellence (2012-2020) 

Our Achievements (2003-2005)

a) The Quality Assurance System stabilized

  • The University (as a whole)

  • Different units (both academic and supporting units)

 b) The establishment of 6 sets of the University index:

  1. SAR Performance Index (SPI) …2002.

  2. Stakeholders Satisfaction Index (SSI)…2004.

  3. Service Quality Satisfaction Index (SQSI) …2005.

  4. Instructors’ Competency and Effectiveness Index (ICEI)…2006.

  5. Students’ Competency and Effectiveness Index (SCEI)…2006

  6. Resource Providers’ Competency and Effectiveness Index (RPCEI)…2007. 

AU Institutional Mission

  • Services of Humanity

  • Education Excellence The strategic direction for AU towards a balanced approach to “Education Excellence” in the Phase I is defined as:     “Laying and strengthening AU foundation leading to Education Excellence”. 

A Balanced Approach

a) Revenue Mix …

  • a composite of innovative  

AU CONSOLIDATION 

Educational products and services offered,

b) Educational Excellence …

  • a composite of quality students, faculty, curricula, facilities and infrastructure, and

c) Operational Excellence …

  • a composite of the administrative excellence, processes conducive to growth & development and learning of a person…

 Strategic Themes 

     To achieve its Phase I, strategic direction, AU has defined these strategic themes that serve to guide the University towards its vision as follows:

Theme 1: Teaching & Learning

     Creating and strengthening quality in learning and teaching

Theme 2: Academic & Research Achievement

     Furthering quality in academic and research achievement

Theme 3: Services

     Developing stakeholders-University engagement

Theme 4: Resources

     Developing and managing resources 

Theme 5: Core and Support Services

     Improving core and support processes

Theme 6: People 

     Valuing people and creating a high-performing organization

  Theme 1: Teaching & Learning Strategic Goals: 

  1. Create a positive learning environment.

  2. Create curricula meeting highest standards

  3. Programs should develop students’ competency and effectiveness 

  4. Continually improve the quality of our program offerings and their delivery

  5. Develop a system for academic advising that meets the needs of the students and leads to academic success.

 Theme 2: Academic & Research Achievement 

Strategic Goals:

  1. Create a culture of assessment and evidence-based decision making

  2. Develop mechanism to insure that teaching and learning are consistent at an acceptable level

  3. Emphasize on research as means to teaching and services excellence

  4. Initiate interdisciplinary and multidisciplinary research

  5. Graduates and alumni should be recognized leaders in their respective careers. 

 Theme 3: Services 

  1. Develop relationships with various sectors 

  2. Develop closer and effective partnerships with other universities 

 Theme 4: Resources

  1.  Operate according to planning and review processes that drive achievement as set in strategic objectives

  2.  Maintain the University commitment to financial sustainability 

  3.  Provide facilities and infrastructure that supports teaching, learning, and research of the highest quality 

  4.  Identify areas of wasted resources and get rid of them.

 Theme 5: Improve Core and Support Services

  1. Maintain and improve on an annual growth rate of full-time equivalent students.

  2. Create a distinctive international and educational experience for AU students.

  3. Nurture personal and intellectual growth of students by building up community in different areas.

  4. Provide technologies to meet the needs and requirements

  5. Develop or update strategic plan of each unit.

  6. Identify AU traditions & culture, values etc… to create an identity of its own. 

  7. Create a community of service culture.

Administrators and faculty members listening to speeches by President and V.P. Academic Affairs.

Theme 6: Valuing People

  1. Promote higher faculty and student interaction through a clear and open line of communication.     

  2. Focus on Faculty and staff development and performance expectations to maximize the effectiveness of human resources. 

  3. Create environment conducive to teaching, learning and research that support personnel to reach their full potential.

Implementation

  1. Understand the University Strategic Plan 2003-2007

  2. Develop unit’s five year Strategic Plan and one-year Action plan.

  3. Align your five-year and one year Plan on the following inputs:

  • AU Strategic Plan 2003-2007.

  • Unit’s SAR and Internal Audit Reports of 2002-2005.

  • Unit’s existing annual reports.
 

        แหล่งที่มา : ABAC TODAY (Vol. 21 No. 2 March – May, 2006) หน้า 15-16

13. Faculty of Education International Conference on Quality Educational Leadership: A Partnership of East and West

FACULTY OF EDUCATION INTERNATIONAL CONFERENCE ON QUALITY EDUCATIONAL LEADERSHIP:

A PARTNERSHIP OF EAST AND WEST 

The International Conference on “Quality Educational Leadership: A Partnership of East and West” was organized by the Faculty of Education, Assumption University in collaboration with the University of Wollongong, Australia during 25-26 November 2005 at Bang Na Campus. This conference was a remarkable academic event in the history of Faculty of Education as the theme and the focus areas of the conference were relevant in the era of Globalization. The participants and the keynote speakers from Australia, United States of America, New Zealand, India, Thailand, Singapore, Philippines, Myanmar, Vietnam and United Kingdom have really made the conference intellectually stimulating and academically enriching.

On the opening session of the two-day conference, Rev. Br.Bancha Saenghiran, President of the Assumption University welcomed all the delegates and called for team-work to make a real difference in Education by preparing our students to maximize their creative power to compete and lead in the global society. He quoted the Irish poet W.B Yeats, “Education is not the filling of a pail, but the lighting of a fire” and requested the academic fraternity to spend more time on inspiring and igniting the minds of students by making learning a life long process. He also stressed the importance of inculcating moral values in students to make them responsible members of the society. Br. Bancha highlighted the quality leadership in educational institutions as the need of the hour.

President Dr.Bancha Saenghiran giving the welcoming speech while sharing the podium With Khun Abhisit Vejjajiva, Leader of Democrat Party at Bang Na campus on November 25 during the Educational Leadership Conference.

Khun Abhisit Vejjajiva greeting President Emeritus Dr.Prathip Martin Komolmas after accepting the bouquet of flowers from President Dr.Bancha Saenghiran at the opening ceremony of the Conference on Educational Leadership.

President Dr.Bancha Saenghiran and Vice Presidents Dr.Visith Srivichairatana and Dr.Srisakdi Charmonman conducting Khun Abhisit Vijjajiva around Bang Na campus on November 25, 2005

H.E Abhisit Vejjajiva, Leader of Democrat Party, in his opening remarks highlighted the emerging issues and challenges in Education and the reforms that are being implemented in Thailand over the years. He emphasized on the political commitment for quality education and mentioned that peace and prosperity are necessary for any progressive society and education has a major role to play in this regard. Educational institutions need to design a learning process by keeping in mind the dynamic nature of society and plan strategies to make the realistic plans into effective programmes by involving all the stake-holders of education to build an harmonious nation which is pluralistic in nature. 

Dr Narottam Bhindi, in his keynote address titled “Educational Leadership in culturally diverse contexts” mentioned that the educational system is facing considerable turbulence, reform and debate about, ideology, quality, relevance, delivery, access and costs. Globalization has made avenues for cross border and cross-cultural educational contexts. Leaders operating in such contexts need to address at different key challenges namely, understanding contextual complexities, cultural relativism, acculturation adaptation, managing conflict and harmony and developing cultural savvy. Culturally sensitized leaders are better equipped to deal with the complexities of cultural diversity than those who aren’t. It was also argued that while human behavior, leadership and management practices were substantially culture bound and therefore they need to be harmonized with humanistic, ethical and moral values as core elements, which cut across all cultures, the way of living and pulsating testimony, symbol and explanation of who we are and why we are and what we are.

Prof.Dr. Terry Burke from University of Wollongong Australia, Dr.Ediberto C De Jesus, Director of SEMEO Secretariat, Dr.Jintavee Monsakul presiding over the Educational Leadership Conference at Bang Na campus on November 25, 2005

Acommemorative photo with Prof.Dr. Kriengsak Chareonwongsak, President of Social Science Association of Thailand, Dr.Methi P. and participants during International Leadership Conference on November 25, 2005

The two-day conference focused specifically on the themes such as Integrating IT for Educational Leadership, Educational Leadership for Lifelong Learning and communities of learners, Leadership for student centered learning, Leadership for student centered learning, Leadership in curriculum and instruction and building leadership skills through effective communication.

Prof. Srisakdi Charmonman, the vice president and CEO of College of Internet and Distance Education, Assumption University presented a worldwide scenario on Information and Communication Technology in Educational Leadership. He highlighted that the IT can be of great use in every aspect of Management in education; curriculum development, delivery, assessment, data management, information management and student welfare services. He is of the opinion that every education institution must make use of IT potentials and develop quality education system. Prof. Lee Bu Sung from Singapore elaborated how virtual classrooms and international networking of institutions are working effectively in collaborating teaching, research and development activities. E learning and its potentials were thoroughly discussed and provided best collaborative practices in Singapore, United States of America and other developed countries.

Dr. Ediberto from SEMEO raised the social, cultural and political perspectives of life long learning and called for the concerned efforts and leadership for lifelong learning. Dr. Jintavee’s presentation focused on the potentials of ICT for promoting life long learning and also highlighted the community of virtual learning contexts. Prof. Kriengsak Chareonwongsak proposed a model of specialized universities to improve the quality of higher education in Thailand. He advocated for the transformation of higher education in Thailand from comprehensive Model to specialized university system to promote quality of research and teaching for excellence.

Prof. Deanne Magnusson, University of Minnesota, USA delivered a keynote on the leadership for student centered learning by elaborating on current practices and successful experiences of United States of America. The session on Leadership for Curriculum and Instruction focused on the different curriculum practices in Thailand namely British curriculum, American Curriculum and Thai curriculum. The presentation stressed the importance of context-based curriculum implementation in schools to promote quality education and thereby meet the demand for instructional leadership.

Dr. Maria Bamforth emphasized on the need for developing leadership skills among educational leaders to make things happen in the organizations. She advocated the assertive leadership qualities necessary for quality educational leaders. Dr. K. Pushpanadham, focused on the persuasive communication and demonstrated how organizational communication needs to be structured to make things easier and to avoid misunderstanding and develop collegiality. Dr. K. Pushpanadham was of the opinion that the quality educational leaders must be assertive and practice healthy organizational ethos through persuasive communication. Communication is lifeblood of any organization to perform the four fundamental activities such as envision, enable, empower and enact. If leadership is to influence people in the organization, it has to follow persuasive communication models.

Apart from the keynote presentations, there were about 25 paper presentations on various themes of the conference. Participants had discussed the ideas presented by the speakers thoroughly and made the conference an intellectual brainstorming event. Prof. Methi Pilanthananaod, Dean, Faculty of Education and the Director of the International conference proposed in his closing remarks that Leadership is the energetic process of getting people fully and willingly committed to a new and sustainable course of action, to meet commonly agreed objectives by having commonly held values. People do not need the intricate directions, time lines, plans, and organization charts. These are not how people accomplish good work; they are what impede contributions. But people do need a lot from their leaders. They need information, access, resources, trust, care, love and follow-through. Leaders are necessary to foster experimentation, to help create connections across the organization, to feed the system with rich information from multiple sources-all the while helping everyone stay clear on what is agreed and what must be accomplished. Dr Methi thanked all the participants for their co-operation and students for their active involvement in organizing the conference. Associate Professor Dr. Kitima Preedeedilok coordinated this conference with her team of students and the faculty staff.  

 

Contributed by

Dr. K. Pushpanadham

pushpandham@yahoo.

  

แหล่งที่มา : ABAC TODAY (Vol. 20 No. 6 December, 2005) หน้า 8-10

14. PRESIDENT DR. BANCHA SAENGHIRAN’S 5TH CYCLE BIRTHDAY CELEBRATED “FROM SPLENID FIFTH CYCLETO GLORIOUS SIXTH”

PRESIDENT DR. BANCHA SAENGHIRAN’S 5TH CYCLE BIRTHDAY CELEBRATED 

“FROM SPLENID FIFTH CYCLETO GLORIOUS SIXTH” 

When the clamor from friends, faculty, staff and students for a fitting ceremony gradually grew loud and insistent the President relented and authorized the celebration of the Holy Mass at Chapel of St. Louis Marie De Montfort and a dinner reception at Grand Hyatt Erawan Bangkok on July 7, 2005. As Bro. Bancha continues to be in excellent health, enjoying finely tuned mental faculties and robust spirituality the next decade will bear witncss not only to his brilliant performance as rector and administrator but also to manifestations of sublime thinking and profound cogitation resulting in enhancement of educational goals and paradigms. May the hopes and expectations of his compeers and confreres be fulfilled.

Chairman of the University Council, Bro. Sakda Kitcharoen and President Emeritus Bro. Martin Komolmas,

join in crooning birthday songs for Bro. Bancha at Chapel of St. Louis Marie De Montfort on July 7.

Dr. Bancha Saenghiran accepting the portrait of Holy Father Pope Benedict XVI from Provincial Superior

Bro. Sakda Kitcharoen which was flown in from the Vatican as a special birthday gift.

H.E. Bishop John Boseo Panya Kitcharoen and priests celebrating Holy Mass during the birthday ceremony

all Chapel of St. Louis Marie De Montfort on July 7.

President Dr. Bancha Saenghiran acknowledging the gifts, felicitations and the presence of friends, faculty,

staff and students during birthday celebration staged at Chapel of St. Louis Marie De Montfort on July 7.

Prisident Dr. Bancha Saenghiran cutting the cake while friends and confreres clapand applaud

during his 60th birthday celebrations at Grand Hyatt Erawan on July 7.

แหล่งที่มา : ABAC TODAY (Vol. 20 No. 3 June-July, 2005) หน้า 6

15. Theme ICT in Education for Higher Learning Excerpts from Programme

ANNUALL FACULTY SEMINAR 

May 24-25, 2005

Theme

ICT in Education for Higher Learning

Excerpts from Programme

 

May 24, 2005

 08:30 – 09:50  “The Challenges and Our Future” By Rev. Bro. Bancha Saenghiran, President

10:10 – 11:30   “Compensation Scheme” By Rev. Bro. Prathip M. Komolmas, President Emeritus

12:50 – 14:50  “Using IC Technologies to Improve Education” By Representative from Pearson Education

15:10 – 16:40  “Management in the Era of FTA” By Rev. Bro. Visith Srivichairatana, Vice President for Academic Affairs 

May 25, 2005

08:30 – 10:00  “University Facilities Supporting Interactive Learning” By Prof.Dr. Srisakdi Charmonman, Vice President for Information Technology

10:30 – 12:00  “Introduction to Moodles: The Key to Interactive Classroom” By A. Sudsung Yutdhana, Naresuan University

13:00 – 14:30  Faculty Meetin I : Creating Interactive Contents 

15:00 – 16:30  Faculty Meeting II: Creating Interactive Contents (Cont.)

 

President Dr. Bancha Saenghiran giving his discourse on “The Challenges and Our Future”

during the Annual Faculty Seminar held at Bang Na campus on May 24, 2005.

President Emeritus Dr.P.Martin Komolmas speaking on the new “Compensation Scheme”

for faculty and staff at the Bang Na on May 24.

V.P. for Academic Affairs Dr. Visith Srivichairatana speaking on “Organization Management

for Survival in the Free Trade Era” at Faculty Seminar on May 24.

 The Challenges and Our Future 

“ICT in teaching & learning at the level of higher education” 

By Dr. Bancha Saenghiran, President

Work environments of the 21st century place people in an information- rich world. New technologies and new information come to people everyday. People need to deal with the changing environment in order to live well in the world. The traditional division of a lifetime is not appropriate for the current and the future education people.

The Challenges and Our Future.

The current education units still are lecture-dominated and curriculum-dominated. They do not facilitate cultivating the students to learn the learning skill in their future lives.

In the information age, the knowledge and competencies are becoming major components of competition between countries, business companies, and individuals.

  • Before we start discussing about information and communication technology in education, I want to lay some groundwork concerning the challenges we are facing at three levels, namely, global, national, and at the level of higher education.

     At the global level, .…

     At the national level, .… and ….

     At the level of higher education, ….

     In 1995, the European Commission catalogues three “factors of upheaval” that are destabilizing society:

  • the impact of information society, 

  • the impact of industrialization, and 

  • the impact of the scientific and technical world.

In reality…………

What are the forces that drive change in our society and our world?

  1. the globalization of commerce and culture,

  2. the lifelong educational needs of citizens in a knowledge-driven, and global economy …

  3. increasing diversity of our population and the growing needs of under-served communities,

  4. the exponential growth of new knowledge and new disciplines,

  5. the compressed timescales and nonlinear nature of the transfer of knowledge from campus laboratories into commercial products.

  6. And the rapid evolution of information and communication technologies which obliterate conventional constraints of space, time, and monopoly and drive rapid, profound, and unpredictable change in our world.

 Changes

The good times before 1997 made everyone rest as if the peaceful world and a prosperous economy would remain forever.

Out over the horizon, these could well be a tsunami of economic, social, technological, and market forces building to heights that could sweeps over higher education before we had a chance to respond. 

Like every other social institution, education has undergone many changes over the past few years: “globalization, the emergence of the knowledge economy and lifelong learning have been among them.”

Understanding these changes and some of the forces that have generated them is important to everyone involved in education and human resource development.

 The focus on change

It is commonplace nowadays to say we live in changing times. This is most obvious in science and technology – information technology in particular. But we cannot really separate technical from social change and the political, economic and cultural changes that accompany it. New technology brings changes in the nature of work, communication, family, community, and especially lifestyles.

 Characteristics of modern societies 

  • “modern” period usually refers to the period beginning with the “Enlightenment” in 18th century Europe, through Industrial Revolution and the beginnings of the nation-state until nearly the end of the 20th century.

  • Societies were characterized by order, stability, a belief in sciences and progress, shared values and cultural styles, and so on.

  • Modern education systems originated in societies based on the application of science and technology.

  • What kinds of developments are replacing the old social order of stability, confidence and progress with a world of risk, illusion and ambiguity and bringing a post modern society into existence.

 The new conditions call for replacing education with new and different concepts of learning.

  • Although the structure of education remains, the social conditions we have described as modern are changing beyond recognition. Among the most important changes are:

 

 แหล่งที่มา : ABAC TODAY (Vol. 20 No. 2 April – May, 2005) หน้า 1-2

16. Understanding conflict and approaching peace in Southern Thailand

Presidential Address

Rev. Bro. Dr.Bancha Saenghiran f.s.g. 

President, Assumption University

 

        Honored guests, aistinguished participants, faculty and students: 

        First and foremost, let me welcome all of you to Assumption University and to this seminar in particular. 

In the long history, mankind has always been trying to find peace. Yet, peace seems to be elusiye, defying all our efforts to achieve it. According to historical records, wars usually take the form of a series of military campaigns between two opposing sides involving a dispute over sovereignty, territory, resources, religion, or ideology, amongst other issues. Wars seem as old as human society, and they certainly featured prominently in our recorded history. Many tribal societies engage in internecine strife. and warfare and it is typical for such groups to maintain warrior castes or militias.

Technology has played a role in the evolution of warfare. Inventions contribute to advances in different fields, but modern technology has greatly increased the potential cost and destructiveness of war.

Though at present there is no open or declared war, yet you can see eruptions and outbreaks or hostilities, such as bombings, shootings and other forms of violence in many parts of the world. The instances of belligerence, terrorism, of killings and shootings are too many and too widespread to be cited here. But the uprising in the southern part of Thailand , in provinces such as Pattani, Yala. Narathiwat is much closer to horne and the need to restore peace and harmony to the wartorn areas is an urgent necessily.

 Causes of War

If we include conflicts in the delinition of war then disruptions of peace can be observed in many parts of the world. Causes vary depending on location, parties involved and other circumstances. The parties either perceive immediate threat to sovereignty or they may have differences or grievances, an immediate need for essential provisions for survival (such as food, water, and other resources) or a long standing hatred between nations that has built up over a number of years. Religious disputes and ideological differences can also cause wars. We have also seen wars caused by some nations pursuing policies of global domination.

In the modern items we have seen wars launched in pursuit of new markets, of natural resources, and of wealth. In many cases wars serve the interests of the wealthy, the feudal lords or the nobility. Some social activists argue that materialism is the supreme cause of war. According to Malthusian theory, wars are caused by expanding populations and limited resources.

Whatever should be the causes of war, the effects of war are unprecedented casualties and destruction across the theatres of conflict. When asked what kind of weapons would be used to fight World War III, the physicist Albert Einstein replied:

         “I know not with what weapons World War III will be fought, but World War IV will be fought with sticks and stones.”

Peace is commonly understood to mean the “absence of hostilities”. Other definitions include freedom from disputes, harmonious relation and the absence of mental stress or anxiety, as the meaning of the word changes with context. However, there are others who would say that the absence of hostilities would refer to only those hostilities which are evident and that true peace only derives from the mind of each individual. A person’s conception of “peace” is often the product of culture and upbringing. Based on realization that independence, freedom and justice is inherent to all nations, peace can be achieved when a nation fulfills its duty to choose, live and respect others.Many believe that peace is more than the absence of certain social maladies. From this perspective, peace requires not only the absence of violence but also the presence of justice, as articulated by world lenders like Mahatma Gandhi and others. Much more broad visions of peace than a mere “absence of war” or even a “presence of justice” require to be framed. Peace does not necessarily have to be something the humans might achieve “some day”. Peace must be made an essential condition for humanity- – so that we can create and expand it in small ways in our everyday lives.

Since January 2004 the smoldering Malay Muslim insurgency in southern part of Thailand in the provinces of Pattani, Yala and Narathiwat has surfaced again resulting until now in the deaths of more than 1,300 people. The insurgency which was dormant since 1980’s has come back threatening the peaceful development of Thailand as a multi-ethnic and multi-religious nation.

The emergence of insurgency in southern part of Thailand has become a soul searching situation for the Thai nation requiring us to find ways and means to bring about a peaceful resolution to the crisis, to rebuild friendly relations between the different ethnic and religious sections of the country and continue on the path of building civil society in Thailand

The Thai state has embarked on finding solution to the crisis in a multi-pronged manner undertaking political, security, cultural and religious initiatives hoping to bring back peace and harmony to the restive South soonest.

This unrest in southern part of Thailand has also attracted international attention from a variety of nations and groups who are anxiously watching the situation with a serious concern to see if it will escalate into a larger conflict.

The main problems facing Thailand today is how to bring about peace through national reconciliation which, recognizes the multi-cultural and multi-ethnic character of Thai polity at the national level. The recent report of the National Reconciliation Council led by the former Prime Minister Mr. Anand Panyarachun has made valuable recommendation which, if implemented seriously, will aid in building peace in the southern part of the country.

The main objective of this seminar is to offer a forum for Thai and international academicians and public figures to explain and discuss the historical background and the causes behind the unrest in southern part of Thailand and to offer suggestions about hom to build peace in that region.

The urgent concern for alll of us now is to find ways and means, and solutions to the conflict in the three southern provinces of Thailand.

How best to resolve the conflicts? This is the reason why we are assembled here today. We have to make methodical enquiries, engage in dialogue and discussions and search for solution to the problem. Unless the root cause of the problem can be identified, peace will never be achieved.

 Dear Participants:

Before we go ahead with finding peace for others, each one of us must find an inner peace. .It is a state of mind, body and soul, which is said to take place within ourselves. The feeding is not dependent on time, people, place, or any external object or situation. If each one of us here has an inner peace, then a chain reaction for both inner peace and world peace may be established and the conflicts in the South can see the light at the end of the tunnel.

On this occasion, let me thank the initiatives of the Konrad Adenauer Foundation and their generosity in sponsoring this seminar.

I sincerely hopc that this seminar will contribute significantly toward regaining mutual trust among the people of southern part of Thailand and that peace and harmony will soon return to the region.

         May I welcome you all once again to the seminar. Wish you success in your discussion and deliberations.

         May God Bless you with inner peace!

17. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคาร “ศรีศักดิ์ จามรมาน สถานเทคโนโลยีสารสนเทศ”

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคาร

“ศรีศักดิ์ จามรมาน สถานเทคโนโลยีสารสนเทศ”

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม 2547

คำกราบบังคมทูล โดย ภราดาบัญชา แสงหิรัญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ 2547

ขอพระราชทานกราบบังคมทูล ทรงทราบฝ่าละอองพระบาท  

ข้าพระพุทธเจ้า ภราดาบัญชา แสงหิรัญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในนามของสภามหาวิทยาลัยคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา บรรดานักบวช ผู้ปกครองของนักศึกษา และผู้มีเกียรติที่ได้เฝ้าทูลละอองพระบาทอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ มีความซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ใต้ฝ่าละอองพระบาทเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดอาคารศรีศักดิ์ จามรมาน สถานเทคโนโลยีสารสนเทศ และพระราชทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้มีอุปการะคุณต่อมหาวิทยาลัย ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานพระวโรกาศ กราบบังคมทูลประวัติและความเป็นมาเกี่ยวกับ อาคารศรีศักดิ์ จามรมาน สถานเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยสังเขปดังนี้

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของมูลนิธิเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย ที่ได้ดำเนินการจัดการศึกษา เพื่อสนองความต้องการส่วนบุคคลและความต้องการของชาติในสาขาวิชาต่างๆอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะได้บุกเบิกการพัฒนาบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศด้วยการเริ่มโครงการการจัดหลักสูตรทางด้านบริหารคอมพิวเตอร์ธุรกิจขึ้นในปี พ.ศ.2522 และต่อมาได้จัดสอนในหลักสูตรทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มขึ้นในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก จนอาจกล่าวได้ว่ามีหลักสูตรทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมากที่สุดในประเทศไทย

สังคมโลกปัจจุบัน การผนวกข้อมูลข่าวสารโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในยุคโลกาภิวัฒน์ ทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงและถ้าหากประเทศไทยไม่สามารถจะก้าวให้ทันตามโลกที่เปลี่ยนไป เราก็จะไม่สามารถแข่งขันกับ ชาวโลกได้ โดยนัยนี้มหาวิทยาลัยเห็นว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เหมาะสมกับยุคแห่งการเรียนรู้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและการอ่านออกเขียนได้ของคนในยุคนี้ก็คือการเรียนรู้ที่จะนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในเรื่องต่างๆ ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยชื่อและสถานภาพของ “อัสสัมชัญ” มีความหมายเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วไปว่าเป็น “ศูนย์รวมที่สถิตขององค์ความรู้” และเนื่องจากมหาวิทยาลัยได้เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมอินเตอร์เน็ตแห่งภาคพื้นเอเชียด้วย จึงมีความเหมาะสมที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญจะได้จัดสร้างศูนย์แห่งการเรียนรู้และเปิดโอกาสให้ คนทั่วไปทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กอนุบาล คนหูหนวก คนตาบอด แม้กระทั่งคนชราที่ยังมีขีดความสามารถในการพิมพ์ ได้มีโอกาสมาฝึกการใช้คอมพิวเตอร์ในงานต่างๆ อันเป็นการสร้างสมรรถนะของคนในชาติทางด้านความรู้การใช้คอมพิวเตอร์ ที่อาคารศรีศักดิ์ จามรมาน สถานเทคโนโลยีสารสนเทศ

อาคารศรีศักดิ์ จามรมาน สถานเทคโนโลยีสารสนเทศ เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2545 เป็นอาคาร 10 ชั้น เนื้อที่ทั้งหมด 12,000 ตารางเมตร ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง 185 ล้านบาท มหาวิทยาลัยได้ ตั้งชื่ออาคารนี้ว่า “ศรีศักดิ์ จามรมาน สถานเทคโนโลยีสารสนเทศ” เพื่อเป็นเกียรติแก่ศาสตราจารย์ ดร. ศรีศักดิ์ จามรมาน ที่เป็นผู้ริเริ่มวางรากฐานและพัฒนาหลักสูตรทางด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศในระดับปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญตั้งแต่ปีพ.ศ.2522 โดยได้เปิดสอนในหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจอันเป็นหลักสูตรแรกของประเทศไทยและได้พัฒนาขยายเพิ่มขึ้น อีกหลายหลักสูตรและหลายสาขาวิชาจนถึงระดับปริญญาเอก

อาคารศรีศักดิ์ จามรมาน สถานเทคโนโลยีสารสนเทศ จะสามารถรองรับการพัฒนาการเรียนการสอนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ของมหาวิทยาลัยได้อย่างกว้างขวางทั้งในปัจจุบัน และในอนาคตจะเป็นศูนย์แห่งความเป็นเลิศด้านการศึกษาไอซีทีเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยการศึกษาทางไกลอินเทอร์เน็ต และศูนย์คอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของใต้ฝ่าละอองพระบาท ข้าพระพุทธเจ้าในนามของผู้บริหาร คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ ขอตั้งสัตย์ปฏิญานต่อใต้ฝ่าละอองพระบาทในวันนี้ว่ามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญจะพยายามทำหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพออกไปรับใช้ชาติเป็นแหล่งขององค์ความรู้ที่เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปได้มีโอกาสพัฒนาตนเองทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเป็นรากฐานและกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติต่อไป

         ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม

18. Assumption University City Campus Launched

Assumption University City Campus Launched.  

Speech by President, Dr. Bancha Saenghiran 

 

         Your Excellency Prof. Dr.Wissanu Krea-Ngam, Deputy Prime Minister of the Royal Thai Government.

On behalf of Assumption University, I express my grateful thanks to you for giving your precious time to preside over the Opening Ceremony of our City Campus.

Assumption University is a higher education institution administered by the Brothers of St. Gabriel which exists to provide education, knowledge and training to develop human resources of the country. It started modestly in 1972 as an institution called Assumption Business Administration College or ABAC with English as the medium of instruction. The University has grown continuously until it is now recognized as the first International University of Thailand. We currently offer 41 Bachelor, 31 Master and 8 Doctorate Degree Programs with a total enrollment of approximately 20,000 including a component of some 2147 international students from 57 countries of the world. Accordingly we contribute more than 500 million baths annually to the revenues of Thailand and at the same time we save expenditure of several billion baths a year by preventing or restraining students from pursuing education at foreign institutions abroard.

Assumption University is now operating 2 campuses, one each at Hua Mak and Bang Na and performing 4 main missions of the higher education institutions: 1.providing training and instruction, 2.producing research, 3.offering knowledge service to the society and 4.supporting national art and culture.

President Dr. Bancha Saenghiran giving his speech at City Campus in the presence of

Deputy Prime Minister, President Emeritus and other guests.

Deputy Premier H.E. Prof. Dr. Wissanu Krea-Ngam accepting a souvenir from President Dr. Bancha Saenghiran. 

In launching this new City Campus at the Emporium Tower, our purpose is to expand knowledge services to society and to enlarge educational opportunities according to the Educational Expansion Policies of Thailand. The City Campus has the following facilities: 50-sear seminar room, 56-seat classroom and_an 18 seal common room with modern teaching materials and equipments.

The first program that the new city campus provides is entitled Vietnam Studies, which is administered by the Institute of Asian and African Studies (IAAS), Assumption University. The objective of the course it to propagate knowledge and education about Vietnam including promotion of its language, traditions, culture, economics and society. 

Now it is the auspicious time to invite H.E. the Deputy Prime Minister to preside over the Opening Ceremony of Assumption University City Campus and the Vietnam Studies Centre respectively.

It is with great honour that I preside at the opening of Assumption University City Campus today. I would like to express my sincere appreciation to the University for its strong determination to improve the quality of the human resources of the country, which is vital for the increasingly competitive world in this era of globalization.

Life-long learning is the key aspect of education reform with the main purpose of transforming Thai society into a society of intelligent and prosperous citizens. In order to achieve the goal, the collaboration among the education institutions is very essential. Specifically for higher education institutions, the emphasis should not only be on providing education and instruction to young people, but also on adapting themselves to be ‘Knowledge Centers for Open Learning’ which is beneficial to people of all ages. Therefore, higher education institutions must emphasize on the importance of building into continuing education centers, focusing on the training of business people, entrepreneurs, as well as laborers by setting up the mechanisms to explore the needs of all sectors. Overall, higher education institutions must function as the rallying point for pursuit of knowledge that everyone, regardless of gender, age or profession, can seek and search for so that Thai people can live their life most productively.

The establishment of the City Campus in the heart of downtown Bangkok truly reflects the wisdom of the administrators in seeking investment opportunities an the strong determination of the University to improve the quality of the country’s human resources. ‘Vietnam Studies’ at this campus will not only provide entrepreneurs or interested people with ideas and guidelines on investing in or having business with Vietnam but it will also help improve the economy of our country. In this regard I do hope that the University will consistently offer other useful courses so that Thai people will gain the ideas and concepts to operate business with other countries, which will boost the exports and bring in foreign currency for the economic stability of our country.

Prof. Dr. Wissanu Krea-Ngam cuts the ribbon at the opening ceremony of the

A.U. city Campus in the presence of administrators and guests.

Deputy Prime Minister speaking to students attending the Vietnam Studies Program on February 7, 2004. 

Now I would like to take this opportunity to inaugurate Assumption University City Campus and to mark the opening of the ‘Vietnam Studies Centre’. May all endeavours of Assumption University City Campus be successful and prosperous and may you achieve the objectives of the Vietnam Studies Centre. 

แหล่งที่มา : ABAC TODAY (Vol. 19 No. 1 January-February 2004) หน้า 15-16

PowerPoint

Faculty Seminar/Staff Seminar
Title: Change to Smart
Annual Staff Seminar 2019
Date: June 29, 2019
Title: “How could ABAC survive in   the next 10 years?”
Annual Faculty Seminar 2018
Date: August 1, 2018
Title: Annual Faculty Seminar 2016
Date: December 2, 2016
Title: Opening Address
Annual Faculty Seminar 2015
Date: August 5, 2015
Title: “Charting the Future for AU Golden Jubilee”
Annual Faculty Seminar 2014
Date: August 14, 2014
Title: AU at the Threshold of ASEAN Community 2015
Annual Faculty Seminar 2013
Date: May 21, 2013
Title:  Closing Remarks
Appointment of Administrators
Date: May 21-23, 2013
Title: ก้าวต่อไปสู่ประชาคมอาเซียน
สัมมนาเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ประจำปี 2556
Date: วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม 2556
Title: ASEAN Community & Assumption University
Annual Staff Seminar 2012
Date: August 18, 2012
Title: AU’S Competitiveness and Positioning in 2020
Annual Faculty Seminar 2012
Date: May 23, 2012
Title: “Annual Staff Seminar 2010” 
Date: August 7, 2010
Title: “A Journey of AU in Time thru’ 40 Reaching out to 50 and Beyond…” 
Annual Faculty Seminar 2010 
Date: May 24, 2010
Title: “Thinking for success” 
Annual Staff Seminar 2009 
Date: August 1, 2009
Annual Faculty Seminar 2009 
Date: May 19, 2009
Title: “2007 Annual Faculty Seminar” 
Date: May 18, 2007
Title: “Annual Seminar 2003 : Closing Remarks”
Date: March 26, 2003
Quality Assurance
Title: “IQA Academic Year 2009”
Date: September 8, 2010
Place: Assumption University, Hua Mak
Title: “SAR as Formative Assessment” 
Date: February 9, 2008
Place: Assumption University, Hua Mak
Title: “Faculty Senate (The 2nd Long-Range Plan in Higher Education  (HE) 2008-2022)” 
Date: November 2, 2007
Place: Assumption University, Hua Mak
Title: “The Direction and Strategies for Student Affairs Development” 
Date: May 1, 2007
Place: John XXIII Conference Center, Suvarnabhumi Campus
Title: “The IAAT Workshop” 
Date: April 27, 2007
Place: John XXIII Conference Center, Suvarnabhumi Campus
Title: “AU Strategic Direction 2003-2007” 
Date: April 10, 2006
Place: Assumption University, Hua Mak
Title: “Preparation of Internal Audit and Assessment 2001 Graduate School” 
Date: September 20, 2002
Place: Assumption University, Hua Mak
Title: “External Quality Assessment (EQA)” 
Date: August 27, 2002 
Place: John XXIII Conference Center, Suvarnabhumi Campus
Title: “ประสบการณ์การประเมินคุณภาพภายนอก” 
Date: October, 1999 
Place: Assumption University, Hua Mak
Title: “External Quality Assessment (EQA) Epilogue” 
Date: —
Place: Assumption University, Hua Mak
Title: “Practical Suggestions” 
Date: —
Place: Assumption University, Hua M
Academic Works
Title: Boosting “Internationalization” in Student Affairs
Student Affairs Seminar Academic Year 2015
Date: June 8, 2015
Title: A Vision of Christian Education in ASEAN Community 2015
Presented to: Young Dominicans from Asia-Pacific Region
Date: June 20, 2012
Title: Code of Conduct in Education and its Best Practices
To : Faculty & Staff Members Stamford International University
Date: May 25, 2012
Title: “Faculty Orientation 1/2011”
Date: June 25, 2011
Title: “A Meeting of Catholic students” 
Date: July 10-11, 2010
Title: “Faculty Senate 2/2008” 
Date: March 24, 2009
Title: “Back to the Basic: Teaching & Learning”
Date: May 21, 2008
Place: John XXIII Conference Center, Suvarnabhumi Campus
Title: “University’s Functions-Research”
Date: November 4, 2006
Title: “Faculty Senate” 
Date: July 4, 2003
Title: “Faculty orientation 01/2003”  
Date: June 7, 2003
Title: “Closing remark to MBA students” 
Date: November 10, 2001
Title: “AU Academic Culture” 
Date: October 12, 2001
Title: “Vision 2000”  
Date: —
Title: “Campus Tour” 
Date: —